ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“ข้าพเจ้าต้องขอสารภาพด้วยความเสียใจอย่างลึกซึ้งว่า ในโลกของนักศึกษานั้น ศรัทธาหรือความเชื่อมั่นกำลังสูญสลายไปเป็นลำดับ ข้าพเจ้าเคยแนะนำนักศึกษาที่นับถือศาสนาฮินดูให้สวดมนต์ไหว้พระและให้เปล่ง “รามนาม”... เขากลับมองหน้าข้าพเจ้าด้วยความพิศวงว่ารามเป็นใคร? ข้าพเจ้าเคยแนะนำนักศึกษาที่นับถือศาสนาอิสลามให้อ่านพระคัมภีร์อัลกุรอาน และให้มีความเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้า แต่เขากลับสารภาพกับข้าพเจ้าว่า เขาอ่านพระคัมภีร์ไม่เป็น และเขาเอ่ยพระนามของพระอัลลอฮ์บนริมฝีปากไปอย่างนั้นเอง... ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรเล่าจึงจะให้นักศึกษาเหล่านี้มีจิตใจที่บริสุทธิ์สะอาด หากการศึกษาที่ท่านได้รับทำให้ท่านเหินห่างจากพระผู้เป็นเจ้า... ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าการศึกษานั้นจะช่วยท่านได้อย่างไร และท่านจะเป็นประโยชน์แก่โลกได้อย่างไร”
นี่คือคำปรารภอันสำคัญที่ “มหาตมา คานธี” ได้ประกาศถึงความรู้สึกต่อกระบวนการศึกษาของประเทศและโลกออกมาด้วยความทดท้อต่อเจตจำนง โดยเฉพาะในมิติของนักศึกษาที่ดูเหมือนจะเป็นมนุษย์ที่ห่างไกลจากการมีหัวใจที่จะรับรู้นัยแห่งโลกและชีวิตมากขึ้นทุกที... โดยส่วนตัวคานธีเชื่อว่า... พระผู้เป็นเจ้าหาได้ประทับอยู่บนสวรรค์หรือ ณ เบื้องล่างไม่... แต่หากทรงอยู่ในทุกคนไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ตลอดจนไม่ว่าเขาจะดำรงอยู่ในวรรณะใดก็ตาม ความหมางเมินในทัศนคติที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าและศาสนธรรมเบื้องต้น... ทำให้คานธีรู้สึกห่วงใยถึงสถานะของการศึกษารวมทั้งตัวตนอันมีค่าที่แท้จริงของนักศึกษาที่จะก้าวไปสู่หนทางเติบโตแห่งอนาคตที่ดีงาม ณ เบื้องหน้า
“ในชีวิตต่อไปนั้น... ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวจะไม่ช่วยอะไรท่านได้มากนัก... ความรู้ที่อัดแน่นไว้ในสมองจากการอ่านหนังสือนับได้เป็นตั้งๆนั้น... แท้จริงได้ทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องพังพินาศลงเพียงใด บ้างก็กลายเป็นคนที่มีจิตไม่สมประกอบ บ้างก็มีสติวิปลาส และบ้างก็ดำเนินชีวิตอันโสมมอย่างน่าสังเวช”
“แด่... นักศึกษา”... นับเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่ายิ่งในการศึกษาถึงกระบวนวิถีแห่งการศึกษาที่แท้... สงบงามและก่อประโยชน์อันล้ำลึกต่อชีวิตในยามที่โลกและแผ่นดินทุกๆแผ่นดินต่างเต็มไปด้วยความเปล่าดายทางจิตวิญญาณของการเรียนรู้... ความอับตันทางมโนสำนึกที่ถูกปิดกั้นด้วยกำแพงแห่งอวิชชา... ตลอดจนความมืดบอดแห่งศรัทธาที่ถูกครอบงำด้วยมายาจริตแห่งผลประโยชน์ของการเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งนับว่าเป็นตัวการสำคัญในการทำลายโครงสร้างของการศึกษาในวิถีอันมีค่าที่กอปรไปด้วยความศรัทธาและศาสนธรรมจนต้องขาดวิ่นลงอย่างสูญสิ้นและไม่น่าเชื่อ...
