ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“สังคมโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความอึกทึก เต็มไปด้วยมลพิษของเสียงอันดัง ผสานเข้ากับความไร้สาระของความเร่งรีบและภาวะแห่งความเป็นชีวิตที่ฉาบฉวย ทั้งหมดคือเงื่อนไขอันปิดตายต่อการไม่เอื้ออำนวยแก่มิติของการบ่มเพาะคุณภาพภายในแห่งจิตใจของมนุษย์ที่ถือเป็นวิถีอันจำเป็นต่อการหล่อเลี้ยงชีวิตและจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่และมีค่าด้านใน...เป็นต้นธารแห่งการก่อเกิดการสร้างสรรค์ผลงานที่เต็มไปด้วยเนื้อในอันลึกซึ้งแห่งศิลปะของความเป็นชีวิต” ..นี่คือสาระสำคัญจากมุมมองของการทำงานด้านศิลปะที่มองโลกในด้านลึก เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่การสร้างสรรค์ เป็นแหล่งพักพิงแห่งความสุข เป็นแหล่งพักใจที่นำเราทุกคนให้ได้ค้นพบถึงแรงบันดาลใจในงาน ศิลปะ วรรณกรรมหรือดนตรี ที่แท้จริงแล้วมันปลุกเราให้อยู่กับปัจจุบันขณะอันเงียบสงบ ซึ่งสามารถสัมผัสได้อย่างเต็มเปี่ยมด้วยดวงจิตที่เป็นอิสระ ดวงจิตที่เฝ้าสังเกตมองดู กระบวนการแห่งการเคลื่อนไหวของโลกรอบข้างจนกลายเป็นที่มาแห่งความกระจ่างแจ้งและเป็นอัศจรรย์
‘จอห์น เลน’…จิตรกร นักเขียน นักการศึกษา ได้สะท้อนแง่มุมอันสำคัญแห่งพื้นที่ของความสร้างสรรค์นี้ผ่านหนังสืออันทรงคุณค่าของเขา...“ความเงียบ” (The Spirit of Silence) ได้อย่างดิ่งลึก...เขามองเห็นว่าความเงียบนั้นเป็นความสงบและเป็นบ่อเกิดที่สำคัญยิ่งต่อทั้งการสร้างสรรค์และเยียวยา...โดยส่วนตัวเขาดำรงตนอยู่ในฐานะของศิลปินที่มองภาพสะท้อนอันกว้างใหญ่เพื่อเชื่อมโยงกับวิถีเฉพาะที่ไม่ใหญ่โตนักของความเป็นปัจเจก...มองด้วยสายตาของนักมนุษยนิยม ที่เชื่อในพลังแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่สามารถจะสร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นมาบนโลกนี้ก็ได้ ขณะเดียวกันกับการแสดงเจตนาถึงความห่วงใยในชะตากรรมของมนุษยชาติกับโอกาสแห่งการใช้ศักยภาพของชีวิตในการแก้ปัญหาอันเนื่องมาแต่สังคมบริโภคนิยมที่เต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่นและแสนจะไร้ระเบียบ โดยเฉพาะความอึกทึกครึกโครมที่หาต้นสายปลายเหตุอันดีงามไม่ได้ จอห์นได้มุ่งชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่กำลังท้าทายมนุษย์อย่างไม่เกรงอกเกรงใจในขณะนี้ก็คือ ความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจในการช่วยกันแก้ปัญหาความอึกทึกต่างๆทั้งที่ปรากฏออกมาทางกายภาพ นับแต่เสียงเครื่องจักรกล รถยนต์ สื่อโฆษณาที่รุมเร้าปลุกปั่นอยู่รายรอบตัว ตลอดจนการบริโภคแบบสุขนิยมที่มากเกินความจำเป็น รวมไปถึงแง่มุมที่ซุกซ่อนอยู่ในหลืบลึกภายในจิตใจไม่ว่าจะเป็น ความเครียด ความว้าวุ่นอึดอัด ความคับข้องใจจนอยากจะระเบิดออกมา ไปจนถึงภาวะที่ไร้สุข อันเนื่องมาแต่การขาดความสงบนิ่งทางใจ...