ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“ภาวะแห่งการคิดถึงความตายของมนุษย์ในโลกวันนี้ ดูเหมือนจะเป็นภาวะที่ผูกติดอยู่ในใจอย่างแนบชิด การฆ่าตัวตายถือเป็นแบบอย่างอันชวนขบคิดต่อการตัดสินใจกระทำ เพื่อบังเกิดเป็นความสุขแท้แห่งชีวิต ความสุขในการหลุดพ้นจากบาปเคราะห์ของความทุกข์โศกที่มนุษย์ส่วนใหญ่ เหมือนแทบจะไร้หนทางและเรี่ยวแรงในการป้องกันรักษาให้ยืนยงอยู่กับความเป็นมิติที่ดีงาม กับความหมายของการชื่นชมยินดีอย่างแท้จริง”
นี่คือบทเริ่มต้นแห่งการคิดถึงนวนิยายอันชวนขื่นขันซึ่งเป็นตลกร้ายที่ชำระล้างชีวิตให้ได้พบกับความจริงแห่งวิกฤตในการธำรงศรัทธาแห่งการมีชีวิตอยู่ของตัวตนเอาไว้ภายใต้เงื่อนงำของความคลุมเครือในทางเลือกระหว่างความเป็นและความตายที่แสนจะซ่อนเงื่อนซ่อนปม “ร้านชำสำหรับคนอยากตาย” ของ ‘ฌอง เติลเล่’ นักเขียนเรื่องที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกและนัยเสียดสีชาวฝรั่งเศสและถูกถ่ายทอดแปลเป็นภาษาไทยโดย ‘องอาจ กันใจศักดิ์’ ที่แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาด้วยอารมณ์ร่วมที่ลึกซึ้ง เข้าใจถึงแก่นเรื่องอันสลับซับซ้อนและเต็มไปด้วยสัญญะแห่งเจตจำนงของการแสดงออกถึงภาพรวมแห่งความหดหู่ที่เชื่อมโยงกับชีวิต แต่ก็สามารถหัวเราะออกมาได้กับรอยบาดเจ็บที่ฝังลึกอยู่ในบทตอนแห่งอาการแสดงของตัวละครและเรื่องราวของพวกเขาในแต่ละบทตอนได้เป็นอย่างดี...... ตระกูล ‘ตูวาช’ เปิดขายอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการฆ่าตัวตายมายาวนานถึงสิบชั่วอายุคน พวกเขาขายทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อเพื่อชีวิตของตนเองได้ตามความปรารถนาและพอใจอย่างสูงสุดสำหรับวิถีแห่งการประหัตประหารชีวิตให้จากโลกนี้ไปด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ยาพิษชนิดต่างๆ มีดดาบซามูไรพร้อมชุดนักรบที่ใช้ในพิธีการ ‘ฮาราคีรี’ ก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักสามารถถ่วงตัวมนุษย์ให้จมน้ำตายได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งเชือกป่านที่ผูกเงื่อนตายไว้อย่างเบ็ดเสร็จและประณีต เพื่อการใช้ผูกคอตาย...สินค้าของตระกูลตูวาช...เป็นของดีมีคุณภาพ รับประกันผลงานที่สามารถส่งผลลัพธ์ได้อย่างเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผ่านการรับประกันด้านเครดิตจากร้านที่แสนจะให้ความเชื่อมั่นว่า “เบื่อโลกเชิญทางนี้ ไม่ตายยินดีคืนเงิน”
