ประมงเถื่อนระบาดอ่าวปากพนังวิกฤติอีกครั้ง จนท.เผยขยายตัวเพิ่มขึ้น 3 เท่ากว่า 2 พันราย ขาดงบป้องปรามแล้ว 2 ปี ประมงพื้นบ้านรับส่งผลกระทบทรัพยากรสัตว์น้ำวัยอ่อน
ที่นครศรีธรรมราช ปัญหาประมงเถื่อนหรือกลุ่มประมงที่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมายในพื้นที่ชายฝั่ง กำลังกลับมาเป็นปัญหาใหญ่อีกครั้ง หลังจากช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการเปิดเผยภาพเหตุการณ์กลุ่มประมงผิดกฎหมายเข้าพยายามปะทะเจ้าหน้าที่แย่งชิงของกลาง หลังจากถูกตรวจยึด
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ล่าสุดเมื่อ 28 มิถุนายน 2565 มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ตรวจประมงทะเล หน่วยปราบปรามประมงทะเลปากพนัง ยังคงต้องออกปฏิบัติหน้าที่ทุกวันโดยใช้เรือยางและเรือหางยาวของกลุ่มอาสาสมัครประมงทะเล ติดตามตรวจยึดการลักลอบใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายในกลุ่มเครื่องมือทำลายล้างทรัพยากรเช่น ลอบพับ หรือที่เรียกว่าลอบไอ้โง่ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดักจับสัตว์น้ำได้ทุกรูปแบบทุกขนาดโดยเฉพาะกลุ่มสัตว์น้ำวัยอ่อนจนเริ่มส่งผลกระทบกับการประกอบอาชีพประมงของกลุ่มประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือถูกต้องตามกรอบของกฎหมายในอ่าวปากพนังอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่นายพรศักดิ์ ศักดิ์ธานี ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า 2 ปีที่ผ่านมาทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของทุกฝ่ายมาก่อนหน้านั้นถึง 3 ปี หรือราว 5 ปีที่ผ่านมา ทรัพยากรกลับมาสมบูรณ์มาก แต่ 2 ปีนี้กลับพบว่าเดิมกลุ่มประมงเถื่อนที่มีอยู่ราว 500 รายในเขตอ่าวปากพนัง กลับเพิ่มมากขึ้นถึงกว่า 2 พันรายหรือกว่า 3 เท่าตัวจากทรัพยากรมากจึงกล้าเสี่ยงรายได้สูงเอาเปรียบผู้ที่ทำประมงอยู่ในกรอบของกฎหมาย บางรายถูกจับยึดแล้วไปซื้ออุปกรณ์ใหม่ราคาแพงมาใช้ใหม่ หากรอดตาเจ้าหน้าที่ 2-3 ครั้งคุ้มทุนแถมกำไร นอกจากนั้น 2 ปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติประสบปัญหาการขาดแคลนงบประมาณป้องปราม ต้องใช้เรือยางออกปฏิบัติงานทำให้กลุ่มผิดกฎหมายยิ่งขยายตัว
ส่วนชาวประมงพื้นบ้านรายหนึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบเกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งไอ้โง่ที่ทำให้ทรัพยากรลดลงอย่างมาก เพิ่มขึ้นอย่างมาก เกรงกลัวกลุ่มประมงผิดกฎหมายต้องพยายามออกห่างหนีออกจากกลุ่มไอ้โง่ไปที่ไกลๆ ไม่อยากอยู่ใกล้ๆเพราะว่าเครื่องมือเราเองก็เสียหาย
อย่างไรก็ตามขณะนี้แนวโน้มของการขยายตัวของเครื่องมือผิดกฎหมายในอ่าวปากพนังสร้างความหนักใจให้กับกลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติด้านการปราบปรามอย่างมาก เนื่องจากปัญหาทั้งการขาดงบประมาณในการปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิงเรือ การขาดแคลนกำลังเจ้าหน้าที่ และไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการระดับสูง ในส่วนงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควรจนปัญหานี้กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติอีกครั้ง