เหตุนี้ “ความเงียบ” จึงเปรียบได้ดั่งการพักพ่อหรือผ่อนคลายจากพลังแรงแห่งการกระตุ้นเร้า เพราะแท้จริงในส่วนลึกแห่งความต้องการของมวลมนุษย์...ทั้งหมดต่างต้องการความนิ่งเงียบ และสงบงาม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจอันถาวรและบริสุทธิ์
‘จอห์น เลน’ ได้นำตัวอย่างของการฝึกฝนทัศนคติอันควรใคร่ครวญพร้อมด้วยวิธีการอันหลากหลายของเหล่าบรรดา นักบวช นักเขียน กวี ศิลปิน เกษตรกร ผู้ประกอบการสมัยใหม่ หรือแม้กระทั่งนักกิจกรรมทางสังคม...ที่สร้างสรรค์มิติแห่งการดำรงอยู่ ในวิถีชีวิตแห่งการรังสรรค์จิตวิญญาณเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากความยุ่งยากไปสู่ความสุขสงบ โดยไม่ต้องนำพาตัวเองให้หลีกเร้นหรือหนีออกไปจากสังคม...หลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหา....หากแต่ว่าทุกคนจะยังคงอยู่เพื่อเผชิญหน้ากับสังคมที่เจ็บปวดด้วยปมปัญหาแห่งสังคมที่อึกทึกจนบั่นทอนความสงบสุขทั้งภายนอกและภายในจิตวิญญาณ เราจักต้องคงอยู่เพื่อหาหนทางสร้างสรรค์ “ความเงียบ” ขึ้นในโลกนี้และแก่หัวใจของเราในรูปแบบต่างๆให้ได้
ว่ากันว่าความเงียบนั้นคือความอ่อนโยน...ความนอบน้อมถ่อมตนเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสงบสันติของการดำรงสมาธิที่จะสืบต่อไปถึงความจำเป็นในการตั้งสติภาวนา เป็นยาขนานเอกที่สามารถรักษาดวงจิตให้หายจากความอ่อนล้า เยียวยาประสาทส่วนต่างๆให้คลายความตึงเครียดและทำให้เราทุกๆคนได้สดับรับฟังเสียงอันรื่นรมย์...ความเงียบจึงถือเป็นสิ่งที่สวยงาม สุขสงบ เป็นกำลังที่ยิ่งใหญ่ให้ดวงจิตเอาชนะความโง่เขลา เป็นกุญแจดองแรกที่สามารถไขความลับแห่งจักรวาลของการเรียนรู้ให้ปรากฏสู่การรับรู้ของมนุษย์ได้ แต่ทว่า...ความเงียบที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่านี้ กลับเป็นสิ่งที่หายากและราคาก็ช่างแพงแสนแพงสำหรับผู้ที่รักความสงบ จึงเป็นไปได้ว่าด้วยภาวการณ์ดังกล่าวนี้ ความเงียบได้กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย น่าหวาดหวั่น สำหรับคนที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความว่างเปล่า พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้เสียงเป็นเพื่อน...