หมายเหตุ : “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์การเมือง เมื่อต่างฝ่ายต่างนับถอยหลัง เข้าสู่โค้งสุดท้าย “การเลือกตั้ง 2566” เมื่อระยะเวลาคือหนึ่งในเงื่อนไขของการกำหนดยุทธศาสตร์การหาเสียงและการคว้าชัยชนะของแต่ละพรรคการเมือง จากนี้น่าสนใจว่าพรรคการเมืองใด จะปรับแผนการหาเสียงหรือไม่และอย่างไร
ทั้งนี้ “รศ.ดร.ยุทธพร” ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่าน “รายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ผ่านช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2566 มีสาระที่น่าสนใจดังนี้
-สถานการณ์การเมืองหลังผ่านพ้นช่วงสงกรานต์ไปแล้ว ทั้งความเคลื่อนไหวและอุณหภูมิทางการเมืองจะเข้มข้นมากขึ้นหรือไม่
เชื่อว่าการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง หลังจากนี้จะมีความเข้มข้น และดุเดือดมากขึ้น เพราะจะเป็นโค้งสุดท้ายแล้ว เนื่องจากเหลือเวลาไม่ถึงเดือน และทั้งหน้าตา แคนดิเดตนายกฯของแต่ละพรรคมีความชัดเจน รวมถึงหน้าตาของส.ส.เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็ชัดเจนแล้ว ดังนั้นจึงจะมีการต่อสู้กันอย่างเข้มข้นในโค้งสุดท้าย
นอกจากนี้สิ่งที่เราต้องติดตาม คือเรื่องของการจับผิดไปจนถึงการแพ้ฟาวล์ต่างๆ ในเรื่องของการขาดคุณสมบัติก็ดี เรื่องของกฎหมายเลือกตั้งก็ดี ซึ่งจะส่งผลต่อตัวผู้สมัคร ไปจนถึงพรรคการเมือง นี่คือส่วนที่สำคัญมาก ที่จะมีผลต่อการเลือกตั้ง และในขณะเดียวกันเมื่อเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน จะเกี่ยวกับปัจจัยระยะสั้นที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยจะมีทั้งเรื่องของกระแสพรรค เรื่องของนโยบาย และเรื่องของขั้วอุดมการณ์
แน่นอนว่าในภาพใหญ่จะเป็นการต่อสู้กันอย่างดุเดือด เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในท่ามกลางการแบ่งขั้วทางการเมืองนั่นเอง
-เวลานี้ทุกพรรคการเมืองหาเสียงกันอย่างเข้มข้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องระวังเรื่องของข้อกฎหมายและข้อห้ามตามกรอบของกกต.
จริงๆแล้วกระบวนการในการเลือกตั้งนั้นเป็นกลไกทางการเมือง แต่ที่ผ่านมา เรามักจะมองว่าการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้นเมื่อให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมก็เป็นการเปิดช่องให้อำนาจรัฐที่จะเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง เช่นเรื่องบทบาทของกกต. ในการที่จะเข้ามาควบคุมกำกับ การเลือกตั้ง เช่นการกำกับเรื่องของการรณรงค์หาเสียงไม่ให้เกินจริง จะต้องรายงานที่มาที่ไปของนโยบายต่างๆให้กับกกต.พิจารณา ดังนั้นทำให้สิ่งต่างๆเหล่านี้จึงถูกควบคุมกำกับในการเลือกตั้งไป ทั้งที่ในความเป็นจริงโดยหลักการของการเลือกตั้ง จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม คือ Free and fair election ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งต้องเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม กลไกที่จะใช้ตัดสิน จะต้องเป็นกลไกทางการเมือง ไม่ใช่กลไกทางกฎหมาย
เมื่อเป็นกลไกทางการเมือง ก็ต้องขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน ที่จะพิจารณาว่านโยบายไหน ทำได้ ทำไม่ได้ อันไหนเกินจริง หรือนโยบายไหนมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เพราะเป็นการใช้กลไกทางการเมือง ไม่ได้ใช้กลไกทางกฎหมาย แต่วันนี้เมื่อเราใช้กลไกทางกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ ทำให้เป็นประเด็นที่จะทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยง หรือเป็นประเด็นที่จะทำให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร มีโอกาสถูกลงโทษ เนื่องมาจากการนำเสนอนโยบายเหล่านี้ ซึ่งโดยหลักแล้ว มันไม่ควรเกิดขึ้นในลักษณะเช่นนั้น แต่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินและใช้วิจารณญาณของประชาชนเอง
ภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้วจะมีกลไกทางการเมืองคอยควบคุมและกำกับอยู่แล้ว เมื่อรัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจึงจะสามารถบริหารงานได้ หรือแม้แต่การใช้กลไกอย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การตั้งกระทู้ถามหรือระบบกรรมาธิการฯ สิ่งเหล่านี้คือการควบคุมและกำกับในทางการเมือง ว่าประเด็นที่พรรคการเมืองเสนอเอาไว้จะใช้ได้หรือไม่ กลไกเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าการที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มาพิจารณาเรื่องเนื้อหา และนโยบาย โดยให้แต่ละพรรคส่งรายละเอียดให้กกต.ตัดสินว่านโยบายต่างๆเหล่านี้ จะสามารถหาเสียงได้หรือไม่ จะขัดต่อกฎหมายหรือไม่
-หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทีดีอาร์ไอเองก็เคยออกมาส่งสัญญาณเตือนไปยังการหาเสียง การทำนโยบายของพรรคการเมืองว่าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อวินัยการเงิน การคลังตามมา
ก็เป็นสิ่งที่ทีดีอาร์ไอ เสนอก็สามารถเสนอได้ เป็นข้อมูลให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจ แต่ไม่สามารถมาชี้ได้แทนประชาชนว่านโยบายไหน ดีหรือไม่ดี เหมาะสมหรือไม่เพียงใด ถือว่าเป็นความเห็นหนึ่งในสังคม แต่คนที่จะตัดสินใจเลือกคือประชาชน ทั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่มีองค์กรต่างๆออกมาให้ความเห็น ทั้งบวกทั้งลบ ทั้งสนับสนุนทั้งต่อต้าน คัดค้านต่างๆ
-การประกาศจับมือกันตั้งรัฐบาล ก่อนการเลือกตั้ง จะส่งผลดี ผลเสีย หรือไม่ และอย่างไร
การจับมือ จับขั้วอาจจะเป็นไปได้ในลักษณะหลวมๆ การจับมือกันของพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน หรือการจับมือกันของพรรคร่วมฝ่ายค้านในปัจจุบัน ก็อาจจะเป็นไปในทิศทางแนวร่วมหนึ่งของอุดมการณ์ แต่ท้ายที่สุดในการต่อสู้ การแข่งขันของการเลือกตั้ง เป็นเรื่องของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองนั้นก็จะต้องมุ่งไปสู่ชัยชนะเพราะพรรคการเมืองคือการรวมกลุ่มกันของคนที่มีอุดมการณ์เหมือนกัน มีแนวคิดที่สอดคล้อง คล้ายคลึงกันและมุ่งที่จะเข้าสู่อำนาจรัฐ เพื่อเอาแนวคิดนั้นไปสู่การปฏิบัติ หรือขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรม
เพราะฉะนั้นในสนามเลือกตั้งอาจจะมีการจับมือกันในลักษณะหลวมๆ แต่สุดท้ายจะมีความชัดเจนเมื่อวันที่ 14 พ.ค.66 นี้ จะเห็นภาพว่าแต่ละพรรคการเมือง ได้ตัวเลขส.ส.เท่าใด และการจับมือกันจะเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯหรือไม่ และการจับขั้วกันดังกล่าวจะสามารถฝ่าด่านส.ว. 250 เสียงได้หรือไม่ ในการโหวตเลือกนายกฯได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่รออยู่ข้างหน้า
ดังนั้นเวลานี้ถ้ามีการจับขั้วทางการเมืองกันก็คงจะเป็นไปในลักษณะหลวมๆ เป็นลักษณะแนวร่วมทางอุดมการณ์ มากกว่า
- การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกาศหยุดทำรายการในคลับเฮาส์ชั่วคราว เพื่อลดความสุ่มเสี่ยงให้กับพรรคเพื่อไทยในระหว่างการหาเสียง ประเมินว่าจุดนี้มีบวก-ลบอย่างไร
วันนี้กฎหมายพรรคการเมืองให้อำนาจกับกกต.ค่อนข้างสูง และกลไกต่างๆที่จะยุบพรรคสามารถทำได้ง่าย เราจะเห็นได้ว่ากกต.เองยังมีระเบียบที่เรียกว่า “ยุบพรรคแบบติดเทอร์โบ” คือมีระยะเวลาสืบสวนสอบสวนได้เร็วขึ้นเป็น 45 วันดังนั้นทุกพรรคก็ต้องระมัดระวังทั้งหมด
