หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณ ไปต่อทางการเมืองกับ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” (รทสช.) แม้จะไปได้อีก 2 ปี ถึงปี 2568 ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้เริ่มนับวาระการดำรงตำแแหน่ง เมื่อ รธน. ประกาศใช้ เม.ย.2560
พร้อมการเปิดใจครั้งแรกว่า “ถ้าสมมุติว่าต้องอยู่ ก็อยู่ได้แค่ปี 68 นั่นแหละนะก็ 2 ปี ก็จะทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด และก็จะหาคนใหม่ที่เหมาะสม ที่คนยอมรับ มาทำต่อ แค่นั้นเอง" จนเกิดคำถามว่า ใครคือ “คนใหม่” ที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับ ที่จะมาทำต่อ เพราะการที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดออกมาเช่นนี้ ย่อมต้องมีทายาทไว้ในใจแล้ว หากว่าต้องวางมือทางการเมือง ตามรธน. มาตรา158 ที่ กำหนดให้เป็นนายกฯ ได้ไม่เกิน 8 ปี
หากมองทายาท ที่มาตามระบบการเมือง หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ต้องจาก พรรครวมไทยสร้างชาติ อย่าง “ตุ๋ย” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ที่ถือว่าเป็นคนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกแล้ว มาเป็นหัวหน้าพรรคของตนเอง และก่อนหน้านั้น เอามาเป็นที่ปรึกษานายกฯ ด้วยเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ชื่นชม พีระพันธุ์ ที่เป็น อดีตผู้พิพากษา และโปรไฟล์ดี และยังเป็นสายเลือดทหาร เพราะเป็นลูกชายของ พล.ท.ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค อดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร ผู้ริเริ่มก่อตั้งปั๊มน้ำมัน “สามทหาร”
อีกทั้งเป็นคนที่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผบ.ทบ. เลือกสรร มาช่วยงาน นายกฯ ตั้งแต่ เป็นที่ปรึกษานายกฯ เพราะเป็นเพื่อนรุ่นพี่ ของพล.อ.อภิรัชต์ ที่รร.เซนต์คาเบรียล และ เป็นคนที่ช่วยแนะนำ เรื่องการไปเรียนต่อ ปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกาด้วย แม้ว่า ในทางการเมือง อาจจะมองว่า พีระพันธุ์ ยังไม่ถึงขั้น ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม
แต่นั่นย่อมต้องหมายถึงว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ จะต้องได้รับเลือกตั้ง ส.ส.มาเป็น ที่ 1 หรือที่ 2 แต่หาก ยังเป็น พรรคเล็ก หรือได้ ส.ส. ต่ำกว่า 50 คน ก็ยากที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเป็นนายกฯ
แต่ในเวลานี้ หากยังมี พล.อ.ประยุทธ์ อยู่พรรคที่จะร่วมรัฐบาล ก็จะยอมให้เป็นนายกฯ แม้พรรค รทสช.จะได้ จำนวน ส.ส. น้อยกว่า พรรคอื่นก็ตาม
แต่พรรคภูมิใจไทย ที่คาดว่าจะได้ ส.ส. มากกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ อยู่แล้ว แต่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและ เนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีนอกพรรค ก็คงจะยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในช่วง 2 ปี ที่เหลือ จนทำให้เกิดสูตร “นายกฯคนละครึ่ง” “ตู่ 2 ปี -หนู 2 ปี” อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีสมาชิกวุฒิสภา( ส.ว.) 250 คน พร้อมที่จะรอโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่
จึงทำให้ถูกมองว่าทายาท ของพล.อ.ประยุทธ์ คือ อนุทิน นั่นเอง แต่คงเรียกว่าทายาทไม่ได้ เพราะเป็น ไฟ้ท์บังคับทางการเมือง แม้จะไม่ เป็นไปตามมารยาททางการเมืองที่ นายกรัฐมนตรี จะต้องมาจาก พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่ได้ ส.ส. มากที่สุด ก็ตาม
เช่นเดียวกันหากว่า พรรคพลังประชารัฐของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ ที่แม้จะแยกทางกันแล้วแต่สายสัมพันธ์พี่น้องทหารเสือราชินี อันยาวนาน ก็ตัดกันไม่ขาด ได้จำนวน ส.ส. ถึงหลัก 100 คน จนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประวิตร ก็อาจจะยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น นายกรัฐมนตรี