ต้องใช้เสียงที่ดังขึ้นและดังขึ้นเป็นสิ่งเร้าอยู่ตลอดเวลา...นับแต่เสียงดนตรีที่นุ่มนวลก็เปลี่ยนแปรไปด้วยกลไกสมัยใหม่สู่ความกระแทกกระทั้นจนกึกก้องระคายหู เหมือนดังจะประกาศถึงพลานุภาพอันหยาบกระด้างแห่งตน...ความตรึงใจจึงกลายเป็นความกดดันและป่วยไข้...มีคนจำนวนมากที่ถูกย่ำยีจากเสียงที่ดังอย่างขาดสติจนถึงกับล้มป่วย บางคนกลายเป็นโรคจิตโรคประสาทจนถึงขนาดก่อการวิวาทและถึงขั้นกระทำอัตวินิบาตกรรม นี่คือโศกนาฏกรรมอันน่าโศกเศร้าที่เกิดแต่เสียงและในเมื่อความเงียบสงบได้หายไป...แท้จริงโลกไม่น่าก้าวมาถึงจุดอันน่าหดหู่และขมขื่นนี้หรอก หากเพียงแต่มนุษย์ทุกคนจะมีเพื่อนบ้านที่เอื้ออาทรต่อกัน...ชุมชนแต่ละที่ควรจะมีสวนอันสวยงามและเงียบสงบไว้ให้เราได้เดินเล่นพักผ่อน...หรือมีพื้นที่จำเป็นของความเงียบให้ผู้คนได้เข้าไปใช้และอยู่กันได้อย่างมีสติ...ข้อสำคัญ...รัฐควรมีกฎหมายคุ้มครองการได้ยินทางหู...และช่วยปกป้องพิทักษ์ความเงียบของประชาชนให้ดำรงอยู่อย่างสงบ....ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มโปรดเงียบๆ ดื่มเครื่องดื่มเพื่อผ่อนคลายจิตใจและตัวตนในยามที่เงียบสงัด สามารถทำงานในหน้าที่ที่ตนรักอย่างเงียบๆภายใต้อารมณ์ของความสุขุมเยือกเย็น...รวมไปถึงการสามารถมีสติปัญญาที่จะใตร่ตรองชีวิตให้ลุ่มลึกขึ้น จนบังเกิดเป็นจิตสาธารณะเพื่อผู้อื่นได้มากกว่าเดิม
“ความเงียบสามารถสอนให้เรารู้ว่าเราคือใคร ความเงียบสามารถหล่อเลี้ยงวิญญาณและเปิดมุมมองใหม่ให้แก่เรา...ถ้ามนุษย์ปล่อยตนให้อยู่กับสิ่งที่น่ารำคาญ ยอมให้มันขโมยอิสรภาพภายในของเราไปและเราต้องสูญเสียความสัมพันธ์กับอิสรภาพภายในแล้วไซร้เราจะต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์ และชีวิตก็มีแต่จะถดถอยลงไป”…มีการวิเคราะห์กันว่าโลกของเราต้องอยู่ภายใต้ความไม่เงียบสงบก็เพราะโลกวันนี้เน้นให้ชีวิตมองความสำคัญของเงินจนเกินเลย รวมทั้งความเชื่อของการบริโภค...จอห์น เลนได้อ้างถึงกวีนิพนธ์ของ ‘วิลเลียม เวิร์ดสเวิร์ธ’ ที่กล่าวถึงความห่างไกลที่มนุษย์แทบจะอยู่ตรงข้ามกับธรรมชาติอันสงบและเป็นสุขเอาไว้ว่า “ระยะหลังๆมานี้ และที่จะเป็นต่อไปคือ...เราจะมีเรื่องวุ่นวายกับโลกมากขึ้น เสียเวลากับการหาและใช้จ่ายเงินจนแทบจะไม่เห็นธรรมชาติที่เรามี เราปล่อยปละหัวใจให้กับความสุขง่ายๆไร้ศีลธรรม ทะเลที่เปิดใจให้แสงจันทร์...และสายลมที่รำเพยทั้งคืนวันปัจจุบันถูกเก็บอัดเหมือนดอกไม้ที่ไหลหลับ...เราไม่ตอบรับกับสิ่งเหล่านี้ และทุกสิ่ง ที่เป็นธรรมชาติไม่อาจทำให้เราสะท้านสะเทือนใจได้อีกแล้ว”
