แม้ระหว่างพี่น้อง 3 ป.จะเกิดความขัดแย้งแตกร้าว ขึ้นจริง จนต้องแยกทาง แยกพรรค สู้กันเอง ชิงเก้าอี้นายกฯ  แต่นาทีนี้มีสัญญาณบางอย่าง ที่จะชี้ว่าในที่สุด ทั้ง 3 ป. ต้องจับมือกันอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งในการจัดตั้งรัฐบาล

ความขัดแย้งของคนรอบข้าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีพี่ใหญ่ และ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เกิดขึ้นจริงมีอยู่จริงจนต้องแยกทางกันในทางการเมือง และนำมาซึ่งความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น

ยิ่งเมื่อครั้งนี้เป็นการเดิมพันศักดิ์ศรีหน้าตาของความเป็น “พี่ใหญ่” ที่ พล.อ.ประวิตร แสดงถึงบารมีที่มีมายาวนานตั้งแต่อยู่ในกองทัพจนมาสู่การเมือง กับ ศักดิ์ศรี ความเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ในอำนาจมายาวนานกว่า 8 ปี ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของพี่ใหญ่อีกต่อไป

โดยมี “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่คุมมหาดไทยมา 8 ปี พี่รองที่ประกาศตัววางมือทางการเมืองแต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยังคงช่วย พล.อ.ประยุทธ์ สู้ศึกต่อไป ในฐานะที่ปรึกษากุนซือ ด้านการเมือง เพื่อที่จะสู้ศึก รับมือกับพี่ใหญ่ได้

ด้วยเหตุที่เคยเป็นพี่น้องใกล้ชิดสนิทสนมกันมา 40-50 ปีย่อมรู้ใจรู้แนวทาง รู้ความคิด รู้กลเกม รู้กลยุทธ์ของพล.อ.ประวิตร เป็นอย่างดี เช่นเดียวกันฝ่ายพล.อ.ประวิตร ก็รู้ไส้รู้พุง รู้ความคิดรู้แนวทาง รู้สายสัมพันธ์ของพล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อนุพงษ์ กับทีมงานจันทร์โอชา และ ผู้สนับสนุนที่เปิดหน้า อยู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ และพวกที่หนุนหลัง อยู่เบื้องหลัง เป็นอย่างดีเช่นกัน

สนามการเมืองศึกเลือกตั้งครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการสู้กันเองของพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ว่าพรรคใครจะได้ส.ส. มากกว่ากัน และใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล และที่สุดใครจะได้เป็นนายกฯรัฐมนตรี

แม้เวลานี้พล.อ.ประวิตร จะประกาศตัวพร้อมเป็นนายกฯคนต่อไป และลงพื้นที่ช่วยลูกพรรคหาเสียงด้วยตัวเองทั่วประเทศ รวมทั้งในกรุงเทพฯ ไม่ว่าแดดจะร้อนเปรี้ยง เหนื่อยแค่ไหน ก็สู้

แต่ก็มีกระแสข่าวสะพัดในพรรครวมแผ่นดิน ว่าการที่พล.อ.ประวิตร ดึงตัว “บิ๊กน้อย” พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรคฯ ให้กลับไปอยู่ในพรรคพลังประชารัฐนั้น มีเป้าหมายแฝงไม่ใช่แค่การดึง น้องรัก กลับมาอยู่ใกล้ใกล้เป็นกำลังใจและ เป็นมือประสานช่วยงานเท่านั้น แต่อาจจะเสนอให้เป็นแคนดิเดตนายกคนที่ 2 สำรองไว้ด้วยก็ได้ เพราะใจจริง พล.อ.ประวิตร ไม่ได้อยากจะเป็นนายกฯ แต่ต้องประกาศออกไปเพื่อเรียกความมั่นใจกับลูกพรรค และที่เกิดปัญหากับพล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ใช่เพราะแย่งเก้าอี้นายกฯ กันเอง

