วันที่ 10 ก.พ. 2566 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน เปิดเผยสัมพันธ์ชีวิตระหว่างหมู่มิตร นปช.ว่า แต่ละคนเป็นเจ้าชีวิตของตัวเอง ย่อมตัดสินใจทางการเมืองตามใจต้องการของตัวเอง ดังนั้น แต่ละคนต้องอธิบายการตัดสินใจด้วยตัวเองเท่านั้น สำหรับตนไม่เกี่ยวด้วย เพราะตนไม่ไปไหน ยังอยู่ในภาคประชาชนเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และขบวนการ 3 ป.ตามเดิม
นายจตุพร ย้ำว่า การตัดสินใจทางการเมืองของตนนั้น แม้ที่ผ่านมามีหลายพรรคมาชวน แต่ตนไม่ได้ไปไหน ยังอยู่ในภาคประชาชน เพราะเชื่อว่า ขณะนี้ปัญหาของชาติใหญ่กว่า และต้องการชี้ทางออกให้บ้านเมือง จึงยังอยู่ตรงนี้ ดังนั้น เส้นทางการเมืองของแต่ละคน จึงเป็นหนทางที่แตกต่างกันไป
ส่วนกรณีหมู่มิตรที่เคยร่วมต่อสู้กันมาไปสังกัดพรรคการเมืองต่างๆ อีกทั้งอยู่ฝ่ายตรงข้ามนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ทักษิณ ชินวัตร คุยกับคนตรงข้ามที่พวกตนต่อสู้ด้วยและพึ่งพาคนตรงข้ามมากกว่าตนเป็นร้อยเท่าทวีคูณ แต่โชคดีที่ไม่มีภาพปรากฎ แม้มีคลิปเสียงหลุดมาคลิปเดียว แต่คนไม่ถือสาทักษิณ จะพูดอย่างไรบรรดากองเชียร์ก็หลับหูหลับตาเชียร์
อีกทั้งย้ำว่า ทักษิณ เคยพูดว่า เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นจะออกมาร่วมคนเสื้อแดง ก็ไม่มีมาช่วย หรือกรณีสุดซอยก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร กองเชียร์ยังหลงเชื่อและให้โอกาสกันไป รวมทั้งหลังจากเลือกตั้งปี 2562 ทุกคนล้วนบาดเจ็บทางใจทั้งนั้น เพียงแต่ละคนจะเลือกใช้ชีวิตกันอย่างไร
นายจตุพร กล่าวถึงนายสมหวัง อัสราษี ไปเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ว่า ตนรู้จักเพราะอยู่ในส่วนกลาง ซึ่งสนิทกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่พาเข้ามา นปช. ส่วนกับตนแล้วก็สนิทและดีต่อกัน มีอะไรมากมายในชีวิตที่เกี่ยวข้องต่อกัน
“วันหนึ่งสมหวังออกมาตัดพ้อว่าถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษี 572 ล้านจากเงินบริจาค ผมเองก็พูดต่อกรณีนี้คนเดียว และไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ช่วยประสานงานเบื้องหลังเท่าที่ทำได้ โดยไม่เกี่ยวกับคุณสมหวัง พร้อมกับขอโทษคุณสมหวังด้วยที่มาอยู่ในองค์กรนี้แล้วทำให้เดือดร้อน”
นายจตุพร กล่าวว่า ตนมาเจอกับนายสมหวังครั้งสุดท้ายในงานศพแม่นายรังษี เสรีชัย เมื่อหลายปีก่อน นายสมหวังก็มีชีวิตของเขาเอง ซึ่งความจริงก็อยู่ในฐานะที่ไม่ควรมายากลำบาก ตนไม่รู้ว่าจะตัดสินใจชีวิตของเขาอย่างไร แต่เราเองไม่เคยได้คุยกัน หลังจากนั้นเรื่องที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันก็ยุติกันหมด