เป็นที่ยอมรับกันว่า... “ข้อคิดเห็นของมหาตมา คานธี” มีอิทธิพลต่อเยาวชนของอินเดียในยุคสมัยของท่านมาก (ค.ศ.2412 – 2491) 79 ปี... ที่อาจกล่าวได้ว่าผู้นำของอินเดียหลายคนในยุคที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และในยุคต่อมานั้น เป็นผลิตผลจากการหล่อหลอมและฝึกอบรมของท่านโดยแท้... นั่นนับเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยแต่อย่างใด
“อาจารย์กรุณาและอาจารย์เรืองอุไร กุศลาสัย” ได้เป็นผู้รวบรวมและถ่ายทอดทัศนคติอันเป็นประโยชน์ยิ่งนี้ทั้งจากข้อคิดเห็นตลอดจนข้อแนะนำต่างๆที่ “มหาตามา คานธี” ได้มอบไว้ให้แก่นักศึกษาและเยาวชนของอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่จะตีพิมพ์อยู่ในวารสารรายสัปดาห์ซึ่งตัวของท่านคานธีเองได้เป็นบรรณาธิการอยู่ ณ ขณะนั้น... ในชื่อ “หริชน” และ “Young India” ที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างสรรค์นัยที่มีคุณค่าทั้งของประชาชนและประเทศชาติ
ว่ากันว่าระหว่างการต่อสู้เพื่อเป็นเอกราชจากอังกฤษนับเป็นเวลาสิบๆปีนั้น... “มหาตมา คานธี” ได้ให้ความสนใจต่อปัญหาของนักศึกษาหรืออีกนัยหนึ่งคือปัญหาของคนหนุ่มสาวเป็นอย่างมาก... เพราะท่านตระหนักดีถึงสัจธรรมที่ว่า... “เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” ซึ่งกลายมาเป็นแนวทางแห่งอุดมคติอันสำคัญต่อการเป็น “แสงสว่างนำทางแก่โลกทั้งผอง” (He is a light to the whole world) เมื่อมีคนถามมหาตมา คานธี ว่า “อินเดียต้องการอะไรรีบด่วนที่สุด”... คำตอบก็คือ... “ความเข้าใจในศาสนาในลักษณะที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ต้องการอย่างใหญ่หลวงและรีบด่วนที่สุด”
แม้คำตอบเช่นนี้จะดูกว้างเกินไป และไม่สามารถที่จะสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดได้... แต่คานธีก็ได้ย้ำถึงความสำคัญแห่งความต้องการตรงนี้ว่า “สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจะพูดก็คือ... พวกเรากำลังอยู่ในสถานที่ที่มีความหวาดกลัวตลอดกาล ทั้งนี้เพราะความเข้าใจทางศาสนาของเราจมอยู่กับก้นบึ้ง เรามิได้นำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เราต่างหวาดกลัวอำนาจทั้งทางโลกและทางธรรม... เราไม่กล้าเปิดอกพูดอะไรกับพระสงฆ์องคเจ้าและนักปราชญ์ราชบัณฑิต เราหวาดผวาต่ออำนาจทางโลก... ข้าพเจ้าเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นผลดีแก่ผู้อื่นและตัวของเราเอง