"บิ๊กตู่" ชี้นโยบายหาเสียงพรรคการเมืองพูดเองเออเอง คนชอบ แต่ไร้หลักการประเทศชาติรับกรรม ขอโทษปชช. รบกวนเดินหาเสียงตลาด เผยนโยบาย พรรคใกล้เสร็จส่ง กกต.แล้ว "อนุทิน" ยันโพลตัวเองเป๊ะสุด ไม่ปฏิเสธ "ภูมิใจไทย" คว้าที่นั่ง ส.ส. "3 หลัก" ประกาศหากได้น้อยแค่ 3% พร้อมหยุดทุกอย่างทางการเมืองขณะที่ "กกต." ชวนทำความรู้จักบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ ก่อนลงคะแนน
ที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เมื่อวันที่ 17 เม.ย.66 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ว่า ก่อนอื่นต้องขอโทษประชาชนด้วยที่วันนี้ มีความจำเป็นออกมาลงพื้นที่ในฐานะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในนามพรรค รทสช. ถือเป็นกติกาที่ต้องหาเสียงกัน ดังนั้นต้องขอโทษหากรบกวนคนที่มาตลาด แต่ก็ยินดีที่ทุกคนให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง ทุกคนมีมิตรไมตรีให้กัน ฉะนั้นขออวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการค้าขายต่างๆเหล่านี้ และทำให้ตนมีการบ้านกลับไปคิดอีกว่าจะทำอะไรให้ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นการทำต่อ และทำใหม่ให้ดีขึ้นกว่านี้อีก
ทั้งนี้ ปัญหาบ้านเราคือร้านค้าเล็กๆน้อยๆ ค่อนข้างเยอะ กำลังการผลิตเยอะแต่กำลังซื้อน้อยไป ฉะนั้นจะต้องทำให้ทั้งสองทางไปด้วยกัน ทั้งคนขายและคนซื้อ สามารถพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในระดับฐานราก เพราะเป็นส่วนสำคัญของประเทศไทยทั้งในวันนี้และวันหน้าหากเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ใช้จ่ายกันในพื้นที่ได้ เงินก็จะหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ในส่วนของงบประมาณรัฐบาลที่เพิ่มเติมมาคือเรื่องของการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศที่เรายังมีแผนเอาไว้แล้ว ซึ่งจะมีผลในไม่อีกกี่ปีข้างหน้า เป็นการเติมทั้ง 2 อย่างให้เต็มประเทศไทยก็จะมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน
เมื่อถามว่าอยากให้นายกรัฐมนตรีอธิบายถึงเงินนโยบายของพรรคเรื่องเงินสวัสดิการที่บอกว่าให้มากกว่า 10,000 บาท พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หากลองดูตัวเลขง่ายๆ ถ้าตัวเลขที่เราทำได้คำนวณดูแล้วไม่ผิดกติกาไม่ผิดกฎหมายตั้งวงเงินไว้เดือนละ 1,000 บาท ถ้ารวมทั้งปีได้ 12,000 บาท อันนั้นถ้าเปรียบเทียบ 10,000 บาทกี่เดือน ในระยะเวลา6 เดือน ที่ใช้ และเป็นการให้ครั้งเดียวแต่สิ่งที่เราทำได้ทุกเดือน ลองคูณตัวเลขดีมาก และน้อยอย่างไร และมันพุ่งเป้าไปสู่กลุ่มที่เขามีความเดือดร้อนจริงหรือไม่ การใช้เงินไม่ใช่จะหว่านไปทั่วมันไม่ได้ อันนี้เป็นความคิดเห็นของทางต่างประเทศด้วย เราก็นำมาวิเคราะห์และวิจัยว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ ทั้งนี้อย่าลืมว่าเราจะต้องให้ความ สำคัญกับเสถียรภาพการเงินของเราที่แข็งแกร่ง
เมื่อถามต่อว่าของเดิมที่ทำอยู่จะดีกว่า ตรงที่ใช้ได้ทั้งประเทศ ไม่ได้กำหนดรัศมีในการใช้ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะใช้ได้ทุกพื้นที่ อย่าลืมว่าบางร้านค้าข้างล่างที่หวังจะไปเก็บเงินอะไร มีปัญหาอยู่ตรงที่บางร้านเป็นร้านเล็กๆ น้อยๆ อาจไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน นอกจากยกระดับให้เขาดีขึ้นเพื่อเข้าสู่ระบบในการจดทะเบียนห้างร้านเพราะถ้าไม่จดทะเบียนขึ้นทะเบียนก็พัฒนาไม่ได้ เก็บภาษีไม่ได้ แต่ก็เห็นใจเพราะบางคนรายได้น้อย เข้าใจหรือไม่ลองคิดเปรียบเทียบอย่างนี้
"ผมไม่ได้ติเตียนว่าใครทั้งหมดผมบอกเหตุผลของผม และล่าสุดผมเป็นผู้บริหารเอง ในขณะนี้ลองเปรียบเทียบดูแล้วกัน ถ้าไม่พุ่งเป้า เราจะเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่แก้ปัญหาแบบพุ่งเป้าใครเดือดร้อนมาก เดือดร้อนน้อยก็ต้องดูแลกันตามนั้นทุกเรื่อง ก็ต้องทำตามนี้ในหลักการ"