หรืออาจให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรีก่อน แล้วให้ พล.อ.ประยุทธ์ รอเป็นต่ออีก 2 ปีสุดท้าย ของเทอมรัฐบาลในปี 2568 เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถทิ้งระยะ เว้นวรรค การเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะยังไงก็ยังเหลือเวลานับรวม การเป็นนายกฯ ไว้แค่ 6 ปี ยังเหลือตุนไว้ อีก 2 ปี ที่ จะเข้าสูตร นายกฯคนละครึ่ง พี่น้อง “ตู่-ป้อม” -“ป้อม-ตู่” ที่จะสะท้อนว่าสายสัมพันธ์ พี่น้อง 3 ป. มีได้ขาดสะบั้นหรือแตกหัก แค่แยกทางกันเดิน ตามกลยุทธ์ทางการเมือง และแก้ปัญหาคนรอบข้างที่ขัดแย้งกันเท่านั้น แม้ว่า หนทางนี้ จะเป็นไปได้น้อยมากก็ตาม
ในอีกทางหนึ่ง ทายาทของ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะปรากฏตัวให้เห็นเมื่อใกล้เวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะลงจากอำนาจ ลงจากเก้าอี้ นายกฯ ในปี 2568 ก็เป็นได้
โดยเฉพาะชื่อของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ ก็ยังคงอยู่ในกระแส มาเป็นระยะๆ แม้ว่า ปัจจุบัน จะเป็นรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง และ ยังไม่มีสัญญาณออกมาสู่การเมือง ก็ตาม แม้ว่าจะพ้นกำหนด ทางการเมือง 2 ปีหลังจากพ้น การเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อครั้งที่ผลจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. แล้ว
ด้วยเพราะมองกันว่า พล.อ.อภิรัชต์ มีศักยภาพและตกเป็นข่าวอยู่เบื้องหลังปฎิบัติการต่างๆในการช่วยเหลือ พล.อ.ประยุทธ์ มาตลอดตั้งแต่ยังอยู่ในกองทัพจนถึงปัจจุบัน เพราะมีจุดยืนเช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะในเรื่องการปกป้องสถาบันฯ
แม้แต่เรื่องการทำพรรครวมไทยสร้างชาติ จนถึงการตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์ ในการแยกพรรค ออกมาจากพล.อ.ประวิตร เพื่อมาทำงานการเมือง และยืนบนขาของตัวเอง โดยให้พีระพันธุ์ มาเป็นที่ปรึกษาฯ และเป็นหัวหน้าพรรค เป็นนั่งร้าน ให้ พล.อ.ประยุทธ์
โดยเฉพาะ กรณี “ตู้ห่าว” เรื่องการปราบปราม นักธุรกิจจีนสีเทา ที่เชื่อมโยงกับการเมือง ที่สะเทือน ทั้งพรรคเพื่อไทยจากเรื่องการซื้อหมู่บ้านเกือบยกโครงการของนักธุรกิจจีน สะเทือนพรรคพลังประชารัฐจากเรื่องเงินบริจาค 3 ล้าน และสะเทือนถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทยที่ประกาศตัวยืนตรงข้ามกับ พล.อ.ประยุทธ์ พี่เลิฟของ พล.อ.อภิรัชต์
โดยมีการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์กับ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาแฉเครือข่ายโยงใยของทุนจีนสีเทา พร้อมหลักฐานต่างๆที่บางอย่าง ชูวิทย์ ก็ไม่น่าจะเป็นคนที่นำหลักฐานเช่นนี้ ออกมาได้ จึงทำให้มีการเชื่อมโยงไปถึงพล.อ.อภิรัชต์ แถมทั้ง ชูวิทย์เอง ก็ไม่ปฏิเสธ เมื่อถูก สันธนะ ประยูรรัตน์ พาดพิงในประเด็นเหล่านี้
แต่โดยสถานภาพของ พล.อ.อภิรัชต์ ในปัจจุบัน แล้ว คงไม่สามารถออกมาทำงานทางการเมืองช่วย หรือแทน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ แต่ในอนาคต อีก 2 ปีข้างหน้าไม่มีใครอาจหยั่งรู้
แต่ท้ายที่สุด การที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศว่า จะอยู่ต่อได้แค่ปี 2568 นั้น อาจไม่เกิดขึ้นจริง และไม่อาจหยุดภารกิจของพล.อ.ประยุทธ์ ได้ ในเมื่อลงทุนแยกทางมาตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ เองระดมพลพรรค ระดมทุน ระดมทรัพยากรขนาดนี้ แล้วพลเอกประยุทธ์ คงไม่อาจหยุดตัวเอง ไว้ที่ปี 2568
แต่เป้าหมายของพลเอกประยุทธ์ อาจอยู่ที่การเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 อีก 4 ปีถึง 2570 และในระหว่างนั้น อาจยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ การนับวาระนายกรัฐมนตรี 8 ปี อีกครั้งก่อน
พร้อมๆกันนั้น ในระหว่างที่ยังมี 250 ส.ว. อยู่ อาจจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 158 เรื่องข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีเป็นได้ไม่เกิน 8 ปีทิ้งไป ก็เป็นได้เพราะเริ่มมี ส.ว. บางคนออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญกันแล้ว
เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ได้ยาวจากปี 2570 ต่ออีก 4 ปี อีก 2 สมัย จนครบ 20 ปีตามยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับประชาชน ที่จะแสดงออกในการเลือกตั้งครั้งหน้าและครั้งต่อๆไปอย่างไร