‘มิชิมา ตูวาช’ พ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวตระกูลตูวาช รุ่นที่สิบให้ความละเอียดในการดูแลคุณภาพของสินค้าในแต่ละชนิดอย่างจริงจัง...เขามีความมุ่งหวังตั้งใจว่ามรดกตกทอดที่ได้รับมาจากตระกูลและพ่อของเขาเป็นภาระและพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและควรจะธำรงอยู่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน แม้มันอาจจะถือได้ว่าร้านนี้เป็นเพียงร้านเดียวในเมืองนี้...หรือในโลกนี้ที่ศาสนาไม่อาจเข้ามายุ่งเกี่ยวและมีสัมพันธภาพร่วมกันได้ เขาร่วมงานและร่วมปณิธานดังกล่าวนี้กับ ‘ลูแครช ตูวาช’ ผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์ของความไม่ยอมจำนนและเธอผู้เป็นภรรยาก็เห็นดีเห็นงามที่จะทำให้ร้านชำร้านนี้ส่งผลทางด้านสำนึกรับรู้ในการสืบต่อกิจการไปยังลูกๆทั้งสามคนอันประกอบด้วย ‘วินเซนต์ ตูวาช’ ‘มาริลีน ตูวาช’ และ ‘อลัน ตูวาช’ ลูกชายและลูกสาวคนโตดูเหมือนจะคล้อยตามความคิดของพ่อและแม่โดยไม่ขัดคอ ซึ่งก็สร้างความพอใจให้แก่ ‘มิชิมา’ และ ‘ลูแครช’ เป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับ ‘อลัน’ ลูกชายคนเล็กเขาแสดงท่าทีและทรรศนะที่เห็นต่างกับอาชีพและอุดมการณ์ในการค้าขายแห่งร้านชำของตระกูลและครอบครัวโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างการกระทำที่ครอบงำลูกๆโดยพ่อแม่ตระกูลนี้เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ เป็นการสร้างภาวะของอารมณ์ความรู้สึกร่วมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งต่อการมองโลกทั้งในแง่งามและแง่ดี เพราะเขาดึงลูกๆให้มาเรียนรู้และช่วยทำงานในมิติที่มุ่งหวัง และสร้างค่านิยมแห่งการรับรู้บริบทเชิงสังคมจากโลกภายนอกด้วยการบังคับให้พวกลูกๆ จมปลักอยู่กับการดูโทรทัศน์เฉพาะที่เป็นข่าวเศร้าสะเทือนใจ อันชวนบีบคั้นและขมขื่น เพื่อตอกย้ำให้พวกลูกๆได้ซึมซับอารมณ์ความรู้สึกประเภทนี้ไว้กับกายและใจ จนบังเกิดเป็นภาวะ ‘กลับกลาย’ ของบุคลิกลักษณะในการดำเนินชีวิตของพวกเขาที่จะต้องเติบโตและเป็นไปอย่างกดดัน หม่นหมอง สมความตั้งใจของผู้เป็นพ่อและแม่... ‘วินเซนต์’ พี่ชายคนโตจึงกลายเป็นบุคคลที่มองดูสั่นไหว และสับสนกับสภาวะของตัวเอง เขาเก็บตัวและชอบอยู่กับความเงียบงัน แต่ที่สำคัญและน่าแปลกก็คือว่า เขานั้นพันผ้าพันแผลไว้ที่หัวตลอดเวลา ด้วยความรู้สึกที่ตอกย้ำรุนแรงอยู่เสมอว่า เขาปวดหัวอย่างรุนแรง ปวดเหมือนว่ามันจะระเบิดออกมาถ้าไม่ได้พันผ้าพันแผลไว้ นั่นเป็นภาพแสดงเชิงสัญญะ ที่สื่อถึงรอยบาดเจ็บทางความคิดที่ส่งผ่านสมองออกมาอย่างเปิดเผย เป็นรอยแผลด้านใน ที่บาดลึกอยู่ภายในสำนึกรับรู้ในความผิดชอบชั่วดีของเขาที่ไม่กล้าจะแข็งขืนต่อต้านอำนาจนิยมแห่งประเพณีและจารีตนิยมของครอบครัวที่กัดกร่อนทำลายความถูกผิดแห่งความเป็นตัวตนของตนเองอย่างน่าเวทนา...ชื่อ ‘วินเซนต์’ ถูกเทียบเคียงในเชิงสัญญะกับความเป็น ‘ปัจเจกนิยม’ อันขมขื่นของจิตรกรเอกของโลก “วินเซนต์ แวนโก๊ะห์” ที่ใช้ชีวิตด้วยการสร้างงานผ่านชีวิตที่ทั้งถูกเคี่ยวกรำและกดดัน แต่นั่นกลับเป็นฐานรากแห่งมิติคิดของเขา...การตัดหูข้างหนึ่งออกจากร่างกายก็เหมือนการลดทอนคุณค่าของชีวิตส่วนหนึ่งออกไปจากความไม่ชอบมาพากลของตนเอง เช่นเดียวกับที่วินเซนต์เป็นอยู่...