แม้การเลือกตั้ง รอบใหม่ยังเดินทางมาไม่ถึง แต่ต้องยอมรับว่า นาทีนี้ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “ เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นั่งเป็น “หัวหน้าพรรค” นั้นเนื้อหอมกว่าใครๆ !
พรรคภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคการเมืองที่ทำสถิติเพิ่มจำนวนส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ได้อย่างน่าสนใจ เพราะสามารถดึงส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นให้ย้ายมาสังกัด ร่วมค่ายได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้วันนี้ พรรคภูมิใจไทยมีส.ส.ในมือทั้งสิ้น 65 ที่นั่ง จากเดิมเมื่อครั้งเลือกตั้งปี 2562 พรรคกวาดส.ส.เข้าสภาฯมาได้ 51 คน
นั่นหมายความว่า ในห้วงเวลาไม่ถึง 4 ปี พรรคภูมิใจไทย กลายเป็น “แม่เหล็ก” ในทางการเมือง ที่ดึงดูด ส.ส.ต่างค่ายเข้าสังกัดมาได้ต่อเนื่อง โดยที่ยังไม่นับ บรรดา “ส.ส.งูเห่า” ที่ยังอยู่กับพรรคต้นสังกัดเดิม แต่หัวใจย้ายมาอยู่กับ “เสี่ยหนู” ทุกห้องหมดแล้ว !
วันนี้พรรคภูมิใจไทย กลายเป็น “เสือ” ในสนามที่หลายคนเฝ้าจับตาว่ามีทั้งเขี้ยวเล็บ พร้อมด้วยกระสุน บวกกระแส จากนโยบายกัญชาเสรี ที่แม้จะถูก “ตี” ในแง่ของการควบคุม ป้องกัน ปิดช่องโหว่ อยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามี “กองเชียร์” ไม่น้อย
และขณะที่ “สองขั้วอำนาจใหญ่” ระหว่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เล่นการเมืองผ่านกลไกอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ประจันหน้ากับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขับเคี่ยวกันมาตลอดกว่า 8 ปี
แต่สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว เลือกที่จะวาง “ตำแหน่งการเล่น” ของตัวเองเอาไว้ชัดเจน นั่นคือการเป็น พรรครัฐบาล หมายความว่า ไม่ขัดแย้ง ไม่ทะเลาะกับใคร และหากใครเป็นแกนนำรัฐบาล ก็ต้องมีพรรคภูมิใจไทย อยู่ในลิสต์ต้นๆที่ “ต้องเลือก” ให้เข้าร่วมขบวน !
การเดินสายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ในห้วงครึ่งปีหลัง เริ่มทวีความเข้มข้น และทำให้เสี่ยหนู คึกคักมากเป็นพิเศษ ด้วยเพราะพรรคภูมิใจไทยสามารถนำนโยบายชิ้นโบว์แดงอย่างกัญชาเสรี ไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชนได้แล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นเพราะ อนุทิน ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองแล้วมั่นใจว่า “กระแส” ของพรรคภูมิใจไทย กำลังดีวันดีคืน
เวทีปราศรัย ของพรรคภูมิใจไทยครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ส.ค.65 ที่ผ่านมา ที่ลานตากพืช สำนักงานขนส่ง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เรียกเสียงฮือฮา เมื่อเสี่ยหนู ประกาศบนเวทีท่ามกลางประชาชนนับพันคนว่าเขาเองพร้อมที่จะเป็น “นายกฯ” หากพี่น้องประชาชนไว้ใจ และเลือกพรรคภูมิใจไทยกันมากๆ และถ้าจังหวัดไหนได้ส.ส.แบบ “ยกจังหวัด” จังหวัดนั้นก็จะได้ “รัฐมนตรี”
“วันนี้ไอ้หนู พี่โอ๋ พี่ตุ้ย ขอพี่ๆ ปีหน้า ขอ 4 คนยก จ.ลพบุรี ไปเลย พี่น้องจะให้ไหม ถ้าได้ยกจังหวัดก็ต้องแจกเก้าอี้รัฐมนตรี เที่ยวนี้รัฐมนตรีว่าการฯ ของเรา มี 3 เที่ยวหน้าขอ 6 พี่น้องเลือกมาเต็มๆ เลยครับไม่ต้องเกรงใจ เราพร้อมทำงานให้ ถ้าจำเป็นต้องเป็นนายกฯ ก็ต้องเป็นพี่น้องจะได้เรียกนายกฯพี่น้องว่าไอ้หนู ถ้าเรียกท่านอนุทินเมื่อไหร่ลาออกเลยครับ ”
นับว่าเป็นการประกาศชัดเจนมากกว่าการขึ้นเวทีครั้งไหนๆ ของอนุทิน ว่าเขาเองพร้อมที่จะนั่งเก้าอี้นายกฯ และน่าสนใจว่า การประกาศตัวคราวนี้ของเขา เกิดขึ้นในห้วงจังหวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานอย่างหนัก กรณีการดำรงวาระนายกฯ 8 ปี ที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ ในวันที่ 17 ส.ค.นี้ เพื่อชงเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกมา บนความคาดหวังว่า งานนี้บิ๊กตู่ อาจจะต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ ตามมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ
และหากสถานการณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ เลวร้ายรุนแรงถึงขั้นนั้น โอกาสจะไปตกที่ อนุทิน ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ที่ยังมีชื่อในบัญชี ทันที ดังนั้นเท่ากับว่า อนุทิน มีลุ้น !
