ปัญหาฝุ่นกำลังเป็นที่ตื่นตัวของหน่วยงานต่างๆ เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครที่มีความพยายามในการแก้ปัญหาเพื่อบรรเทาปัญหาให้ชาวกรุงเทพฯ โดยได้ริเริ่มโครงการนักสืบฝุ่น และการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานต่างๆ ในการวิจัยต้นตอฝุ่น เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการดำเนินมาตรการในการแก้ปัญหาต่างๆ

นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ในวันที่ฝุ่นน้อย หมายความว่าฝุ่นมีส่วนผสมของสารไนเตรตมาก ซึ่งเกิดจากการจราจร แต่ในวันที่ฝุ่นมาก หมายความว่าฝุ่นมีส่วนผสมของสารโพแทสเซียมมาก ซึ่งมาจากการเผาชีวมวล โดยกรุงเทพมหานครแบ่งสาเหตุฝุ่นหลักออกเป็น 3 ส่วน คือ การจราจร 30% ประกอบกับ หากสภาพชั้นบรรยากาศต่ำลงค่าฝุ่นจะเพิ่มขึ้นอีก 30% และประกอบกับ หากมีการเผาชีวมวลค่าฝุ่นจะเพิ่มขึ้นอีก 30% หาก 3 ส่วนนี้เกิดขึ้นพร้อมกันค่าฝุ่นจะสูงถึง 90% หรือ 90 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป

รศ.ดร.เอกบดินทร์ วินิจกุล คณะสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และการพัฒนา สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(AIT) กล่าวว่า จากการทดลองติดละอองน้ำบนตึก 4 ชั้นของโรงเรียนวิชูทิศ พร้อมติดตั้งเครื่องวัดค่าฝุ่น 2 จุด คือ ภายในโรงเรียนที่มีอาคารล้อมรอบและมีละอองน้ำฉีด และอีกจุดติดตั้งห่างออกมาภายนอกโรงเรียนซึ่งไม่มีละอองน้ำฉีด เริ่มวัดค่าตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.66-7 มี.ค.66 โดยการเปิดละอองน้ำ 1 ชั่วโมง สลับกับการปิดละอองน้ำ 1 ชั่วโมงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเทียบค่ากับสถานีวัดหลักในเขตดินแดง จากการทดลองสรุปว่า การฉีดละอองน้ำไม่มีผลต่อการลดฝุ่น PM2.5 ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้จากการศึกษาแหล่งกำเนิดฝุ่นในกรุงเทพมหานคร พบว่า ฝุ่นบนท้องถนนมีไม่เกิน 20% ประกอบด้วย ฝุ่นที่ติดมาจากล้อรถ การสึกหรอของยางรถยนต์ เบรก ทำให้ฝุ่นอยู่บนถนน ดังนั้นการล้างถนนควรฉีดไล่น้ำลงท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นแห้งลอยกลับคืนมา โดยสรุปได้ว่า การล้างทำความสะอาดถนนอย่างถูกวิธีช่วยลดฝุ่นได้

ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ฝุ่นที่มาจากแหล่งเดียวกัน มักมีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายกัน ข้อมูลจากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี จากเครื่องตรวจวัดของกทม.ในเดือนก.พ.66 พบว่า สารโพแทสเซียมมีความโดดเด่นกว่าสารอื่นๆ ในช่วงที่มีฝุ่นมาก พบในการเผาชีวมวล ขณะเดียวกันในช่วงที่ฝุ่นน้อย สารโพแทสเซียมกลับน้อยลง ปัญหาที่พบคือ เครื่องวัดของกทม.ไม่สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบคาร์บอนได้ จึงขาดข้อมูลยืนยันอย่างครบถ้วน แต่จากการนำมาเปรียบเทียบค่าคาร์บอนที่ ม.เกษตรศาสตร์เก็บข้อมูลไว้ พบว่า ตรงกัน จึงสรุปได้ว่า ฝุ่นส่วนมากมาจากการเผาชีวมวล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากการศึกษาย้อนหลัง พบว่า ฝุ่นจากการเผาไหม้นอกประเทศมาจากตอนเหนือของกัมพูชา พัดผ่านการเผาชีวมวลด้านตะวันออกของประเทศไทยเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ทำให้ฝุ่นกทม.มีความเข้มข้นสูงในช่วง ก.พ.-มี.ค. โดยมีค่าฝุ่น 70 มคก./ลบ.ม. ขึ้นไป