ชีวิตของเขาต้องถูกลดทอนทั้งโดยความรู้ตัวที่ไม่รู้ตัว และทั้งด้วยความไม่รู้ตัวที่รู้ตัว...ในส่วนของมาริลีน ตูวาช เธอเป็นลูกคนกลาง เป็นลูกสาวคนเดียว การถูกครอบงำจากครอบครัว ทำให้เธอกลับกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย...เฉื่อยชา ขี้เกียจ และคิดอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นคนที่ไร้คุณค่าและไร้ประโยชน์ต่อใครๆ...พฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นถือเป็นความล้มเหลวในชีวิตอย่างสิ้นเชิง เธอไม่ได้รับความวางใจจากพ่อแม่ให้รับผิดชอบดูแลอะไรในร้าน...จนกระทั่งความสวยของเธอปรากฏขึ้นมา เป็นเสน่ห์ของหญิงสาวที่เติบโตอย่างเต็มที่...เหตุนี้เธอจึงได้รับของขวัญเป็นหน้าที่จากพ่อและแม่ด้วยการมอบ “จุมพิตมรณะ” ให้แก่เธอภายใต้มายาคติของริมฝีปากที่ยวนยั่ว...ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงว่าหากชายใดก็ตามหรือคนคนไหนก็ตาม ได้จูบกับเธอ ก็จะพบกับความตายที่เปี่ยมไปด้วยรสของเสน่ห์หา นั่นถือเป็นวิธีการหนึ่งที่เป็นบริการแห่งความตายที่ร้านชำร้านนี้จัดให้อย่างจงใจ...ซึ่งมาริลีนก็พอใจในของขวัญแห่งหน้าที่ของเธออย่างยิ่ง...มันทำให้เธอสามารถปฏิบัติการแบบ สวยประหารนี้ได้เป็นอย่างดีเหมือนดั่งเช่น “เสน่ห์ของ มาริลีน มอนโร” สาวสวยนักแสดง ตัวแทนแห่งสัญลักษณ์ทางเพศที่ทรงพลังและมีอิทธิพลสูงสุดในฐานะบุคคลแห่งศตวรรษที่ 20 . . . เธอก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ด้วยรูปรอยของริมฝีปากที่ถูกจัดวางให้ชวนจุมพิต และกระโปรงยาวสีขาวที่กลายเป็นสัญญะอันเร้นลึกแห่งมายาคติที่ผู้ชาย หรือแม้แต่ผู้หญิงแทบทั้งโลกถูกครอบงำ มันคือการตายอันเกิดจากความหลงใหล ซึ่งไม่ต้องใช้ทั้งความเหี้ยมโหดหรือปัญญาญาณใดใด สัญญะของชื่อตัวละครในเรื่องนี้ ถือเป็นความทบซ้อนในมิติของการประพันธ์ที่ผู้เขียนนำมาใช้อย่างได้ผล ‘มิชิมา’ ผู้พ่ออาจถูกดึงให้ไปเกี่ยวพันกับ ‘ยูคิโอะ มิชิมา’ นักเขียนนามอุโฆษของญี่ปุ่น ผู้ปรารถนาตายด้วยการฮาราคีรีและเขาก็เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างด้วยวิธีการต่างๆที่จะต้องทำให้เขาต้องตายไปให้ได้ หากเขายังคงมีลมหายใจอยู่จากการฮาราคีรีในบทเริ่มต้น...ปณิธานของมิชิมาเป็นปณิธานอันมุ่งมั่น...ความตายถูกเลือกมาเป็นบทจบของชีวิต ดุจงานประพันธ์หลายเรื่องของเขา...ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวนั้นก็ต้องดำเนินไปถึงได้ด้วยความตาย ‘ฌอง เติลเล่’ ใช้วิธีการทับซ้อนในการเล่าเรื่องราวของเขาได้อย่างผสานกลมกลืน ยิ่งผู้อ่านรับรู้ถึงบริบทแห่งสัญญะที่เปรียบเทียบความในเรื่องนี้ได้มากเท่าไหร่...นั่นก็ย่อมเท่ากับว่า...ความสนุกสนานและเข้าใจจะเกิดเป็นผลลัพธ์ที่สร้างเงื่อนไขของอารมณ์ร่วมในการรับรู้และเรียนรู้ต่อผัสสะ ที่ซ่อนเงื่อนซ่อนปมอยู่ในนวนิยายเรื่องนี้ได้อย่างถึงแก่น และสื่อได้ถึงความลึกซึ้งในหลายๆประการที่แฝงเร้นอยู่...