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ต้องบอกว่าผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมามาก ตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และมาพรรคเพื่อไทย ตลอด20ปีตรงนี้ พรรคเพื่อไทยเองเผชิญกับวิกฤตทางการเมืองมาหลายครั้ง มีเรื่องรัฐประหารถึง 2 ครั้ง คือในปี 2549 และในปี2557 และถูกยุบพรรคมาสองครั้ง คือการยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน ดังนั้นก้าวย่างทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นไปอย่างระมัดระวัง
ก่อนหน้านี้เราเห็นการเดินเกมแบบคู่ขนาน ของพรรคเพื่อไทยด้านหนึ่ง คือพรรคเพื่อไทย และอีกด้านหนึ่งคือ ครอบครัวเพื่อไทย แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งการเดินเกมในลักษณะคู่ขนานต้องยุติลง เมื่อมีการสมัครรับเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อและเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรคการเมือง ไม่ว่าจะมาในนามหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยก็ตาม สุดท้ายก็ต้องมาเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถได้รับการเสนอชื่อได้ ซึ่งตรงนี้คงจะเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย
และรวมไปถึงตัวคุณทักษิณ ที่ต้องยุติบทบาทลง เนื่องจากมีบทบัญญัติตามกฎหมายพรรคการเมืองระบุเอาไว้ชัดเจนว่า หากมีบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในการบริหารงานของพรรค ก็จะนำไปสู่การยุบพรรคได้ ดังนั้นคุณทักษิณ เองต้องพยายามลดบทบาทตัวเองลง และปล่อยให้พรรคเพื่อไทยมีบทบาทในสนามเลือกตั้งไป
-เว้นแต่จากนี้ไป “ฝั่งตรงข้าม” อาจจะใช้วิธียั่วยุให้คุณทักษิณ ต้องออกมา
เป็นสิ่งที่คุณทักษิณ ต้องระวังตัวเอง เพราะการยั่วยุทางการเมืองจะเกิดขึ้นแน่นอน ในสนามเลือกตั้งที่มีความขัดแย้งกัน และอย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการแบ่งขั้วทางการเมือง และยังมีเดิมพันสูง เราจะเห็นได้ว่าแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคหลัก ไม่ว่าจะเป็นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน คุณแพทองธาร ชินวัตร คุณเศรษฐา ทวีสิน และคุณชัยเกษม นิติสิริ หรือแม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตของพรรครวมไทยสร้างชาติ ต่างไม่มีใครลงสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เลย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านี่คือความขัดแย้งที่มีเดิมพันสูง ไม่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งก็ต้องไปงานนี้
เท่ากับว่าอีกฝั่งหนึ่งไม่มีแคนดิเดตนายกฯที่พร้อมจะเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาฯ หรือหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน อย่างแน่นอน ดังนั้นการต่อสู้ที่เข้มข้น ย่อมจะมีกลยุทธ์ต่างๆเกิดขึ้นจากแต่ละฝ่ายแน่นอน
- ประเมินว่าความขัดแย้ง ความรุนแรงจะเกิดขึ้นบนเวทีดีเบตจากนี้มากน้อยแค่ไหน
คิดว่ามีความร้อนแรงและดีกรีจะเพิ่มขึ้นแน่นอน ในเวทีของการดีเบต เราจะเห็นได้ว่าในครั้งนี้เวทีดีเบตมีความหลากหลายมาก ในแต่ละเวทีก็มีธีม มีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป บางเวทีก็เป็นเรื่องของแคนดิเดตนายกฯ บางเวทีก็เป็นเรื่องของแกนนำภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ก็ว่ากันไป ดังนั้นในแต่ละเวทีจะมีความดุเดือดแน่นอน
จริงๆแล้วเรื่องเวทีดีเบตนั้น ไม่ใช่วัฒนธรรมการเมืองในประเทศไทย ในระบอบรัฐสภา แต่เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประธานาธิบดี แต่วันนี้เราได้มีการเลือกนายกฯทางอ้อม คือการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ จึงทำให้เวทีดีเบตกลายเป็นที่สนใจ ของผู้คนค่อนข้างมาก ดังนั้นความดุเดือด ความร้อนแรงจะเกิดขึ้นตามไปด้วย
-มีเสียงเรียกร้องให้ทั้ง บิ๊กตู่ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร่วมเวทีดีเบต เราจะมีโอกาสได้เห็นหรือไม่
