จากกรณีที่ น.ต.ศิธา ทิวารี  เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุไม่ได้กลัวเสียมารยาทมากไปกว่ากลัวสืบทอดอำนาจ ตอบโต้กรณีที่นพ.ชลน่าน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการถึงการตั้งคำถามของ น.ต.ศิธา ในเวทีเซ็นเอ็มโอยูว่าเสียมารยาท ว่า ถ้าเจตนารมณ์ของ น.ต.ศิธา เป็นเช่นนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก ตนไม่ได้โกรธแค้นอะไร ในวันที่เราแถลงข่าวตนพยายามไม่ตอบโต้อะไร เพียงแต่ตนมองว่า น.ต.ศิธา ควรมานั่งอยู่ตรงนี้ไม่ควรไปถามคำถามตรงนั้น 

และจากกรณีที่นายอดิศร  เพียงเกษ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  ให้สัมภาษณ์กรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า  แสดงความเห็นว่า ตำแหน่งประธานสภาฯต้องเป็นของพรรคก้าวไกลเท่านั้น  ว่า พรรคก้าวไกลจะกินรวบแบบนั้นไม่ได้  ความจริง 152 เสียง ยังไม่เกินครึ่ง ถ้าอยากได้ตำแหน่ง ต้องทำให้ได้ 377 เสียงเหมือนพรรคไทยรักไทยในอดีต  จึงสามารถชี้เป็นชี้ตายตำแหน่งใดก็ได้ และ "ผมขออนุญาตสอนนายปิยบุตรในฐานะรุ่นน้องที่ต่างเคารพนับถือซึ่งกัน ถ้าจะเป็นรัฐบาลอย่าห่วงเรื่องเล็ก

ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว @wirojlak ระบุว่า...

จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน เหมือนว่าไม่มีวันจะพรากไป ทำอะไรได้ดังฝันใฝ่ถ้าเราร่วมใจ จุดหมายที่ฝันกันไว้ก็คงไม่เกินมือเรา

 

 

ในระบอบเผด็จการ แค่ข่มขู่ กดขี่ ทุกอย่างก็เกิดขึ้นทันที ตามอำเภอใจ แต่ในระบอบประชาธิปไตย เราต้องเคารพในความแตกต่างจำเป็น ใช้เวลาในการพูดคุย เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองให้ตรงกัน อาจจะช้าในช่วงเริ่มต้น แต่จะราบรื่นในระยะยาว

 

 

การจัดตั้งรัฐบาลจากการทำรัฐประหารมันง่าย แค่หัวหน้าโจรเอาปืนมาขู่ทุบโต๊ะ ทุกอย่างก็จบ แต่การจัดตั้งรัฐบาลผสม ในระบอบประชาธิปไตย มันยากเป็นปกติวิสัย เพราะต้องหารือ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดเชิงนโยบายที่แตกต่างกัน ท่ามกลางข่าวลือต่างๆ แต่สุดท้ายจะจบลงด้วยดี ตามมติของประชาชน

 

การจัดตั้งรัฐบาลจากการทำรัฐประหารมันง่าย แค่หัวหน้าโจรเอาปืนมาขู่ทุบโต๊ะ ทุกอย่างก็จบ แต่การจัดตั้งรัฐบาลผสม ในระบอบประชาธิปไตย มันยากเป็นปกติวิสัย เพราะต้องหารือ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดเชิงนโยบายที่แตกต่างกัน ท่ามกลางข่าวลือต่างๆ แต่สุดท้ายจะจบลงด้วยดี ตามมติของประชาชน