จากการสังเกตจุดวัดที่ ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งติดตั้งสูงถึง 110 เมตร พบว่า ค่าฝุ่นสูงประมาณ 70 มคก./ลบ.ม. หมายความว่า ฝุ่นที่ลอยสูงระดับ 110 เมตร ไม่ใช่ฝุ่นที่มาจากกทม.แต่เป็นฝุ่นที่ลอยมาจากที่อื่น และลดลงเหลือ 50 มคก./ลบ.ม.ในตอนเช้าจากสภาพแสงและอากาศเปิด ดังนั้น ฝุ่นในกทม.ส่วนใหญ่จึงมาจากในกทม.และพื้นที่รอบนอก ซึ่งอาจมีส่วนผสมของสารก่อมะเร็งได้

นายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวว่า กทม.ดำเนินการด้านการป้องกันฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครแล้ว โดยให้ทั้ง 50 เขตในกทม.ปฏิบัติตามมาตรการดังนี้ 1.ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยสนับสนุนให้ข้าราชกทม.ทำงานที่บ้านตามความจำเป็นในช่วงที่มลพิษสูง พร้อมขอความร่วมมือองค์กรขนาดใหญ่ปฏิบัติงานในที่พัก 2.ประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ เช่น รถยนต์เครื่องดีเซลที่ควันดำเกินมาตรฐาน กิจกรรมก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง ยกเว้นการเผาตามจารีตประเพณี 3.การล้างถนนในพื้นที่ที่มีฝุ่นมาก รวมถึงฉีดล้างต้นไม้ ใบไม้ ป้ายรถเมล์อย่างต่อเนื่อง 4.เปิดคลินิกมลพิษทางอากาศ 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และโรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ 5.ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง ทุกวัน 7.แจกหน้ากากอนามัยแก่ประชาชน 8.ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์ PM2.5 ต่อประชาชน 9.สนับสนุนเครื่องฟอกอากาศให้ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัย

ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.65 - 14 มี.ค.66 กทม.ตรวจแหล่งกำเนิดฝุ่นในสถานประกอบการ โรงงาน ทั้งหมด 1,052 แห่ง ตรวจไปแล้ว 6,081 ครั้ง สั่งแก้ไข 8 แห่ง ตรวจโรงงานผสมคอนกรีตสำเร็จรูปทั้งหมด 133 แห่ง ตรวจไปแล้ว 793 ครั้ง สั่งแก้ไข 17 แห่ง ตรวจสถานที่ก่อสร้างโดยสำนักงานเขตทั้งหมด 277 แห่ง ตรวจไปแล้ว 1,199 ครั้ง สั่งแก้ไข 27 แห่ง ตรวจสถานที่ก่อสร้างโดยสำนักการโยธาทั้งหมด 399 แห่ง ตรวจสอบไปแล้ว 392 ครั้ง สั่งแก้ไข 1 แห่ง ตรวจท่าทรายทั้งหมด 9 แห่ง ตรวจไปแล้ว 88 ครั้ง ตรวจรถควันดำสถานที่ต้นทาง 1,746 คัน สั่งแก้ไข 14 คัน และตรวจร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร กรมควบคุมมลพิษและกรมขนส่งทางบกจำนวน 60,270 คัน สั่งห้ามใช้ 1,265 คัน รถโดยสารทั้งหมด 12,975 คัน สั่งห้ามใช้ 57 คัน รถบรรทุก 42,755 คัน สั่งห้ามใช้ 220 คัน