หรือหากที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ฝ่าด่านวาระ “นายกฯ 8 ปี” ไปได้อย่างฉลุย ก็ใช่ว่า อนุทิน จะหมดลุ้น เพราะการเลือกตั้งรอบหน้าที่จะมีขึ้น ในปี 2566 พรรคภูมิใจไทย คือพรรคการเมืองที่มีความพร้อมเต็มอัตราศึก มากกว่าใคร ๆ
การเลือกตั้งส.ส.เมื่อปี 2562 พบว่าพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวต เป็นอันดับที่ 5 ได้ 3.75 ล้านคะแนน แต่สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เป้าหมายของภูมิใจไทย อาจไม่ได้ต้องการอยู่ในสถานะ “พรรคแกนนำรัฐบาล” เหมือนกับ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องเล่นเพื่อชนะเท่านั้น
แต่สำหรับพรรคภูมิใจไทยเป้าหมายใหญ่คือการได้เป็น “พรรคร่วมรัฐบาล” กับทุกๆฝ่าย ทุกเสื้อสี แต่ขณะเดียวกันต้องเปิดเกมบุกเจาะเข้าไปในทุกๆภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็ง มั่นคงให้กับตัวเอง ในการต่อรองทางการเมือง ในฐานะ “ตัวแปร” จัดตั้งรัฐบาล !
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลากว่าขวบปีที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยไม่เพียงแต่จะเลี้ยงส.ส.งูเห่าเอาไว้ในพรรคต่างๆเพื่อใช้ “เสียงโหวต” วาระสำคัญๆในสภาฯเท่านั้น หากแต่ยังเปิดเกม “บุก” รุกเข้าไปแทบทุกภาค ไม่ว่าจะเป็น อีสานใต้ ภาคกลาง ไปจนถึงภาคใต้ จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยเป็น “เจ้าถิ่น” ต้องหาทางปิดจุดอ่อนทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ก่อนที่จะไม่เหลือเก้าอี้ส.ส.ในภาคใต้
การเติบโตของพรรคภูมิใจไทย ชนิดก้าวกระโดด ทั้งในแง่จำนวนส.ส.ในมือที่มีทั้งหมด ทั้งในและนอกสภาฯ คือการเดินหมากที่นอกจากจะใช้วิธี “เหมายกแข่ง” ดูดกันชนิดยกจังหวัด จนทำ เจ้าของพรรคเพื่อไทยอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ นั่งไม่ติด เพราะแท้จริงแล้ว อุปสรรคแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย กลับมาเจอตออย่างพรรคภูมิใจไทยมากกว่าการรบรากับพรรคพลังประชารัฐ หรือ “3ป.” ต่างหาก
การเดินหน้าทำการเมืองในสไตล์พรรคภูมิใจไทย ที่ว่ากันว่า “ใจใหญ่” เปย์ไม่อั้น บวกกับ ความเป็น “เสี่ยหนู” เป็นมิตรกับทุกคน ทุกค่าย กล้าเล่น กล้าลุย จึงทำให้ “เสี่ยหนู” มองเห็นชัยชนะข้างหน้า จึงคึกคัก ซู่ซ่า อย่างที่เห็น !