สยามรัฐ ยึดมั่นอุดมการณ์ปกป้องเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ยืนหยัดรับใช้สังคมด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ …*…

การเลือกตั้งขยับเข้าใกล้โค้งสุดท้าย ขณะที่โพลทุกสำนักยังออกมาตรงกันว่า ภายใต้ระบบบัตร 2 ใบ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์หารร้อย พรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้รับส.ส.มากที่สุด สอดรับกับที่หลายๆ ฝ่ายเคยคาดการณ์กันไว้ตั้งแต่ตอนแก้กติกาการเลือกตั้ง …*…

กระนั้นเป็นที่น่าสังเกต การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมนี้แตกต่างจากหนก่อนๆ เพราะไม่ใช่เป็นการสู้กันระหว่างขั้วการเมือง แต่เป็นการแย่งชิงเสียงของพรรคที่อยู่ในขั้วการเมืองเดียวกันเอง …*…

โดยในขั้วอนุรักษ์นิยม ต่างเชื่อว่าหากพรรครวมไทยสร้างชาติได้ส.ส.มากเท่าไหร่ พรรคพลังประชารัฐก็จะได้ส.สน้อยลงเท่านั้น เช่นเดียวกับในขั้วเสรีนิยม ถ้าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส.มากเท่าไหร่ พรรคก้าวไกลก็จะได้สส. น้อยลงเท่านั้น …*…

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะมวลชนที่มีทัศนคติโน้มเอียงไปในทางอนุรักษ์นิยม ยังไงก็ไม่ข้ามไปเลือกพรรคที่อยู่ในขั้วเสรีนิยม ฉันใดฉันนั้น มวลชนที่นิยมในแนวทางเสรีนิยม จะไม่ข้ามไปเลือกพรรคที่อยู่ในขั้วอนุรักษ์นิยม …*…

 เป็นเหตุผล ให้บรรดาคอการเมืองต่างจับตาไปที่การแข่งขันระหว่างพรรครวมไทยสร้างชาติกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล …*…

จึงไม่แปลกที่ภายหลังมีการเผยแพร่คำปราศรัยของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเมื่อวันที่ 7 เมษายนในตอนหนึ่งว่า “เขาถามผมว่าถ้ามาดูแลบ้านเมืองจะทำอย่างไร ผมตอบไปว่า คำตอบง่ายมาก แผ่นดินไทยประเทศไทยมีไว้เพื่อคนรักชาติ แผ่นดินประเทศไทยเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลักชัยของประเทศ ถ้าคุณไม่ชอบ คุณไม่มีสิทธิ์เปลี่ยน เพราะคนไทยทั้งชาติเขาเอา ถ้าคุณไม่ชอบ  เชิญไปอยู่ที่อื่น ไม่ห้าม ไปได้เลย ท่านชอบประเทศไหนไปเลย แต่ประเทศไทยต้องเป็นแบบนี้ตลอดไป ภายใต้รวมไทยสร้างชาติ เราจะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้ารวมไทยสร้างชาติเป็นแกนนำรัฐบาล เราจะจัดการกับพวกชังชาติ พวกล้มสถาบันโดยเด็ดขาด" ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับในเชิงบวกอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้นิยมในแนวทางอนุรักษ์นิยม เพราะเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจน ไม่ต้องถอดรหัสตีความใดๆ ต่างจากพรรคพลังประชารัฐที่ถูกมองว่า “แทงกั๊ก” จากการวางยุทธศาสตร์หาเสียงในทำนองขออาสาพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง จนถูกมองว่าพร้อมจะจับมือกับพรรคใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย หรือก้าวไกลที่มีแกนนำบางคน และบางนโยบาย ไม่ได้รับการยอมรับจากมวลชนส่วนใหญ่ในกลุ่มอนุรักษ์นิยม …*…

จากกระแสที่เกิดขึ้นดังกล่าว บวกรวมกับข่าวเรื่อง “ดีลลับ” ที่ลือกันมาตลอด ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่านี่คือปัจจัยสำคัญเบื้องหลังการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าพรรคพลังประชารัฐจะไม่ร่วมมือจับตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกับพรรคเพื่อไทย หรือพรรคก้าวไกล …*…

 อีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย ก็คล้ายคลึงกับพรรคพลังประชารัฐ นั่นคือถูกมองว่ามีจุดยืนคลุมเครือ มีความเป็นไปได้ที่จะจับมือกับพรรคพลังประชารัฐที่อยู่ในขั้วอนุรักษ์นิยม จนทำให้คะแนนเสียงของมวลชนผู้นิยมแนวทางเสรีนิยม ทำท่าไหลไปหาพรรคก้าวไกลที่ประกาศมาตลอด จะไม่มีการจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ กระทั่งในที่สุด นายเศรษฐา ทวีสิน ว่าที่แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาแก้เกมโดยยืนยันว่า เพื่อไทยจะไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติอย่างแน่นอน …*…

อดใจรออีกแค่ไม่กี่วัน สุดท้ายผลการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบให้รับรู้ว่าการแก้เกมของพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยทันการณ์หรือไม่ ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด และหากพรรคเพื่อไทยเข้าวิน สามารถกวาดเก้าอี้ส.ส.ได้มากที่สุด จะยกเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้กับแคนดิเดตจากพรรคอื่น เพื่อแลกเสียงสนับสนุนจากส.ว. ตามที่มีคำร่ำลือเรื่อง “ดีลลับ”มาแล้วหลายเดือนหรือไม่ …*…

ที่มา:เจ้าพระยา (27/4/66)