สยามรัฐ ยึดมั่นอุดมการณ์ปกป้องเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยืนหยัดรับใช้สังคมด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ...*...

ชุ่มฉ่ำกันไปทั้งประเทศกับเทศกาลสงกรานต์ที่เพิ่งผ่านมา ขณะที่เพื่อนบ้านเราไม่ว่าจะเป็นลาวหรือกัมพูชา ต่างพากันโอดครวญ “นักท่องเที่ยวต่างชาติล้วนแห่แหนเข้าไทย” เรื่องดีๆแบบนี้ หากไม่อคติจนเกินไป ก็ต้องยกเครดิตให้กับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บ้าง ที่สามารถประคับประคองต่อลมหายใจธุรกิจท่องเที่ยว กระทั่งฟื้นคืนชีพกลับมาคึกคักเต็มตัว หลังได้รับผลกระทบแสนสาหัสจากวิกฤติโควิด โดยคาดการณ์กันว่า มีการจับจ่ายใช้สอยทำให้เงินสะพัดช่วงเทศกาลสงกรานต์ราว125,203 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.3 %จากปีก่อน ...*...  

“ เงินสะพัดสงกรานต์ปีนี้ ใกล้เคียงช่วงปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยเริ่มตั้งฐาน สะท้อนว่า เศรษฐกิจเริ่มกลับมาดี จากแรงสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว” มุมมองจากนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ พร้อมกับเสริมว่าสงกรานต์ปีนี้ อยู่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งด้วย จึงยิ่งทำให้บรรยากาศคึกคักมากขึ้น และเมื่อรวมเม็ดเงินสะพัดสงกรานต์ และ เงินสะพัดจากการเลือกตั้ง จะทำให้จีดีพีปีนี้โตเพิ่ม 0.5-0.7% ...*...

ท่ามกลางสารพัดนโยบายโคตรมหาประชานิยมที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆนำมาหาเสียงเกทับบลัฟแหลกกันนั้น ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการ ธปท. ได้ให้ข้อคิดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีข้อความบางช่วงบางตอนว่าคำถามที่ตนถูกถามมากเป็นพิเศษในช่วงใกล้เลือกตั้งนี้ คือชอบนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองไหนบ้าง คำตอบคือยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะไม่ค่อยเห็นข้อเสนอนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่าง ๆ แบบภาพรวม จะเห็นแต่การนำเสนอมาตรการประเภทสัญญาว่าจะให้ เพื่อเอาใจฐานเสียงกลุ่มต่าง ๆ หรือไม่ก็มีลักษณะเป็น wish list แบบเบี้ยหัวแตกมากกว่าที่จะบอกว่าเป้าหมาย หรือทิศทางของเศรษฐกิจไทยจะก้าวต่อไปอย่างไร และจะทำอย่างไรให้เกิดผลได้จริง ...*...

ดร.วิรไทชี้ว่าข้อเสนอนโยบายเศรษฐกิจควรต้องผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี ผ่านการจัดลำดับความสำคัญ ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียและผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น เพราะปัญหาแต่ละเรื่องมีความเร่งด่วนและความรุนแรงไม่เท่ากัน และเรามีทรัพยากรทุกอย่างจำกัด ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง หลายเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับอนาคต ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะถูกใจฐานเสียงเสมอไป ...*...

ทั้งนี้จากหลากหลายปัญหาที่ระบบเศรษฐกิจไทยเผชิญอยู่ในเวลานี้และที่จะเผชิญในอนาคต ตนคิดว่านโยบายเศรษฐกิจจะต้องให้ความสำคัญกับคำสามคำ คือ productivity (ผลิตภาพ) immunity (การสร้างภูมิคุ้มกัน) และ inclusivity (การกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง) เพราะทั้งสามเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น และแก้ไขยากขึ้นมากถ้าเราปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ไหลลงไปเรื่อย ๆ โดยไม่รีบจัดการ ...*...

ขณะที่ในโลกโซเชียลได้มีการแชร์ข้อเขียนของอดีตผู้ว่าการ ธปท.อีกคน ดร.ธาริษา วัฒนเกส ที่ได้ตั้งคำถามถึงนโยบายแจกเงินดิจิตอล 1 หมื่นบาทให้แก่ประชากรอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมหาศาลถึง 555,000ล้านบาทว่าจะเอามาจากไหน ...*...  

ที่มา:เจ้าพระยา (20/04/66)