ดนตรี / ทิวา สาระจูฑะ
การเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศครั้งที่ 27 ของไทยผ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ หรือความเข้าใจแบบบ้านๆก็คือ การเลือกตั้งเพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลและสภาผู้แทนฯชุดใหม่ ซึ่งจะมีวาระของรัฐบาลและสภา 4 ปี แต่จะอยู่ถึงหรือไม่นั้นยังไม่มีใครบอกได้
ส่วนใครแชมป์ ใครช้ำ ใครจะจัดตั้งรัฐบาลยังไง ปล่อยให้คอลัมน์การเมืองเขาวิเคราะห์กันไป พื้นที่ตรงนี้มาพูดถึงเรื่องเพลงเลือกตั้งดีกว่า
มองย้อนหลังไป ประเทศไทยมีเลือกตั้งใหญ่ในปี 2500 แล้วก็ข้ามมา 2512 ก่อนจะมีอีกครั้งในปี 2518 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในช่วง 14-16 ตุลาคม 2516 ถือเป็นยุคใหม่ของประชาธิปไตย แม้จะมีช่วงสะดุดบ้างก็ตาม
เพลงที่ใช้ในการเลือกตั้ง ถ้าแบ่งออกมาก็คงมี 3 แบบใหญ่ๆ ได้แก่ เพลงประจำพรรค บอกถึงอุดมการณ์ของพรรค, เพลงเชียร์ให้คนมาเลือกพรรค มักจะพูดถึงนโยบายเด่นๆของพรรค และเพลงประจำตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
การเลือกตั้งเมื่อปี 2518 เพลงเลือกตั้งส่วนใหญ่ยังมีแค่เพลงประจำพรรค ซึ่งนิยมใช้เพลงมาร์ชตามแบบแผนเพลงปลุกใจของกองทัพหรือเพลงประจำสถาบันศึกษา สร้างความฮึกเหิมให้สมาชิกพรรคและคนทั่วไปที่สนับสนุนพรรค แต่ก็เริ่มมีเพลงเชียร์ให้คนมาเลือกพรรคเป็นครั้งแรก นั่นคือเพลงเกี่ยวกับเงินผันของ พรรคกิจสังคม และยังมีเพลงจากคนนอกคือ เพลิน พรหมแดน แต่งและร้องชื่อ “กำนันเงินผัน” ออกมาเสริมต่างหาก
การเลือกตั้งในประเทศไทยต่อๆมา นอกจากเพลงประจำพรรคที่เป็นภาคบังคับต้องเปิดตามรถแห่หาเสียง เพลงเชียร์หรือปลุกระดมคนให้มาเลือกพรรคก็เพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นเพลงหาเสียงเลือกตั้งหลักๆของพรรคการเมืองในยุคหลังปี 2538 มาจนถึงปัจจุบัน และดูเหมือนความนิยมในการทำเพลงหาเสียงประจำตัวผู้สมัครจะตามมาติดๆ ทุกวันนี้ทำกันทุกระดับเลือกตั้ง ลงไปจนถึงเลือกตั้ง อบต., อบจ. ไม่รู้ว่าเพลงเลือกตั้งประธานนักเรียน จะมีใครทำบ้างหรือเปล่า
เพลงเชียร์ให้คนมาเลือกพรรคในอดีต ส่วนหนึ่งยังเป็นเพลงมาร์ชเหมือนเพลงประจำพรรค อีกส่วนหนึ่งที่นิยมคือเพลงรำวง จนกระทั่งยุคที่กระแสเพลงเพื่อชีวิตมาแรงด้วยจังหวะสามช่า โดยการนำของ คาราบาว จากเพลง “วณิพก” ตามด้วยวงอย่าง คนด่านเกวียน (“เด็กปั๊ม”), กะท้อน (“สาวรำวง”), อมตะ (“ตาผุยชุมแพ”) ฯลฯ เพลงหาเสียงเลือกตั้งก็เปลี่ยนสู่โหมดสามช่า และนิยมยาวมาตั้งแต่นั้น
เพลงเชียร์ให้คนมาเลือกตั้งพรรคหรือผู้สมัครของต่างประเทศก็มี ในประเทศที่พยายามยกตัวว่าเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยโลกอย่าง สหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งทุกระดับก็มีการใช้เพลงเข้ามาร่วมด้วย แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้เพลงที่มีอยู่แล้วของศิลปินดังๆ ทำให้เกิดการฟ้องร้องอยู่บ่อยครั้งเนื่องจากการไม่ขออนุญาตก่อน
เรื่องลิขสิทธิ์ในเมืองฝรั่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวข้องกับเงินๆทองๆ แต่บางทีก็เป็นเรื่องของศิลปินที่สนับสนุนพรรคหรือผู้สมัครที่ลงเลือกตั้งหรือไม่ เช่น ศิลปินดังส่วนใหญ่ในอเมริกาให้การสนับสนุน พรรคเดโมแคร็ท มีหลายครั้งที่พรรคหรือผู้สมัครของ เดโมแคร็ท นำเพลงไปใช้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้า พรรครีพับลิกัน หรือผู้สมัครนำเพลงไปใช้สนับสนุนการหาเสียงโดยพลการ ก็มักถูกห้ามไม่ให้นำไปใช้ หนักหน่อยก็ฟ้องร้อง
คนที่เจอกรณีอย่างนี้จากหลายศิลปินที่เชียร์ เดโมแคร็ท คือ โดนัลด์ ทรัมป์ และ จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช จูเนียร์ สมัยที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็สามารถใช้เพลงของศิลปินดังที่มีพื้นเพแถบภาคใต้ของอเมริกาได้โดยไม่ถูกห้าม เพราะศิลปินทางภาคใต้จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะสายคันทรี่ สนับสนุน พรรครีพับลิกัน
บ้านเราไม่ค่อยมีปัญหานี้ เพราะดูแล้วส่วนมากเป็นเพลงที่ถูกทำขึ้นมาใหม่ มีการว่าจ้างนักร้อง/นักดนตรีอาชีพทำให้ ศิลปินดังหน่อยก็จะมีงานเพลงเลือกตั้งมากหน่อย การเลือกตั้งสองสามครั้งที่ผ่านมา เสียงร้องของ แอ๊ด คาราบาว หรือ ยืนยง โอภากุล ปรากฏอยู่ในเพลงเลือกตั้งมากมายหลายพรรค แต่ตอนหลังก็มีเสียงที่เลียนแบบออกมาเยอะ เพราะราคาย่อมเยากว่า การบันทึกเสียงสมัยใหม่ก็ทำง่ายขึ้น
ก่อนหน้านี้ ลีลาของเพลงเลือกตั้งที่ใช้กันมากพอสมควรในเมืองไทยคือการแหล่ แต่จังหวะก็ยังเป็นสามช่า แม้ว่าในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป วงการดนตรีก็เปลี่ยนแปลง เพลงป็อป/แด๊นซ์หรือกระแสแร็ป/ฮิป-ฮอปได้รับความนิยมอย่างไร สามช่าก็ยังเป็นจังหวะหลักในการทำเพลงเลือกตั้ง อาจจะเป็นเพราะคนไทยเข้าถึงง่าย การใส่ถ้อยคำลงไปในดนตรีมีความลงตัวกว่า โดยเฉพาะการต้องตอกย้ำผู้ฟังด้วยท่อนสร้อย (หรือจะเรียกว่าท่อน ‘ฮุก’) ทำได้มีพลังมากกว่า
ไม่ว่าการเมืองไทยจะพลิกผันไปอย่างไร สามช่าก็ยังเป็นจังหวะไม้ตาย