ในหนังสือเรื่อง ‘นัดพบกับชีวิต’ (our appointment with Life) ของท่าน ติช นัท ฮันห์ ภิกษุชาวเวียดนาม...จอห์น เลนได้อ้างถึงมิติแห่งความคิดหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความเงียบสงบจากหนังสือเล่มนี้...โดยบ่งบอกถึงการปฏิบัติกิจกรรมประจำวันเช่น “การดื่มชาอย่างมีสติ” เมื่อกายและใจของเราอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่น้ำชาก็จะปรากฏแก่เราอย่างชัดเจน เราจะรู้ว่าน้ำชานี้ก็มีชีวิตอัศจรรย์ของมันเอง เราจะสัมผัสอย่างแท้จริงกับชาถ้วยนั้นภายในภาวะแห่งความสงบเงียบ ในช่วงเวลาเช่นนี้เท่านั้นที่ชีวิตจะอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง...นั่นหมายถึงการเจริญสติอยู่ในห้องของความเงียบงันที่เราสามารถปฏิบัติได้กับทุกสิ่ง ถ้าหากเรามีสติ รู้ตื่นอยู่กับขณะนั้นในชีวิตของเราเอง...พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ว่า “จงพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆอย่างลึกซึ้งแต่อย่ายึดติดกับมัน” นี่คือความจริงที่แท้ เป็นความงามที่ปราศจากการหลอกลวงที่แตกต่างจากคำโฆษณาชวนเชื่อแห่งยุคบริโภคนิยม ที่ดังกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนถึงขนาดว่าชีวิตของคนบางคนต้องถูกรัดรึงด้วยภาวะแห่งเสียงอันงมงายนี้ กลายเป็นภาระอันหนักหน่วงที่ต้องแบกรับจากการโฆษณาที่หลอกหลวง เป็นอาการของความไม่สงบเงียบที่ทันสมัย “จอห์น เลน” ได้แนะนำว่าวิธีที่จะปลดปล่อยตัวเราจากอาการอันหนักหน่วงของโฆษณาที่หลอกลวงก็คือการปฏิบัติภาวนา หรือถ้าจะพูดให้ง่ายเข้าก็คือการฝึกเจริญสติในชีวิต เพื่อจะได้รู้รัก ความจริงที่เกี่ยวกับตัวเรา เสียงจากโฆษณาจะทำให้ชีวิตของเราบังเกิดความอยากขึ้น แต่หากการมีชีวิตของเราได้พ้นจากความอยากได้ มันจะช่วยในการดำรงอยู่แห่งชีวิตของเราได้มาก นั่นคือการอยู่อย่างสงบร่มเย็นไม่เร่งร้อน รู้จักไตร่ตรองและมีจินตนาการ ลดความวอกแวกวุ่นวายให้เหลือน้อยที่สุด แต่มุ่งไปสู่การแสวงหาและเป็นนายเหนือเป้าหมายทางจิตและอารมณ์ ซึ่งถ้ามนุษย์เราเข้าใจใจเป้าหมายนี้เป็นอย่างดีก็จะเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของเราหรือพูดอีกอย่างก็ได้ว่า“มีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพดีกว่าอยู่ด้วยปริมาณ”...