และเพื่อป้องกันการถูกยุบพรรค พล.อ.วิชญ์  จึงไม่อยู่ในตำแหน่งกรรมการ บริหารพรรค แต่จะเป็นแค่ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเท่านั้น และให้คงพรรครวมแผ่นดินไว้ไม่ได้ยุบรวมเพื่อเป็นพรรคสำรอง หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองใดๆขึ้น แต่ท้ายที่สุดหากสถานการณ์เอื้ออำนวยและจำเป็นพล.อ.ประวิตร ก็พร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง จนถูกจับตามองว่าจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพล.อ.ประวิตร เป็นผู้จัดการรัฐบาลดึงพรรคต่างๆ มาร่วมรัฐบาล

เพราะพรรคเพื่อไทยเองก็รู้ดีว่าแม้จะชนะการเลือกตั้งได้ส.ส.มากที่สุด ก็ตาม แต่ก็อาจไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หากไม่ชนะแบบแลนด์สไลด์และ อาจมีปัญหาในสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะยังมี 250 ส.ส. ที่ประกาศตัวแล้วว่าจะไม่สนับสนุน “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ ในสภา แต่จะสนับสนุนแค่ พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.ประยุทธ์คนใดคนหนึ่ง เท่านั้น

อีกทั้งพรรคเพื่อไทยซึ่งเคยมีประสบการณ์มาแล้วต้องการดึงตัวพล.อ.ประวิตร มาฝ่าด่าน 250 ส.ว. เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และ เมื่อมีพล.อ.ประวิตรไว้ก็อุ่นใจได้ว่าจะไม่ถูกรัฐประหารเพราะ พล.อ.ประวิตร คืออดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาค 1 พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ที่ยังคงมีลูกน้องอยู่ในกองทัพจำนวนมาก

พร้อมๆกันนั้นการหนุน พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกไปจากอำนาจให้ได้ก่อนแล้วต่อไปค่อยจัดการพล.อ.ประวิตรหรือเขี่ยทหารออกจากการเมืองเป็นขั้นต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม ได้เกิดกระแสข่าวสะพัดในแวดวงผู้สนับสนุนพี่น้อง 3 ป.เดิมว่าแม้ตอนนี้จะขัดแย้ง! แตกแยกกันสู้กันในทางการเมือง แต่สายสัมพันธ์ความเป็นพี่น้องที่ยาวนานยังคงอยู่

และในที่สุดหลัง การเลือกตั้งไม่ว่า พล.อ.ประวิตร จะได้ส.ส.เท่าใด และพรรค พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ส.ส.เท่าใดที่สุดพล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์ ก็จำเป็นต้องจับมือกัน เพราะมีกระแสสัญญาณ ไม่ให้ “พี่ป้อม” ทิ้ง “น้องตู่” จะต้องช่วย “น้องตู่” ต่อไป เพราะถึงอย่างไร พล.อ.ประวิตร ก็ยังคงเป็นพี่ชายที่แสนดีเสมอ และไม่ต้องการถูกมองว่าแย่งเก้าอี้นายกของน้อง

ต่อให้ตอนนี้ และนับจากนี้ไป พรรคของพล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรจะฟาดฟันกัน ในทางการเมืองหนักหน่วงแค่ไหนสายสัมพันธ์ความเป็นพี่น้องเริ่มห่างเหินจืดจาง จนกลายเป็นความขัดแย้งมาก แค่ไหนก็ตาม ในที่สุดพล.อ.ประวิตร ก็จำเป็นจะต้องช่วย พล.อ.ประยุทธ์

ด้วยมองกันว่าพรรคพลังประชารัฐของพล.อ.ประวิตร นั้นอาจจะได้ส.ส.เขตเสียงส่วนใหญ่มากกว่า ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะคะแนนนิยม ของ พล.อ.ประวิตร  เป็นรอง พล.อ.ประยุทธ์  ในขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติของพล.อ.ประยุทธ์ อาจจะได้ส.ส.เขตจำนวนน้อยกว่า แต่หวังคะแนนปาร์ตี้ลิสต์

หาก 2 พรรคจับมือกันในที่สุดก็จะเติมเต็มกันได้เช่นที่  พี่น้อง3ป. รู้ตัวกันดีว่าแยกกันไม่ได้เพราะต่างคนต่างมีจุดอ่อนและจุดแข็งที่สามารถเติมเต็มกันได้

เสียงของประชาชนและการเลือกตั้งครั้งนี้จึงจะเป็นตัวตัดสินอนาคตของพี่น้อง3 ป.