ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“สาระชีวิตที่งดงาม ที่เขียนจากดวงใจแห่งชีวิตดวงน้อย นับเป็นความบริสุทธิ์อันงดงามที่สรรค์สร้างโลกแห่งสำนึกคิดให้มีคุณค่า..ข้อสังเกตและคำให้การนานา ล้วนเป็นเหมือนลมหายใจที่สุกสว่าง ที่ส่องนำทางอันสามัญให้ก้าวย่างไปสู่เบื้องหน้าอันไกลโพ้น ด้วยมโนทัศน์แห่งการเติบใหญ่อันบริสุทธิ์ ประพันธกรรม และรอยร่างแห่งจิตปัญญานานา ได้แปรค่าจากความเคลือบแคลงสงสัย/สู่คำบอกเล่าของคำตอบอันชวนคิดคำนึง /กระทั่งกลายเป็น ทฤษฎีอันสูงค่าต่อการมีชีวิตอย่างรื่นรมย์และเข้าใจ...ในที่สุด"
ความรู้สึกสัมผัสอันพร่างพราวดังกล่าวข้างต้น..คือแกนกลางแห่งรสชาติที่สัมผัสผ่านอารมณ์ความรู้สึกจากหนังสือรวม..ความเรียง บทกวี และบันทึกของเด็กหญิง “ดาลียา” เด็กหญิงอายุ 13 ปี ที่เติบโตในครอบครัวมุสลิม เป็นมุสลิมมะห์ ที่คุณยายอบรมเลี้ยงดู ตามวิถีมุสลิมอันเรียบง่ายมาตั้งแต่เด็ก เริ่มฝึกวาดรูปและเขียนประโยคสั้น ตั้งแต่ชั้นอนุบาล และอ่านวรรณกรรมเยาวชนทุกเล่มที่พ่อซื้อมาให้..
“ใครจะรู้เล่าว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร เปิดรูปถ่ายวันวาน เปิดอ่านบันทึกเล่มเก่า เป็นเพียงแค่ร่องรอยแห่งควมทรงจำ ที่พบแล้วพลันลาจากไป”
“ผีเสื้อที่บินออกมาจากแสงแแดด" (The Butterfly That Flew From Sunlight)..หนังสือแห่ง ความเรียง บทกวี และ บันทึก..ของเธอ_/ถือเป็น...ความงามแห่งความหมายที่เต้นเร่าอยู่ในวงจรเริ่มต้นของชีวิตที่แหลมคม จุดประกายสำนึกที่จะหยั่งรู้บาดแผลและรอยผุกร่อนของชีวิตที่ทั้งอยู่เหนือและอยู่ลึกลงไปในจิตใจที่ไหวเคลื่อนของชีวิต..
“เรือกระดาษ ไม่อาจแล่นได้ ในสายน้ำเชี่ยว ปลาตัวเล็ก ว่ายทวน สายน้ำตกหลังบ้าน ในเมืองผู้คนมากมาย ร้านค้าเรียงราย เต็มข้างถนน”
“ดาลียา” เป็นนักสังเกตการณ์ชีวิต และเป็นนักรู้สึกที่รู้จักการเปรียบเทียบระหว่างชีวิตกับชีวิตได้อย่างน่าชื่นชม/มันเกิดขึ้นในวิถีธรรมแห่งชีวิต/หยั่งเห็น สัมผัสรู้/และ แสดค่างทัศนะออกมาอย่างจริงจังและจริงใจ/ด้วยภาวะของการรับรู้ในรู้สึก/เป็นการสลายปมเงื่อนแห่งปริศนาอันทบซ้อนหลากหลายให้คลายเคลื่อนสู่ความเข้าใจ/ด้วยวัยอันน้อยแต่ประสบการณ์ที่แสดงความคิดออกมากลับมีสีสันอันชวนตีความไม่น้อย..
“ฉันรู้สึกว่า เวลาที่ฉันตามหาพระจันทร์ ก็มักมีก้อนเมฆมาบดบังในเวลาเดียวกัน ฉันเองพยายามเดินตามก้อนเมฆ เพื่อให้ตัวเองได้ชมพระจันทร์ที่สวยงามในเวลาเดียวกัน” การใคร่ครวญของเธอต่อความหมายของชีวิต มีมิติอันดึงดูดใจซ่อนอยู่/เป็นวิธีการแห่งการถอดรื้อปัญญาญาณด้วยสัมพันธภาพอันต่อเนื่อง ...หากไม่ใช้ชีวิตออกไปในเชิงประสบการณ์ก็ยากที่จะได้อุทาหรณ์ออกมาสู่การพินิจพิเคราะห์ต่อการใช้ชีวิตที่ดี/มันคือรูปแห่งแบบของการกระทำ อันเป็นลำดับขั้นตอนที่เป็นคุณประโยชน์ต่อชีวิตอนาคต..
“ฉันรู้สึกเป็นประโยชน์ในตัวเองมากเลย เพราะฉันสามารถเอาชนะใจตัวเองได้ โดยการปีนบันไดไม้ไผ่ขึ้นไปเก็บมะพร้าว ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ขณะปีนขึ้นไปด้วยความรู้สึกกลัว ในใจคิดว่าน่าจะให้พี่ขึ้นไปเก็บแทน แต่สุดท้ายฉันก็ตะโกนบอกพี่ว่าน้องจะเก็บเอง ฉันบิดขั้วลูกมะพร้าวหมุนไปมา กลัวมันหล่นมาก ตะโกนบอกพี่ว่ากลัว แต่ฉันยังหมุนต่อ...จนในที่สุดมันก็หล่นร่วงลงมาจนได้...การเอาชนะใจตนเอง บางครั้งมันก็ยากนะ แต่บางครั้งมันก็ง่าย"
การชี้ให้เห็นภาวะที่ใจไม่ยอมแพ้...คือสีสันของพลังด้านบวกที่ปลุกตื่นให้เราไกลห่างออกมาจากความขลาดกลัว
...จริงอยู่แม้ว่าชีวิตในแต่ละชีวิตจะต้องติดอยู่กับรอยต่อในแต่ละช่วงของอุปสรรคนานา แต่มันก็หยั่งลึกถึงข้อประจักษ์ ที่คนเราจะต้องไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความทุกข์เศร้าที่โหมกระหน่ำใส่ชีวิต... หากมีความมุ่งมั่นอดทนตั้งแต่แรก นี่เป็นวิถีทรรศน์ของความหาญกล้าอันเปิดเปลือยต่อการปฏิบัติยิ่ง..