ครูบาอาจารย์และผู้ปกครองทางการเมืองของพวกเรา... คงไม่ต้องการให้พวกเราปิดบังความจริงจากพวกเขา” ทัศนคติที่ตรงไปตรงมานี้อาจเป็นภาพสะท้อนแบบเรียนสำคัญที่เพิ่งอุบัติขึ้นกับปรากฏการณ์ที่โหดร้ายและมืดบอดที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติของเราอย่างน่าขมขื่นและเสียใจเมื่อไม่นานมานี้... และคำถามหนึ่งที่ถูกตอกย้ำถามกันอยู่ในท่าทีของความเคลือบแคลงและคลุมเครือก็คือคุณค่าของการศึกษาและพลังแห่งศาสนธรรมซึ่งมองเห็นถึงความไม่ผสานเป็นหนึ่งเดียวและไร้พลังที่จะชี้ให้เห็นถึงคุณค่าด้านคุณธรรมที่จะโอบประคองและชำระล้างจิตใจของทุกฝ่ายทุกพวกให้บริสุทธิ์และปราศจากความหวาดกลัวที่จะลุกขึ้นมาปกป้องความดีงามด้วยนัยแห่งการศึกษาที่เปี่ยมเต็มไปด้วยสำนึกรู้ด้านศีลธรรมแห่งศาสนา
“เราต้องหัดฝึกจิตใจให้ปราศจากความกลัว... จริงอยู่ความไม่กลัวมิใช่หมายถึงความไม่เคารพหรือคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น... แต่ความไม่กลัวเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกซึ่งเราจะขาดเสียมิได้... ก่อนที่เราจะมีสิ่งที่ถาวรหรือแท้จริง... ความไม่กลัวจะเกิดขึ้นไม่ได้หากเราไม่มีความสำนึกทางศาสนา เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราหันมากลัวพระผู้เป็นเจ้าเถิด แล้วเราจะเลิกกลัวมนุษย์ด้วยกัน... ถ้าเราตระหนักถึงความจริงได้ว่าในตัวของเรานั้นมีเทพเจ้าทรงเฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดหรือกระทำ... พระองค์ทรงคุ้มครองและทรงนำเราไปบนวิถีทางที่ถูกต้อง หากเราตระหนักเช่นนี้แล้วก็เป็นการแน่นอนเหลือเกินว่า... บนผืนปฐพีนี้ เราจะไม่กลัวอะไรนอกจากกลัวพระผู้เป็นเจ้า... เหตุนี้ความจงรักภักดีต่อผู้ปกครองของผู้ปกครองย่อมอยู่เหนือกว่าความจงรักภักดีอื่นใดทั้งสิ้น ทั้งยังเป็นรากฐานอันเลิศล้ำของความจงรักภักดีอื่นๆด้วย”
คานธี... ได้เคยเตือนนักศึกษาให้ใช้ความระมัดระวังโดยเฉพาะการอย่าได้อ่านหนังสือทุกชนิดที่จะหาอ่านได้และเตือนครูบาอาจารย์ด้วยการร้องขอให้ฝึกจิตใจพร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจกับนักเรียนนักศึกษา... ขณะที่พวกเขาต่างเอ่ยสารภาพว่า “พวกเราไม่ทราบว่าพระผู้เป็นเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ใด พวกเราไม่ทราบว่าจะสวดมนต์ไหว้พระกันอย่างไร” คำสารภาพนี้คานธีได้ระบุในเชิงวิพากษ์ในทำนองว่า... มันช่างเป็นความน่าอเนจอนาถที่เกิดขึ้นกับบรรดานักเรียนนักศึกษา รวมทั้งได้แสดงความรู้สึกต่อเนื่องไปถึงครูอาจารย์อย่างน่าใคร่ครวญยิ่ง
“ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า... งานของครูอาจารย์นั้นอยู่ภายนอกมากกว่าภายในห้องเรียน ในสภาพของชีวิตปัจจุบันครูบาอาจารย์ต้องทำงานเพื่อให้ได้ค่าจ้าง... ครูอาจารย์ไม่มีเวลาที่จะให้นักเรียนภายนอกห้องเรียนได้ และนี่เป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งในการพัฒนาชีวิตและบุคลิกภาพของนักศึกษาในปัจจุบัน ตราบใดที่ครูอาจารย์ยังไม่พร้อมที่จะให้เวลาแก่นักศึกษานอกห้องเรียน... ตราบนั้นเราจะทำอะไรได้ไม่มากนัก ขอให้ครูอาจารย์ได้มาร่วมมือกัน ตกแต่งจิตใจนักศึกษาให้มากกว่าตกแต่งสมองของพวกเขาเถิด”
