วันที่ 15 พ.ย. 2565 เวลา 09.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีศาลออกนั่งพิจารณาอ่านคําพิพากษาคดีค้ามนุษย์ที่พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโจทก์ฟ้อง นางสาว ร. นางสาว ฟ. นาย ส. (นามสมมุติ) เป็นจําเลยในคดีอาญาหมายเลขดําที่ คม 5/2565 ข้อหากระทําชําเรา อนาจาร ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการค้าประเวณี ความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก โดยนางสาว ร. และ นางสาว ต. เป็นแม่เล้าร่วมกันเป็นธุระจัดหาเด็กอายุตั้งแต่ 13-18 ปีเศษ ให้ค้าประเวณีแก่ลูกค้าซึ่ง เป็นกลุ่มข้าราชการและนักธุรกิจในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจําเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ฐานร่วมกันเป็นธุระ จัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทําการค้าประเวณีซึ่งได้กระทําแก่เด็กอายุยังไม่เกิน สิบห้าปี และฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทําด้วยประการใดให้เด็ก กระทําผิดหรือกระทําด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก เป็นการ กระทํากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทําด้วยประการใด ๆ อันเป็น การช่วยเหลือ ให้ความสะดวก หรือคุ้มครองการค้าประเวณีของผู้อื่นหรือรับประโยชน์ไม่ว่ารูปแบบ ใดจากการค้าประเวณีของผู้อื่นหรือจากผู้ซึ่งค้าประเวณีและจัดให้มีการค้าประเวณีระหว่างผู้ซึ่งค้าประเวณีกับผู้ใช้บริการ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 15 กระทง จําคุกกระทงละ 6 ปี รวมจําคุกคนละ 90 ปี

ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดา มารดา ผูปกครอง โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย เพื่อหากําไรหรือเพื่อการ อนาจารจําคุกคนละ 2 ปีรวมโทษทุกกระทงเป็นจําคุกคนละ 314 ปี จําเลยที่ 1 และ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจําคุกคนละ 157 ปี แต่เมื่อรวมโทษจําคุกทุกกระทงของจําเลย ที่ 1 และ2 แล้ว คงให้จําคุกคนละ 50 ปี ส่วนจําเลยที่ 3 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดาเพื่อหากําไรหรือเพื่อการอนาจาร จําคุก 6 ปี ฐานกระทําชําเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อ การอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม ยินยอมหรือกระทําด้วยประการ ใดให้เด็กกระทําผิด หรือกระทําด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก เป็นการกระทํากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทําชําเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้า ปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนัก ที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จําคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยเพื่อหากําไรหรือเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง จําคุกกระทงละ 2 ปี รวมจําคุก 4 ปี

ฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารแม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม ยินยอมหรือกระทําด้วยประการใดให้เด็กกระทําผิด หรือร่วมกันกระทําด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กเป็นการกระทํากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการ อนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จําคุกกระทงละ 4 ปี รวมจําคุก 8 ปี รวมโทษทุกกระทง เป็นจําคุก 24 ปีจําเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทา โทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจําคุก 12 ปีให้จําเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันชําระค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทําความผิดฐานค้ามนุษย์แก่ผู้เสียหายที่ 1 จํานวน 600,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 จํานวน 600,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 จํานวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 จํานวน 550,000 บาท และแก่ผู้เสียหายที่ 7 จํานวน 450,000 บาท อนึ่ง คดีนี้แต่เดิมพนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ฟ้องจําเลยกับพวกรวม 23 คน เป็นคดี คม 1/2565 และคดี คม 2/2565 ต่อมาจําเลยทั้งสามให้การรับสารภาพศาลจึงมีคําสั่งให้แยกฟ้องเฉพาะจําเลยทั้งสามเป็นคดีใหม่ ซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องเป็น คดี คม 4/2565 และคดี คม 5/2565 โดยศาลได้นัดอ่านคําพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าวในวันนี้ ส่วนคดี คม 1/2565 และคดี คม 2/2565 ปัจจุบันอยู่ระหว่างสืบพยานล่วงหน้าโดยกําหนดนัดสืบพยาน โจทก์ และสืบพยานจําเลยแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2566 เนื่องจากศาลจังหวัด สุราษฎร์ธานี มีคดีอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาจํานวนมาก