วันที่ 27 ก.พ.2566 ที่ศาลาว่าการกทม.เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 6/2566 ว่า รายได้หลักของกทม.คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปัจจุบันกทม.เก็บข้อมูลพื้นฐานสิ่งปลูกสร้างได้ 96% แบ่งเป็น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง รวมถึงคอนโดมิเนียม ปัจจุบันเก็บข้อมูลเข้าระบบจัดเก็บภาษีแล้ว 100% อยู่ระหว่างเร่งรัดในการเก็บภาษี ปัญหาที่พบคือ การลดภาษีตามนโยบายของรัฐบาล 15% เหลือ85% มีผลกระทบต่อรายได้กทม. ทั้งนี้ กทม.ตั้งเป้าเก็บภาษีให้ได้มากกว่าปี 2565 โดยการตั้งคณะกรรมการจัดหารายได้ช่องทางอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากการลงพื้นที่เขตราชเทวี พบว่า มีที่ดินแห่งหนึ่งขนาด 7 ไร่ จากการคำนวณกทม.สามารถจัดเก็บภาษีที่ดินได้ 4,000,000 บาท แต่ที่ดินดังกล่าวมีการปลูกต้นไม้เพื่อดัดแปลงให้เป็นพื้นที่การเกษตรเพื่อเลี่ยงภาษี ไม่ใช่พื้นที่การเกษตรโดยเกษตรกรตัวจริง ทำให้ กทม.จัดเก็บภาษีได้เพียง 300,000 บาทจึงมอบหมายให้รองผู้ว่าฯกทม.ที่รับผิดชอบเรื่องจัดเก็บรายได้ ประเมินที่ดินที่มีการดัดแปลงเป็นพื้นที่การเกษตรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีทั้งหมด ตรวจสอบว่ามีการทำเกษตรจริงหรือไม่ และมีทั้งหมดกี่ไร่ รวมถึงทำให้ กทม.ขาดรายได้เท่าไรเพื่อนำตัวเลขแจ้งต่อรัฐบาลต่อไป โดยคาดว่าจะมีมูลค่าถึงหลัก 100 ล้านบาท

 

นายชัชชาติ กล่าวว่า การดัดแปลงที่ดินให้เป็นพื้นที่การเกษตรเพื่อหลบเลี่ยงภาษี โดยไม่ได้ทำเกษตรจริง ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ และให้ประชาชนเสียภาษีตามทรัพย์สินที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะบางพื้นที่ เช่น เขตห้วยขวาง มีจำนวนที่ดินกว่า 100 ไร่ ซึ่งอยู่กลางเมือง แต่ดัดแปลงให้เป็นพื้นที่การเกษตรกทม.จำเป็นต้องตรวจสอบและรวบรวมข้อมูล เนื่องจากเป็นรายได้ที่ขาดหายไป

 

นอกจากนี้ ยังมีภาษีป้ายและค่าธรรมเนียมรถยนต์ โดยกรมขนส่งทางบกเป็นผู้จัดเก็บให้ กทม. ซึ่งจัดเก็บได้สูงสุดประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยช่วงโควิดที่ผ่านมาจัดเก็บได้ลดลงเหลือ 12,000 ล้านบาท ดังนั้น กทม.จึงมีแนวทางทำ MOU ร่วมกับกรมขนส่งทางบก ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อ กทม.จะช่วยติดตามทวงถามผู้ที่ไม่ยอมเสียภาษีป้ายฯเนื่องจากกรมขนส่งทางบกอาจไม่มีแรงจูงใจในการทวงถามภาษีกับผู้ที่ยังไม่ได้จ่าย เพราะรายได้จากภาษีป้ายฯทั้งหมดเป็นของกทม. ดังนั้น กทม.จะขอข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก เพื่อออกจดหมายติดตามทวงถามต่อไป ส่วนค่าปรับจราจร พบว่า จัดเก็บได้ลดลงกว่า 200-300 ล้านบาท ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะสถานการณ์โควิด จึงจัดเก็บได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ต้องหารือกับทางตำรวจต่อไป

 

นอกจากนี้ จะมีการแก้ พ.ร.บ.เพื่อให้กทม.มีอำนาจการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษียาสูบ ภาษีโรงแรม และภาษีน้ำมันซึ่งภาษีน้ำมัน กทม.มีการจัดเก็บอยู่แล้วแต่อยู่ในอัตราต่ำ ต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ตามกฎหมาย พ.ร.บ.กระจายอำนาจ รวมถึง มีแนวทางเรื่องการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่าง ภาษีสำหรับผู้ที่สร้างมลพิษ ตามโมเดลของกรุงลอนดอน ซึ่งมีการจำกัดโซนมลพิษต่ำ โดยรถยนต์ที่สร้างมลพิษเกินกำหนดต้องเสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่ม ในการเข้าพื้นที่มลพิษต่ำตามโซนที่กำหนดไว้ เพื่อควบคุมฝุ่น PM2.5 อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวเป็นการเตรียมมาตรการ ทั้งกฎหมายยาสูบ น้ำมัน โรงแรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีการเสนอรัฐบาลและนำมาปรับใช้ต่อไป