คานธีได้ประกาศถึงเจตนาที่มุ่งหวังให้นักศึกษามีศรัทธาหรือความเชื่อมั่นในตนเองและในพระผู้เป็นเจ้าบนวิถีทางแห่งการศึกษาอันถูกต้องและสุขสงบ... ไม่มีผู้ใดที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่มีศาสนา แม้แต่ผู้ที่กล้าประกาศตนว่าไม่ยอมรับนับถือศาสนา ก็ต้องนับถือศาสนาและไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากสิ่งนี้... นี่คือแก่นแกนของความคิดอันเป็นสาระสำคัญของการก้าวไปสู่โลกแห่งการศึกษาอันถูกต้องและมีคุณค่า... เป็นการเคลื่อนไหวภายใต้การเรียนรู้ของข้อเท็จจริงอันยิ่งใหญ่และบริบูรณ์
“ชีวิตที่บริบูรณ์ที่สุดนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีความเชื่อมั่นในกฎที่มีความสัตย์จริง อันเป็นกฎซึ่งครองโลกอยู่ ผู้ที่ขาดความเชื่อมั่นในกฎนี้ อุปมาได้กับหยดน้ำที่กระเด็นออกจากมหาสมุทร มีแต่จะเหือดแห้งสูญสิ้นไป... หยดน้ำทุกหยดในท้องสมุทรย่อมมีส่วนแบ่งในความสง่างามของมหาสมุทร... และมีคุณูปการต่อชีวิตเรา”
คานธีได้ตอกย้ำถึงระบบความคิดทางการศึกษาซึ่งล้วนเชื่อมโยงถึงกันระหว่างคำว่า... ศีลธรรม จริยธรรม และศาสนา ทั้งหมดล้วนเป็นคำที่ใช้แทนกันได้... “มีชีวิตที่มีศีลธรรม แต่ไม่สัมพันธ์กับศาสนาก็เหมือนกับบ้านเรือนที่สร้างไว้บนทราบ... ศาสนาที่ขาดศีลธรรมก็เหมือนกับแผ่นทองเหลืองที่ส่งเสียงซึ่งมีประโยชน์เพียงใช้เคาะให้ดังและแพ่นศีรษะคน ศีลธรรมย่อมหมายถึงสัจจะ อหิงสา และพรหมจรรย์... คุณธรรมทุกประการที่มนุษยชาติยึดถือและประพฤตปฏิบัติมานั้นล้วนมีกำเนิดจากคุณธรรมมูลฐานสามประการนี้”... กระทั่ง “อหิงสา” ก็เกิดจากสัจธรรมอันหมายถึงพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง นั่นคือที่มาอันยิ่งใหญ่ของพลังทางจิตหรือกำลังใจ... แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายในความรู้สึกของคานธี ด้วยเหตุที่ว่า “ทุกวันนี้พลังดังกล่าวดูจะไม่มีความหมายสำหรับนักศึกษาของเรา ความจริงข้อนี้ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าพวกเราได้ตกอยู่ในสภาพที่น่าอเนจอนาถเพียงใด มิใช่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดดอกหรือที่นักศึกษาของเราเข้าใจเรื่องของจิตใจ อันเป็นเรื่องที่มีคุณค่าชั่วนิรันดร์ว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน แล้วหันไปพะวงหลงใหลกับเรื่องมโนสาเร่ซึ่งหาคุณค่าอันถาวรไม่ได้”
