วันที่ 22 ก.พ.2566 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.ดินแดง กรุงเทพมหานครจัดเสวนา “แผ่นดินไหวตุรกีกทม.พร้อมแค่ไหน” โดยมีนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยรศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ดำเนินการเสวนา และศาสตราจารย์นคร ภู่วโรดมอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.ธนิต ใจสอาด หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง นายภุชพงศ์ สัญญโชติ หัวหน้าสถานีดับเพลิงลาดยาว(ทีมUSAR Thailand) ร่วมเสวนา
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นและประเทศตุรกี ตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งในรอบล้านปีแผ่นเปลือกโลกจะมีการขยับตัวทำให้เกิดแผ่นดินไหว ส่วนประเทศไทยอยู่ใกล้แนวแผ่นเปลือกโลกมากที่สุดคือแนวรอยต่ออันดามัน และพบรอยเลื่อนเสี่ยงแผ่นดินไหว 16 รอย จุดที่ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุดคือบริเวณ จ.กาญจนบุรี เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ดินอ่อน หากเกิดแผ่นดินไหวที่ จ.กาญจนบุรี จะสามารถรับรู้แรงกระทบได้ โดยปกติพลังของแผ่นดินไหวส่งผลได้ถึงระยะ 200-250 กิโลเมตร ในความแรงไม่เกิน 8 ริกเตอร์ อย่างไรก็ตาม ต้องสำรวจรอยเลื่อนเพิ่มเติมต่อไป เพื่อรับมือกับแผ่นดินไหว โดยอาจนำตัวอย่างจากประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งมีกฎหมายบังคับติดตั้งเครื่องเตือนและตรวจวัดแผ่นดินไหวประจำอาคาร ช่วยลดความสูญเสียและมีเวลาเตรียมตัวได้มากขึ้น
ศาสตราจารย์นคร ภู่วโรดม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า ความแรงของแผ่นดินไหวขึ้นอยู่กับการเคลื่อนตัวช้าหรือเร็วของรอยเลื่อน ในปี 2557 แผ่นดินไหวที่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย กระทบถึงกรุงเทพมหานคร มากกว่า จ.สุรินทร์ จากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว 700 กิโลเมตร ในปี2552 มีการสร้างมาตรฐานป้องกันแผ่นดินไหวของอาคาร พร้อมตรวจวัดค่าการรับความสั่นสะเทือนของอาคารต่างๆในกทม. เพื่อนำค่าที่ได้ไปปรับใช้ในการออกแบบตึกอาคาร สำหรับอาคารเดิมที่สร้างก่อนปี 2550 ถูกออกแบบให้ต้านทานแรงลมตามมาตรฐานวิศวกรรม แต่ยังไม่พบข้อมูลว่าอาคารใดสามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ ปัจจุบันกำลังจัดกลุ่มอาคารเสี่ยงหรืออาคารเก่าเพื่อควบคุมและปรับปรุงให้รับแรงแผ่นดินไหวได้มากขึ้น
ดร.ธนิต ใจสอาด หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือเกี่ยวกับการแจ้งเตือนหรือการวัดค่าต่างๆ ของแผ่นดินไหวที่ทันสมัยมากพอเท่าต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในปี2558 มีการแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ฉบับที่ 5 เน้นการควบคุมพื้นที่ตามค่าการศึกษาผลกระทบแผ่นดินไหวกำหนดให้การออกแบบสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวต้องควบคุมโดยวิศวกรตลอดเวลาการสร้าง เพื่อคำนวณความเสี่ยงและการออกแบบเพื่อรับแรงแผ่นดินไหว ส่วนอาคารที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 เปิดโอกาสให้ดัดแปลงต่อเติมเพื่อป้องกันแผ่นดินไหวได้ โดยใช้แรงจูงใจเรื่องสิทธิทางภาษีให้เจ้าของอาคารที่ดำเนินการปรับปรุงอาคารตนเอง แต่ปัญหาคือ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า อาคารใดมีความเสี่ยงอันตรายจริง ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด รวมถึง ไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของอาคาร เนื่องจากการปรับปรุงมีค่าใช้จ่ายสูง และยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้เรื่องการปรับปรุงอาคารรองรับแผ่นดินไหว
นายภุชพงศ์ สัญญโชติ หัวหน้าสถานีดับเพลิงลาดยาว(ทีม USAR Thailand) กล่าวว่า จากการไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศตุรกี พบว่า แผ่นดินไหวระดับ 7.8 ริกเตอร์ ไม่ว่าอาคารเก่าหรือใหม่ก็พังทั้งหมด โชคดีที่กรุงเทพมหานครไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรง สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเข้าถึงพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย จากประสบการณ์ในกรุงเทพมหานครพบว่า เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้หรือสถานการณ์ใดก็ตาม มีหน่วยงานมากมายเข้าไปถึงพื้นที่ก่อนผู้ชำนาญการ ทำให้การทำงานสับสน ควรให้หน่วยที่มีหน้าที่ตรงตามวัตถุประสงค์เข้าไปในพื้นที่ก่อน เพื่อลดการสูญเสีย และสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบภัยได้มากขึ้น เพราะแต่สถานการณ์มีความละเอียดอ่อน การเหยียบกระเบื้องแผ่นเดียวอาจทำให้ซากตึกที่ถล่มแล้ว ทรุดตัวซ้ำทับร่างผู้บาดเจ็บที่รอความช่วยเหลือใต้พื้นได้ หลายหน่วยงานที่เข้าไปในจุดเกิดเหตุ หากไม่มีความชำนาญอาจสร้างความสูญเสียเพิ่ม ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างความรู้ ต่างความชำนาญคนละด้าน ส่งผลต่อการช่วยชีวิตคน เช่น ในเหตุการณ์เดียวกัน วิศวกรมองอีกแบบ กู้ภัยมองอีกแบบ อาสาสมัครมองอีกแบบ การประสานงานจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.จะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์วัดการสั่นสะเทือนของอาคารสูง รวมถึงกำหนดให้อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 ประมาณ 10,000 อาคาร ต้องมีการตรวจสอบเบื้องต้นและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันแผ่นดินไหว ทั้งนี้ อาจเริ่มที่อาคารสำคัญก่อน เช่น โรงพยาบาลของกทม.สามารถปรับปรุงเพื่อรองรับแผ่นดินไหวเป็นตัวอย่างอันดับแรกได้ ก่อนขยายในวงกว้างมากขึ้นตามข้อมูลที่มี อย่างไรก็ตามกทม.ไม่นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ กำลังรวบรวมข้อมูลจากฝ่ายต่างๆ ที่เข้าร่วมเสวนา เพื่อนำมาใช้ในหน่วยงานของกทม. รวมถึงวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ เพื่อเสนอต่อเจ้าของอาคารต่อไป โดยไม่มีการบังคับใช้ทางกฎหมาย ทั้งนี้ การปรับปรุงต่างๆ ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไปด้วย จึงต้องจัดหมวดหมู่ความสำคัญของอาคารต่างๆ ก่อนดำเนินการให้รอบคอบ