“คนเราอย่ายอมแพ้ตั้งแต่เริ่มต้น อย่าคิดว่ามันทำไม่ได้..ถ้ายังไม่ได้ลอง อย่าพูดว่ายอมแพ้ ถ้ายังมีเวลาแก้ไขมัน
ความพยายามย่อมต้องมากับความกล้า.. ถ้าเราจะปีนหินก้อนใหญ่ ต่อให้มีความพยายาม ก็ปีนไม่สำเร็จ ถ้าไม่มีความกล้าพอ" ธรรมชาตินับเป็นสิ่งสำคัญ...ที่ “ดาลียา” ได้พูดถึงและเน้นย้ำให้ได้คิด อยู่เสมอๆในฐานะสมบัติแห่งโลกที่เราต้องเฝ้าบำรุงรักษา ธรรมชาติมีชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์มันคือความยิ่งใหญ่ มันคือเส้นเลือดใหญ่ของการมีชีวิตอยู่...สวยงาม และเป็นดั่งคำอธิษฐานในพิธีสวดบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์..
“ความสวยงามของโลกนี้ คือธรรมชาติ เช่นภูเขา น้ำตก ความสวยงามที่มีอยู่ มีมูลค่ามากกว่าเพชร หรือ ทอง...
หากแต่ ภัยธรรมชาติอันน่ากลัว มักเกิดจากฝีมือมนุษย์ อย่างการทดลองระเบิดเกาะบิกินีที่อเมริกา หรือการเกิดสึนามิเมื่อ16 ปี ที่แล้วในภูเก็ต ประเทศไทย”
“ดาลียา” ได้แสดงความรู้เชิงความคิดเพิ่มเติมว่า...ธรรมชาติบำบัดในความคิดของเธอนั้น คือการเอาตัวเองออกจากความวุ่นวายในเมือง แล้วไปอยู่กับธรรมชาติ นั่นจะเป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง และได้เจอกับประสบการณ์ใหม่“บาดแผล บอกเล่า เรื่องราว ดอกไม้สีชมพู ก็ยังไม่สดใส เท่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จินตนาการคิดยังไงก็ไม่จบ รูปวาดในจินตนาการ วาดยังไงก็ได้ ไม่มีขีดจำกัด"
ในฐานะที่เป็นมุสลิม...สังคมรอบข้างของ “ดาลียา” เป็นสังคมมุสลิม ที่หันไปทางไหน “ก็เจอแต่คนใส่ฮิญาบสีสวยๆ”...ทุกครั้งที่เจอกันก็จะทักทายตอบกลับไปว่ากันด้วยคำว่า “อัสลามูอาลัยกุม” พร้อมการสัมผัส มือกันแล้วก็ตอบกลับไปว่า “วาอาลัยกุมมุสลาม”...อันแสดงถึงสังคมรอบข้างนั้นใจดี เป็นมิตรต่อกันตลอดเวลา..
“อย่าเลิกพยายาม วันต่อไป ท้องฟ้ายังมีแสงตะวัน ต้นมะม่วงอยู่ไกล แต่มองยังไง ก็รู้ว่าเป็นต้นมะม่วง ชีวิตก็เหมือนในหนัง ไปถึงจุดหมาย ที่วาดฝันไว้"
นี่คือหนังสือที่ให้ความหวังอันสัตย์ซื่อและบริสุทธิ์/เป็นบทสวดอันแนบเนาระหว่างจิตต่อจิต ที่เชื่อมโยงถึงกันด้วยพันธกิจแห่งความรักใคร่ปรองดอง/ศาสนธรรมคือสายใยแห่งการสร้างความดื่มด่ำให้แก่ชีวิต นับแต่ความเล็กน้อยธรรมดา ไปสู่จุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่แห่งความหวังอันสุขสงบ ..ความหวังที่สะท้อนถ่ายร่มเงาของชีวิตไปสู่ปราชญาของจิตใจอันสมบูรณ์พร้อม
ไม่ว่าจะอยู่ในวัยวารใด...ไม่ว่าจะอยู่ในอายุขัยขนาดไหน..หากเจตจำนงบริสุทธิ์สะอาดแล้ว ภาวะจริตแห่งทุกๆสถานะก็จะเรืองรุ่ง ส่องประกายต่อการเป็นองค์ความรู้สู่ชีวิตของชีวิต...ดั่งใยของจิตวิญญาณที่จะเกี่ยวร้อยสู่ด้านในของกันและกัน...นิจนิรันดร์....
“เราเติบโตขึ้นหนึ่งปี พ่อแม่เราแก่ลงอีกหนึ่งปี รู้สึกไม่อยากโตเลย ถนนแต่ละสาย มีจุดหมายปลายทาง ไม่เหมือนกัน ถ้าหากวันหนึ่ง แมงมุมไม่ชักใย จะมีลายขาวสวยๆที่ต้นไม้ไหม"