ด้วยเหตุนี้คานธีจึงไม่แสดงความแปลกใจเลยว่าทำไมประเทศอินเดีย ณ ขณะนั้นซึ่งมีประชากรถึงสามร้อยล้านคนถึงได้ถูกปกครองด้วยชาวอังกฤษที่มีจำนวนเพียงแค่หนึ่งแสนคน... เขาได้แสดงทรรศนะอย่างแม่นตรงว่าแท้จริงจำนวนหรือปริมาณนั้นไม่มีความหมาย แต่จำนวนหรือปริมาณนั้นย่อมมีคุณประโยชน์อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจักต้องมีพลังทางจิตหนุนเนื่องอยู่เบื้องหลังเป็นสำคัญด้วย... ความคิดตรงนี้ก่อเกิดเป็นสถาบันการศึกษาที่คำนึงถึงความเป็นชาตินิยมและหวังถึงพลังทางจิตที่จะช่วยให้มีชีวิตรอดอย่างสง่างาม
“ข้าพเจ้ามีความเชื่ออย่างหนักแน่นว่า นักศึกษาในสถาบันการศึกษาชาตินิยมที่เราจัดตั้งขึ้นเองนั้น แม้ว่าจะมีจำนวนน้อย แต่ถ้าหากนักศึกษาเหล่านั้นมีจิตใจที่จะรับใช้และเสียสละ อีกทั้งมีความเชื่อในอุดมการณ์อย่างแท้จริงแล้ว... เขาเหล่านั้นจะบำเพ็ญประโยชน์แก่ประเทศชาติได้มากกว่าและดีกว่านักศึกษาในสถาบันการศึกษาที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลรวมกันทั้งหมดเสียอีก... นี่คือมิติในเชิงปฏิบัติ ข้าพเจ้ามีความเป็นว่า ทฤษฎีใดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการนำมาปฏิบัติ ทฤษฎีนั้นย่อมไม่ถูกต้อง”
สาเหตุที่คานธีต้องเน้นย้ำความเป็นศาสนาให้เคียงคู่อยู่กับเนื้อในของการศึกษา ก็ด้วยเหตุผลในเชิงประจักษ์ที่ได้พบว่า... มีนักศึกษาหลายสำนักที่เห็นว่าในสถานศึกษาโดยทั่วไปนั้นควรจะมีการศึกษาวิชาการในทางโลกเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาทางศาสนา... ซึ่งคานธีถือว่าเป็นความคิดเห็นที่คับแคบและเป็นอันตราย... ภาวการณ์ตรงส่วนนี้ช่างคล้ายเหมือนกับแนวทางการศึกษาของสังคมไทย ณ ขณะนี้อย่างยิ่ง... เราตัดวิชาการทางด้านศาสนธรรมออกไปจากการเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาอย่างสิ้นเยื่อใย... ตรงข้ามกับส่งเสริมวิชาอันเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนเฉพาะด้านมาเป็นแกนหลักของการศึกษาที่บังเกิดเป็นจุดเปราะบางทางสังคมจนเต็มไปด้วยพลังอำนาจแห่งความคิดและความรู้สึกที่ทั้งไร้คุณธรรมและไม่เคยให้ค่าประโยชน์ของชีวิตต่อความเป็นส่วนรวมเลย
“ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าในประเทศเช่นอินเดียมีศาสนาแทบทุกศาสนาในโลกและมีลัทธิความเชื่อมากมาย แต่การให้การศึกษาอบรมทางศาสนานั้นมิใช่เป็นเรื่องกระทำกันได้ง่ายๆ... ซึ่งถ้าอินเดียไม่ต้องการเป็นประเทศที่ล้มละลายทางจิตใจแล้วไซร้ อินเดียจะต้องให้ความสำคัญแก่การศึกษาวิชาการทางศาสนาอย่างน้อยก็เท่ากับวิชาการทางโลก... และไม่ว่าจะจัดให้มีการสอนวิชาการทางศาสนาขึ้นในสถานศึกษาได้หรือไม่ก็ตาม... นักศึกษาที่มีอายุพอสมควรแล้วก็จะต้องฝึกฝนศิลปะการช่วยตนเองในเรื่องศาสนาเช่นเดียวกับในเรื่องอื่นๆ”