ส่วนนายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก นายจตุพร กล่าวว่า ตนเจอครั้งสุดท้ายในศาลเช่นเดียวกับแกนนำ นปช.คนอื่น เมื่อครั้งต้องคำพิพากษากรณีปล้นรถถัง 5 ปี 4 เดือน แต่ก่อนหน้านี้ร่วม 3เดือนเขามาลาตน โดยขอใช้ชีวิตของเขาเอง จึงต้องเล่าให้ฟังเดี๋ยวจะมีการจับโยงกันให้วุ่นไปหมด
“คุณเจ๋ง เขาไปทำอะไร ก็ต้องรับผิดชอบกันเอง เพราะผมไม่ได้เป็นเจ้าชีวิตเขา ส่วนคุณสมหวังเขาไปนานแล้ว ดังนั้น การตัดสินใจทางการเมืองของสองคนนี้ ต้องเป็นความรับผิดชอบของสองคนต้องอธิบาย แต่ไม่เกี่ยวกับผม และผมก็ไม่ได้ไปด้วย และยังนั่งวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ และ 3 ป.อยู่เหมือนเดิม จึงอธิบายเพื่อความเข้าใจ”
นายจตุพร กล่าวถึงกรณีรายการ “สุนัยทีวี” ของนายสุนัย จุลพงศธร ว่า นายสุนัยได้โยงตนกับแรมโบ้ว่าเรียน ม.รามคำแหงด้วยกัน ซึ่งเป็นความจริง แต่อยู่ในรามฯต่างคนต่างอยู่ แม้มาเป็นผู้แทนพรรคไทยรักไทยก็มีความเห็นต่างกันมากมายและเหมือนกันก็มากมาย แต่ไม่ปฎิเสธว่ารู้จัก เพราะอยู่ นปช.ก็เป็นเพื่อนกันหมด ส่วนทางการเมืองใครตัดสินใจอย่างไรก็เป็นเรื่องส่วนตัวของคนนั้น
พร้อม กล่าวว่า หลังการยึดอำนาจปี 2557 จนมีการเลือกตั้งปี 2562 แรมโบ้ไป พปชร. ตนก็ตอบว่า ใครตัดสินใจทำอะไร ก็เป็นความรับผิดชอบของคนๆนั้น ทักษิณก็รู้จักแรมโบ้ไม่ต่างจากตน เพราะตั้งตำแหน่งพิเศษให้เป็น เลขานุการส่วนตัวนายกฯ ทักษิณ และต่อมาสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังตั้งเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ดังนั้นการจัดความสัมพันธ์ แรมโบ้ใกล้ชิดกว่าตนแน่นอน และตนไม่เคยมีตำแหน่งอะไรในทางการเมือง
“ตอนออกจากคุกก็มีคนมาเจรจาว่า ติดคุกมา 1 ปีกว่า เห็นใจกับโชคชะตา อยากให้นอนพักแล้วจะเอาเงินมาให้ จะได้ใช้ชีวิตอะไรมากมาย ไม่ต้องมาช่วยเขา ก็ขอให้พักผ่อนเลย เงินก็มาก ถ้าไปรับในวันนั้นคงใช้ไม่หมด แต่ผมไม่เลือกหนทางนั้น กลับมาช่วยพรรคเพื่อชาติตามคำบอกกล่าวของทักษิณจนกระทั่งฉิบหาย”
นายจตุพร ย้ำว่า กรณีของแรมโบ้ เจ๋งและสมหวังในเวลานี้ เราไม่ได้เป็นเจ้าชีวิตระหว่างกัน แม้ใกล้ชิดกัน เป็นเพื่อนกัน ร่วมกันต่อสู้เหมือนกันในสมรภูมินั้นๆ แต่การตัดสินใจทางการเมืองกันนั้น เราเป็นเจ้าชีวิตกันหรือ เราไม่มีปัญญาไปดูแลชีวิตใครได้ ดังนั้นเหตุผลแต่ละคนต้องรับผิดชอบตัวเอง
ส่วนฝ่ายที่ไปพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน กรณีนายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์เนชั่น ตนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า นายณัฐวุฒิและคณะทุกคนที่อยู่ในครอบครัวเพื่อไทยในเวลานี้ หลังจากกรณีไทยรักษาชาติโดนยุบพรรค เขาไม่ได้กลับไปยังพรรคเพื่อไทย แต่ไปตั้งพรรคใหม่ชื่อ “เส้นทางใหม่” ร่วมกับอดีตรองนายกฯ มีสำนักงานอยู่ที่ปากเกร็ด นนทบุรี สวยงามและทันสมัยมาก