เมื่อถามอีกว่าในเรื่องของนโยบายที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้ส่งตามกำหนดระยะเวลาพรรครทสช.เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าทางพรรคทำแล้วและเขาต้องส่งให้ทัน คงใกล้เสร็จหมดแล้วเผลอๆ จะเสร็จหมดแล้วด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนก็ได้ถามทราบว่าใกล้เสร็จแล้ว เพราะเขาทำมาหลายวันแล้ว และรู้ว่าต้องชี้แจงกกต.ที่มาอย่างไร จากตรงไหนจะใช้จ่ายอะไรต้องคำนึงถึงรายรับที่มีอยู่และรายจ่ายที่ต้องมีอยู่แล้วเดิม ซึ่งการดูแลผู้มีรายได้น้อยก็มีอยู่แล้ว ซึ่งทุกนโยบายต้องผ่านประธาน คณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรคฯ ไม่เช่นนั้นจะเป็นประธานไปทำไม เพราะประธานไม่ได้มีหน้าที่นั่งเฉยๆ
เมื่อถามถึงผลสำรวจความเห็นประชาชนที่อันดับความนิยมตก ทำให้เสียกำลังใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวทันทีว่า ไม่เสียหรอกก็เป็นเรื่องของประชาชน เป็นเรื่องของประเทศชาติ ว่าจะได้รับอะไรต่อไป ก็แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคน ตนไม่ห้ามและไปอะไรกับใครไม่ได้อยู่แล้ว
ถามอีกว่าในช่วงโค้งสุดท้ายพรรครทสช.จะมีปรับกลยุทธ์ในการหาเสียงอย่างไรหรือไม่ เพื่อให้ผลโพลมาอันดับ 1 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญสุดตนมองในแง่ว่าทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ และเกิดการให้ความร่วมมือ หากเราหาเสียงกันแบบมีแต่ให้ จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เราก็ทราบกันมาอยู่แล้วที่ผ่านมาก็เกิดเยอะแยะแล้วแล้ว ได้อะไรกลับมาหรือไม่มีแต่ปัญหามาตลอด ฉะนั้นวันนี้ทุกประเทศในโลกวันนี้ ถ้าใช้วิธีการนี้ก็คือการดูแลเฉพาะเจาะจง กลุ่มรายได้เท่าไหร่ควรจะได้อะไร และอะไรที่ควรจะได้ทุกคน อะไรที่จะได้บางคน บางรายได้มีหลักคิดทั้งหมด พูดเองเออเองทั้งหมดคนชอบก็กรรมเวรของประเทศชาติไปก็แล้วกัน
ด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เผยแพร่คลิปวิดีโอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ขอคะแนนเสียงจากประชาชน โดยในคลิปวิดีโอดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ สวมเสื้อยืดสีขาวสกรีนข้อความ "ทำแล้ว ทำอยู่ทำต่อ"และสวมทับด้วยเสื้อแจ็คเกตสีขาวของพรรค โดยใช้เพลงประกอบ"ลุงตู่อยู่ไหน" เวอร์ชั่น 2
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขอคะแนนเสียงว่า "ขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนเลือกส.ส.เขตพรรครวมไทยสร้างชาติทุกเขต ก็จะได้ผมเป็นนายกฯ แล้วอย่าลืมเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติเบอร์ 22 นะครับเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติทั้ง2 ใบนะครับ" พร้อมกับชูมือเบอร์ 22
นายธนกร กล่าวภายหลังการเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวว่า "ผมขอให้ท่านทำให้ครับ เพราะภาคใต้พรรคอื่นทิ้งพรรคตัวเอง บอกเลือกพรรคลุงตู่ แต่คนให้เลือกเขา เพื่อไปเลือกลุงตู่เป็นนายกฯ เลยต้องปรับเกมให้เลือกพรรคเบอร์ 22 และเลือกผู้สมัครเขต รทสช. ทุกเขต เพื่อให้มาเลือกลุงตู่เป็นนายกฯ เพราะคนที่ให้เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต้องเป็นส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคใครก็ต้องชูแคนดิเดตนายกฯของตัวเองเป็นนายกฯ ดังนั้นอย่ามาโหนกระแสกันเลย
ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทินชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีผลโพลจากสำนักต่างๆที่ออกมาในช่วงนี้ว่า เราดูหลายๆ โพลเรามีความมั่นใจในความนิยมของพรรคภูมิใจไทย แต่เราก็ไม่ได้มองข้าม ก็ลองไปดู ส่วนการเคลื่อนไหวของนายชูวิทย์กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาคัดค้านนโยบายต่างๆ ของพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้สร้างผบกระทบต่อพรรค ขณะเดียวกันกลับทำให้ความแข็งแรงของผู้สมัคร ส.ส.ในแต่ละพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพราะก่อนเกิดกรณีนายชูวิทย์ เราคาดว่าจะได้ ส.ส.จำนวนหนึ่ง แต่พอมีเรื่องนายชูวิทย์ขึ้นมาก็คิดว่าจะได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้น
