นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล รองอธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ทล.มีแผนพัฒนาที่พักริมทาง หรือ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร – บ้านฉาง เพื่อเป็นจุดแวะพักสำหรับผู้ใช้เส้นทาง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครันและทันสมัย เพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ ทั้งนี้ทล.ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับการให้เอกชนร่วมลงทุนในการพัฒนาและบริหารจัดการโครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา และสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร – บ้านฉาง เพื่อให้เอกชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและบริหารที่พักริมทางบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ในรูปแบบ PPP Net Cost โดยเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบในการลงทุนออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการโครงการทั้งหมด มีระยะเวลาโครงการ 32 ปี แบ่งเป็นช่วงการออกแบบและก่อสร้าง 2 ปี และบริหารจัดการในส่วนของการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) อีก 30 ปี
ทั้งนี้ทล.จะได้รับค่าตอบแทนจากเอกชนตลอดอายุสัญญา คาดว่าจะประกาศเชิญชวน และขายเอกสารการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน หรือ RFP ในเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนลงนามสัญญาร่วมลงทุนในปีและก่อสร้างในปี 2567 คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกเบื้องต้นบางส่วน อาทิ ที่จอดรถ พื้นที่พักผ่อน ห้องน้ำ ที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ได้ภายในปี 2568 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบทั้งพื้นที่ได้ภายในปี 2569
สำหรับศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา (Sriracha Service Center) จะก่อสร้างเป็นที่พักริมทางขนาดใหญ่ เบื้องต้นมูลค่าก่อสร้างประมาณ 1,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ระหว่างทางแยกต่างระดับบางพระ (คีรี) และทางแยกต่างระดับหนองขาม ขนาดพื้นที่ฝั่งละประมาณ 60 ไร่ ส่วนสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง (Bang Lamung Service Area) มูลค่าก่อสร้างกว่า 800 ล้านบาท เป็นที่พักริมทางขนาดกลาง ตั้งอยู่ระหว่างทางแยกต่างระดับห้วยใหญ่และทางแยกต่างระดับเขาชีโอน ขนาดพื้นที่ฝั่งละประมาณ 39 ไร่
ปัจจุบันทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงศรีราชามีการจราจรสัญจรประมาณ 150,000-200,000 คันต่อวัน ขณะช่วงบางละมุงมีการจราจรสัญจรประมาณ 15,000-16,000 คันต่อวัน ซึ่งคาดว่า ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี เมื่อมีการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้บริการในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ และมีการพัฒนาพื้นที่การลงทุนใน EEC มากขึ้นเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางในเส้นทาง ช่วงพัทยา - มาบตาพุด เพิ่มมากขึ้น