โดยพวกเขาเตรียมการสร้างพรรคเส้นทางใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง แต่เมื่อกติกาเลือกตั้งเปลี่ยนเป็นบัตรสองใบก็มีการตัดสินใจใหม่ คือ กลับไปเพื่อไทย โดยนายณัฐวุฒิลงสมัครเลือกตั้งไม่ได้ เพราะถูกตัดสิทธิ์การเมือง แต่องคาพยพบางคนลงสมัครได้
“ดังนั้น แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง ถ้าณัฐวุฒิไม่กลับเพื่อไทยก็อยู่ทีพรรคเส้นทางใหม่ เมื่อณัฐวุฒิย้ายกลับเข้าไป ทุกคนจึงไปตามวิถีของตัวเอง ส่วนกรณีเจ๋ง ดอกจิก ก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเช่นกัน หรือคุณสมหวังและแกนนำคนอื่น ต่างคนต่างใช้สิทธิ์ของตัวเอง ชีวิตใครชีวิตมัน ไม่มีใครเป็นเจ้าชีวิตใครได้”
พร้อมระบุถึงความเชื่อทางการเมืองว่า วันนี้ไม่มีมาตรฐานในด้านการเป็นประชาธิปไตยใดๆทั้งสิ้น เพื่อไทยประกาศเป็นพรรคประชาธิปไตย แต่รับคีย์แมนคนสำคัญของรัฐบาลประยุทธ์ และรองประธานสภา และคนอื่นๆ อีกมาก ที่เพื่อไทยประณามหยามเหยียดว่า ใครโหวตให้ประยุทธ์ ถือว่าทรยศประชาชน แต่ที่รับมา ล้วนเป็นคนโหวตให้ประยุทธ์ทั้งนั้น ถ้าเทียบกับตนแล้วพวกนั้นบัดซบกว่ามาก เพราะตนนั่งพูดเพื่อไล่ประยุทธ์ พูดหาทางออกให้ประเทศ ซึ่งพวกนั้นย้ายเข้ามาเพื่อไทยยึดเอาผลประโยชน์ฺส่วนตัวล้วนๆ เนื่องจากคิดว่าจะได้อำนาจ
“ดังนั้น แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง ถ้าพวกเขารักเพื่อไทยจริง แล้วไปตั้งพรรคทำไม ที่ทำการพรรคก็ใหญ่โต แต่ตัดสินใจกลับเข้าเพื่อไทย ก็ไม่ได้หมายความว่า คนอื่นไม่ตามเข้าไปจะกลายเป็นคนผิด เพราะถ้าเชื่อเพื่อไทยแต่ต้น แล้วจะไปทำพรรคใหม่ทำไม วันนี้พรรคเส้นทางใหม่ก็ยังเดินอยู่ แต่คนมาอยู่เพื่อไทย และตัวณัฐวุฒิเองก็เล่าให้เนชั่นฟังระหว่างการสัมภาษณ์เช่นกัน”
นายจตุพร ย้ำว่า ตนเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ต้องการชี้ถึง ทุกคนเป็นเจ้าชีวิตของตัวเอง ใครไปที่ไหนไม่เกี่ยวกับตน ห้ามอะไรไม่ได้ และไม่เคยห้ามใครได้ด้วย ตนทำหน้าที่ได้ดีที่สุดก็คือห้ามตัวเอง ดังนั้น จึงกล้าตั้งคำถามว่า เพื่อไทยจะจับกับ พปชร.หรือไม่ เพราะพรรคก้าวไกล และพรรคไทยสร้างไทยก็ประกาศมาแล้วว่า ไม่จับมือทั้ง พปชร.และ รทสช.
“ที่อธิบายมานั้น ต้องการชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายคือ ปัญหาชาติอยู่แล้วในเวลานี้ ถ้ากรณีทักษิณไม่ปลุกเรื่องกลับบ้าน จนอีกฝ่ายต้องเอาประยุทธ์ กลับมาใหม่ แล้วทักษิณยังต้องอธิบายเรื่องประวิตรด้วยตัวเอง ไม่ใช่ประวิตรต้องพูด และเพื่อไทยก็ไม่ต้องตอบ เพราะผมไม่เชิ่อ”
ขอบคุณ เพจเฟซบุ๊ก Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์