เราสามารถค้นพบเสียงแห่งความสงบงามได้ในทุกหนทุกแห่งหากหัวใจของเรามุ่งหวังและเพ่งพินิจอย่างจริงจัง มันอาจจะเป็นน้ำเสียงหรือเสียงอันบริสุทธ์ที่เราไม่เคยเฉลียวใจมาก่อนแต่กลับกลายเป็นความเงียบที่ทรงคุณค่าต่อการจดจำอยู่ภายในหัวใจ “มันคือเสียงของทัศนียภาพ เสียงการจราจรที่แว่วมาจากถนนไกลๆ เสียงย่ำเท้าของผมเมื่อเดินไปบนหลุมน้ำและนกสกายลาร์กร้องเสียงรัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง...ในทัศนียภาพสีฟ้าเช่นนี้ ผมยังได้เห็นความอ่อนเข้มของสีครีม สีเทา และสีน้ำตาลบนก้อนเมฆ เห็นหญ้าสีเหลืองอ่อนก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ผมเห็นดอกแดนดิไลออนที่ใกล้ๆเท้า โครงสร้างของมันน่าอัศจรรย์นัก เงาของมันที่ทอดโค้งบนพงหนามงดงามอย่างน่าฉงน ถ้าผมว่า.. ผมเห็น...ก็ใช่ว่าผมเป็นผู้มองแต่ทิวทัศน์นั้น แต่ผมได้กระทำอยู่ในทัศนียภาพนั้น เป็นส่วนหนึ่งของมันพอๆกับนกสกายลาร์กนั่นเอง” … ‘ความเงียบเผยตัวในรูปแบบที่ไม่อาจอธิบายได้นับพันอย่าง เช่นความสงบยามรุ่งอรุณ ต้นไม้ยืดลำต้นสู่ท้องฟ้าอย่างไร้เสียง ราตรีที่ค่อยๆมาเยือนอย่างเงียบเชียบ แสงจันทร์ที่สาดส่องราตรีราวกับสายฝนแห่งความเงียบ แต่เหนืออื่นใดคือความเงียบของวิญญาณภายใน รูปแบบความเงียบทั้งหลายเหล่านี้...ไร้นาม ’ และนี่คือเบื้องลึกแห่งความเป็นอัศจรรย์ของความเงียบ ได้เห็น ได้ยิน ได้สดับ และได้ร่วมรับรู้ในสถานการณ์แห่งหัวใจไปพร้อมๆกัน มันคือการเปิดพื้นที่เพื่อการสร้างสรรค์ ที่จอห์น เลนได้เน้นย้ำอยู่ตลอดเวลา “ความเงียบ” (The Spirit of Silence) แปลเป็นภาษาไทยได้อย่างลึกซึ้งและเปี่ยมไปด้วยคุณค่าแห่งการรับรู้ในแง่งามของความรู้สึกโดยอาจารย์ “ สดใส ขันติวรพงศ์”…มันคือความงดงามท่ามกลางความว้าวุ่นแห่งโลกที่ต้องยอมจำนนต่อความไร้ระเบียบ...แต่หากผู้อ่านได้มีการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมอันแสนจะอึกทึกและมืดมน...ค่อยๆเปิดประตูหัวใจเพื่อหาทางออกให้แก่ปัญหาอันทุกข์ทรมาน...ท่านก็จะได้พบว่าชีวิตของเราจะเพิ่มพูนด้วยความเงียบ ขณะเดียวกันจิตวิญญาณของเราก็จะกลับมามีพลังเพราะมันได้มีโอกาสผ่อนคลาย...ความเงียบโดยแท้จริงแล้วจึงมีคุณค่าล้ำเลิศไปกว่าหน้าที่ที่ต้องพักจากชีวิต ซึ่งเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆที่เราหลีกหนีไม่พ้น ...ความเงียบจะเปิดประตูนำเราไปสู่ความชุ่มฉ่ำในหัวใจ ความชุ่มฉ่ำที่เดินทางไปกับกับสิ่งอื่นๆก่อเกิดเป็นประสบการณ์ที่สอดรับและเป็นดุลยภาพกับสรรพชีวิตที่แวดล้อมกายและใจของเราทุกคน
“ถ้าชีวิตไม่อยู่กับความสงบ ผู้ใดก็ไม่สามารถเผยศักยภาพทางปัญญาของตนได้” แต่ความสงบเงียบนั้นเป็นอะไรมากกว่าสติปัญญา....เป็นที่พักสู่ความเป็นจริง และเป็นจินตนาการของการหยั่งเห็นในสิ่งทั้งปวง