เมื่อถามว่า นายชูวิทย์ลงไปในพื้นที่เป้าหมายของพรรคภูมิใจไทย ต้องกำชับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ให้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ต้องกำชับอะไร ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทยเกือบ 400 คน วันนี้ยังไม่มีใครเดินมาหาตนแล้วแจ้งว่ามีปัญหาแต่อย่างใด และไม่พูดถึงนายชูวิทย์เลยเราก็ถือว่าดีแล้ว
"ไม่มีโพลไหนสู้โพลของผมได้หรอก ผมเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยก็ทำโพลของตัวเอง เชื่อมั้ยว่าตรงเป๊ะที่สุดเลยอย่างคราวที่แล้วผมคาดว่าจะได้ ส.ส. 52 คน แต่เข้ามาได้ 51 คน อย่างในสมัยที่ตัวเองยังเด็กๆ อยู่ คิดว่าจะได้ส.ส.เข้ามา 22 คน ก็เข้ามา 22 คน ผมเชื่อตัวเอง" นายอนุทิน ระบุ
เมื่อถามว่า โพลนายอนุทินจะได้จำนวนที่นั่งส.ส.ถึง 3 หลักหรือไม่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่ขอปฏิเสธตนจะขอทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แต่จะมองข้ามประชาชนไม่ได้ เพราะเขาเป็นผู้ตัดสินใจ
ส่วนที่หลายโพลบอกว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ลำดับ2ตรงกับโพลนายอนุทินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โพลของตนต้องเก็บไว้ในใจ ตนมีหลักการคำนวณของตัวเอง แต่ไม่สามารถมาพูดตัวเลขอะไรออกมาได้ ต้องเกรงใจประชาชน แต่ขณะเดียวกันหากผลออกมาแบบบางโพลที่บอกว่าพรรคภูมิใจไทยได้ร้อยละ 3 ก็เท่ากับ 12 คน เราก็ต้องมาดูว่าได้เพียง12 คนเองหรือ ฝ่ายตรงข้ามก็ดีใจกันใหญ่เลย พรรคภูมิใจไทยได้ร้อยละ 3 ถ้าได้ 12 คนจริง ก็ถือเป็นเรื่องดี ตนจะได้ไม่ต้องเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว ก็ต้องตัดสินใจ หยุดทุกอย่างในทางการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีนักวิชาการกำหนดว่าพรรคภูมิใจไทย จะเป็นตัวแปรหรือเป็นผู้กำหนดโฉมหน้ารัฐบาลนายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับจำนวน ส.ส.ที่ประชาชนจะมอบให้ คงต้องรอให้ถึงคืนวันที่ 14 พ.ค.นี้ ค่อยมาตอบคำถามนี้
เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่าพรรคภูมิใจไทยยังไงก็เป็นรัฐบาลในรอบนี้นายอนุทิน กล่าวว่าอย่างเพิ่งไปคาดหวังตรงนั้น ตอนนี้เป้าหมายแรกคือสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เพื่อให้ได้ ส.ส.เข้าสภาฯ ตามที่เราตั้งเป้าไว้ เมื่อถึงเวลาเห็นผลแล้ว เหลือแค่ว่าเราจะวิ่งตาม เขาหรือเขาต้องวิ่งตามเรา การเมืองแค่นี้เอง
สำหรับการจัดปราศรัยใหญ่ช่วงโค้งสุดท้ายนั้น หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทุกคน รวมทั้งผู้บริหารพรรคลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่วนในพื้นที่ กทม.เวทีใหญ่คงไม่มี แต่เราจะลงพื้นที่และจัดเวทีย่อยให้ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดเพราะพื้นที่ กทม. กระจัดกระจาย บางครั้งการจัดเวทีใหญ่ไม่ได้ทำให้ใกล้ชิดประชาชน.
วันเดียวกัน เฟซบุ๊กแฟนเพจสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุว่ารู้จักบัตรเลือกตั้ง 2 ใบก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง ก่อนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มาทำความเข้าใจเพื่อป้องกันความสับสน ในการลงคะแนนเสียง การเลือกตั้งครั้งนี้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้ง
ส.ส.แบบแบ่งเขตและ บัตรเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ บัตรเลือกตั้ง 2 ใบต่างกันอย่างไร
ใบที่ 1 บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (สีม่วง) มีหมายเลขผู้สมัครและ ช่องสำหรับกากบาท โดยไม่มีชื่อผู้สมัครและโลโก้พรรค ใบที่ 2 บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (สีเขียว) มีสัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมายของพรรคการเมือง และ มีชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง โดยวันที่ 14 พ.ค. 66 เวลา 08.00-17.00 น. เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง เลือกคนที่รัก และ เลือกพรรคที่ชอบ