“คานธี” ได้เตือนสติบรรดานักศึกษาและย้ำเตือนในเชิงบูรณาการด้านความคิดให้เป็นหลักการสำคัญในการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมการเติบโตของชีวิตและภาวะแห่งการรับรู้ศึกษาอย่างรอบด้าน
“ข้าพเจ้าเชื่อว่า... มนุษย์เราทุกคนสามารถที่จะบรรลุความสมบูรณ์เช่นพระผู้เป็นเจ้าได้... เหตุนี้จึงใคร่ขอเตือนนักศึกษาทั้งหลายไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดให้รักษาไว้ซึ่งประเพณีอันดีงามแห่งการท่องมนต์และศึกษาคัมภีร์ศาสนาเป็นประจำ... โดยเฉพาะขอเตือนนักศึกษาที่นับถือศาสนาฮินดูให้สนใจต่อคำสอนในคัมภีร์ภควัทคีตา เช่นเดียวกับนักศึกษาที่นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์มิให้เมินเฉยในคัมภีร์อัลกุรอานและคัมภีร์ไบเบิลตามลำดับ...”
“คนที่ขาดกำลังใจ คือคนที่แพ้ตั้งแต่เริ่มต้น กำลังใจเป็นสิ่งที่ฝึกฝนตนเองให้มีได้ ขอแต่ให้ท่านมีความอดทนในการฝึกเท่านั้น”
“แด่... นักศึกษา” คำสอนอันเปี่ยมไปด้วยศรัทธาแห่งสาระประโยชน์ของท่าน “มหาตมา คานธี”... ที่ถูกรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างลึกซึ้งและวิจิตรบรรจงโดยท่านอาจารย์กรุณาและเรืองอุไร กุศลาสัย... เล่มนี้ถูกตีพิมพ์ขึ้นหลายครั้งในบ้านเมืองของเราระหว่างช่วงเวลาร่วมสี่สิบปีที่ผ่านมา... สำหรับนักศึกษาทุกคน โดยเฉพาะน้องใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย ณ ยามนี้ นี่เป็นบริบททางตำราด้านการศึกษาของนักศึกษาแห่งยุคสมัยที่มีค่ายิ่งต่อการเปิดโลกทัศน์และชีวทัศน์ให้ตื่นรู้ในจิตสำนึกอยู่เสมอ เป็นเครื่องนำทางที่ก่อแสงสว่างในใจให้เกิดขึ้น ขณะที่ก้าวย่างไปสู่โลกแห่งการเรียนรู้เพื่อมุ่งสู่อนาคตอย่างมีเป้าหมายของความเป็นสันติสุข... ด้วยฐานะของมนุษย์ผู้เปี่ยมไปด้วยหัวใจที่งดงามและเต็มไปด้วยพลังของความเข้าใจอันศักดิ์สิทธิ์ “ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ท่านศึกษาคนในธรรมชาติที่เป็นสัตว์ซึ่งยึดกฎแห่งป่าเป็นสรณะ แต่ข้าพเจ้าขอให้ท่านศึกษาคนในสภาพที่บรรลุแล้วซึ่งความดีงามที่เขาสามารถจะบรรลุได้... การที่ประเทศของท่านได้เป็นใหญ่มีอำนาจปกครองประเทศของเรานั้น... ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่สร้างปมเด่นให้แก่ท่าน... เพราะไม่มีผู้ใดใช้โซ่ล่ามทาสแล้วจะไม่ล่ามตัวของเขาเองด้วย”
(ตอนหนึ่งแห่งคำปราศรัยของมหาตมา คานธี กับนักเรียนแห่งโรงเรียนอีตัน... ประเทศอังกฤษ... โรงเรียนที่สร้างนายกรัฐมนตรีให้แก่ประเทศและโลกอย่างต่อเนื่องมามากมายหลายคน)