ผมคิดว่าพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ไม่ร่วมเวทีดีเบต แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเวทีใดก็ตาม เพราะหากทั้ง2 คนร่วมเวทีดีเบต จะกลายเป็นเป้าทางการเมืองทันที รวมถึงจะมีการซักถามประเด็นรัฐประหารในปี 2557 จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และหลายพรรคการเมืองก็จะพุ่งเป้าไปที่ 2 ท่านนี้อย่างแน่นอน
ดังนั้นเชื่อว่าทั้ง2ท่านนี้ไม่ขึ้นเวทีดีเบต และโดยบทบาท บุคลิกส่วนตัว ของทั้ง2ท่านก็อาจจะไม่เหมาะกับเวทีดีเบต ดังนั้นเราจึงจะไม่เห็นพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร บนเวทีดีเบต แน่นอน
- หากทั้ง 2 คนไม่ขึ้นเวทีดีเบต จะกลายเป็นจุดอ่อน ให้ฝ่ายตรงข้ามหรือไม่
เชื่อว่าไม่ เพราะวันนี้แต่ละพรรคการเมืองก็มีฐานคะแนน ของตัวเอง ซึ่งหากเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับการมีบ่อปลาของตัวเอง และแต่ละพรรคการเมืองต่างก็มีบ่อปลาของตัวเอง เพราะฉะนั้นการรักษาฐาน หรือการรักษาบ่อปลาของตัวเอง ถือเป็นจุดใหญ่ใจความที่สำคัญที่สุด ดังนั้นไม่ว่าจะขึ้นดีเบตหรือไม่ จึงไม่มีผลเท่าใดนักต่อฐานเสียงที่สนับสนุนซึ่งอยู่ในบ่อของตัวเอง
จากนั้นลำดับรองลงไป คือการทำยุทธศาสตร์ในลักษณะที่เรียกว่าไปแสวงหา คะแนนจากคนที่ยังไม่ตัดสินใจ เพื่อนำมาลงบ่อตัวเอง หรือไม่ก็ไปฉกชิงคะแนนมาจากบ่อของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นบ่อของเพื่อน บ่อของพรรคอื่นๆ ดังนั้นยุทธศาสตร์หลักต้องรักษาฐานของตัวเองเอาไว้ให้ได้ก่อน ดังนั้นไม่ว่าจะดีเบตหรือไม่ สำหรับกลุ่มคนที่เขาสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ หรือพล.อ.ประวิตร อยากเห็นสองท่านนี้เป็นนายกฯ หรือว่าชื่นชอบนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือพรรคพลังประชารัฐ เขาก็เลือกอยู่ดี
ส่วนการดีเบตนั้นจะมีผลต่อกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจ และดึงจากอีกบ่อหนึ่ง มาอยู่บ่อใหม่ของตัวเองเท่านั้น ซึ่งมันคือยุทธศาสตร์ลำดับรอง และยังไม่มีอะไรยืนยันการันตีได้ว่าการดีเบตนั้นจะสามารถดึงคะแนนมาได้มากน้อยแค่ไหน
-โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เราจะได้เห็นปรากฎการณ์อะไรบ้าง
เชื่อว่าคงไม่ได้เห็นอะไรมากสำหรับบิ๊กเซอร์ไพรซ์ในการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่จะเป็นบิ๊กเซอร์ไพรซ์ น่าจะเป็นเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมากกว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ทำให้การเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลได้ถูกแยกส่วนออกจากกัน ดังนั้นเมื่อผลของการเลือกตั้งออกมาอย่างไร เจตจำนงประชาชนว่าอย่างไร จึงไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าสุดท้ายแล้วหน้าตาของรัฐบาลจะออกมาตามนั้น
ประชาชนเลือกพรรคนี้ เพราะอยากจะเห็นแคนดิเดตของพรรคนี้ได้เป็นนายกฯ อยากได้ส.ส.บัญชีรายชื่อเหล่านี้ไปทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร เป็นรัฐบาล เป็นครม. แต่สุดท้ายอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเกมในการจัดตั้งรัฐบาลมันจะเกิดขึ้นอีกเกมหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง ซึ่งตรงนั้นคือโอกาสที่เราจะได้เห็นบิ๊กเซอร์ไพรซ์ หรือปรากฎการณ์ต่างๆทางการเมือง
อย่าลืมว่ากลไกรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ทำให้โครงสร้างระบบรัฐสภา มันบิดเบี้ยว เพราะมีบทเฉพาะกาลคือมาตรา 272 ที่เปิดโอกาสให้ส.ว.250 คนมาร่วมโหวตนายกฯด้วย ทำให้เจตจำนงของประชาชนอาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น การตัดสินใจในรัฐสภาอาจจะไม่ได้ยึดโยงกับสิ่งที่เป็นมติของมหาชนมากนัก