“เรื่องราวแห่งความหมายของนวนิยายเรื่องนี้”อาจจะกลายเป็นโครงเรื่องอันซ้อนซับแห่งโศกนาฏกรรมอันชวนสยองและไร้เหตุผลแห่งความดีงามของชีวิตไปเลยก็ได้ หากผู้เขียนไม่ได้สร้างตัวละคร ‘อลัน’ ที่เป็นลูกคนเล็กขึ้นมามีบทบาท เป็นการถ่วงดุลน้ำหนักให้ผู้อ่านในฐานะมนุษย์ได้กลับขั้วมามองโลกในแง่ดี ผ่านจิตสำนึกของเด็กน้อยคนนี้...แน่นอน การคิดตรงข้ามกับปณิธานของพ่อและแม่ก่อให้เกิดความไม่พอใจในครอบครัวอย่างยิ่ง...แต่การกล้าเปิดเผยของ อลันกลับทำให้ชีวิตและตัวตนส่วนตนของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสดใส ต่างจาก ‘มาริลีน’ ซึ่งถึงแม้ว่ากายจะสวยแต่ใจของเธอกลับหมกมุ่น เก็บงำสำนึกอันเป็นแรงปรารถนาที่สำคัญของชีวิตซ่อนลึกไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ซึ่งลึกๆแล้ว เธอขาดความมั่นใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่สวยงามและไร้ค่าทั้งๆที่เธอเป็นคนสวย เธออยากมีความรัก มีคู่ครองแต่ภาวะที่ถูกกดดันจากครอบครัว จากพ่อและแม่ จึงทำให้เกิดมิติแห่งชีวิตอันดีงามของเธอต้องบิดเบี้ยวไปอย่างยับเยินและสิ้นท่า เหตุนี้ ‘อลัน’ จึงเป็นเหมือนแสงสว่างในความมืดมนของครอบครัว...แน่นอนเขาต่างจากทุกๆคน โดยเฉพาะทรรศนะคติที่เปิดกว้างและมองเห็นว่าโลกใบนี้แท้จริงยังสวยงามอยู่ ไม่ว่าจะมองจากมุมมองใดก็ตาม...ธรรมชาติรอบตัวเป็นสิ่งที่เขาให้ความสนใจและชื่นชม ทั้งต้นไม้ สายลม หรือแม้แต่สิ่งร้ายๆที่ครอบงำอยู่...
ดั่งนี้…บรรยากาศของร้านชำสำหรับคนอยากตาย...จึงอบอวลไปด้วยวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์.... อบอวลไปด้วยรอยยิ้มอันเนื่องมาแต่ความสุขที่พวกเขาค่อยๆสร้างให้แก่กันและกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การเปลี่ยนแปลงสู่ห้วงคิดของโลกที่ดีงามดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นมาอย่างอิ่มเอมและมีคุณค่า พร้อมกับการตัดสินใจหายไปจากชีวิตและลาจากทุกๆคนของอลัน...ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องจากไปทำไม...ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องจากไปเพื่อสิ่งใดกันแน่ แต่สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือข้อตระหนักที่ว่าทุกๆคนในครอบครัวได้มองเห็นโลกอย่างเป็นองค์รวม มองเห็นโลกรอบด้านและไม่ได้จมปลักอยู่กับทัศนะเชิงอคติที่บีบคั้นและกดดันจิตวิญญาณอันดีงามของพวกตนอีกต่อไป...และตรงนี้เองที่ผู้อ่านทุกคนย่อมมองเห็นว่า ‘โลกแห่งชีวิตนั้นมีค่าในตัวของมันอยู่เสมอ’ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกพินิจพิเคราะห์และยึดมั่นเอาสิ่งใดมาเป็นของขวัญหรือรางวัลอันมีค่าแก่ชีวิตเท่านั้น
นี่คือ…หนังสือที่อ่านสนุกเรื่องหนึ่งในรอบหลายๆปีที่ผ่านมา เป็นวรรณกรรมที่เต็มไปด้วยเชิงชั้นในการประพันธ์และเป็นนวนิยายที่สามารถเข้าไปเขย่าหัวใจด้านในของมนุษย์ ณ โลกวันนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยความจริงที่ว่ากันว่า ‘คนของโลก’ ต่างมีความทุกข์กันมากเกินไป ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ และยอมจมปลักอยู่กับภาวะอันจมดิ่งและมืดมนนี้อย่างไม่ลืมหูลืมตาเหมือนดั่งหนูตาบอดที่พลัดหลงอยู่กับซอกหลืบเล็กๆแห่งชะตากรรมของความมืดมน เราอาจจะไม่ค่อยสบายใจกันนักที่ได้ร่วมรับรู้ในวิกฤตทั้งสังคมและเศรษฐกิจที่แพร่กระจายไปทั่วโลก...อัตลักษณ์ของบุคคลถูกทำลายลงด้วยภาวะที่ถูกทิ่มแทงและบีบคั้นภายในหัวใจ ทัศนะแห่งความเชื่อและศรัทธาถูกโถมทับด้วยความมืดบอดแห่งอคติ จนไร้เรี่ยวแรงและสติปัญญาที่จะต่อสู้...ไม่เหลืออะไรไว้ให้ภาคภูมิใจในฐานะของความเป็นมนุษย์ในโลกแห่งวัตถุนิยมและบริโภคนิยมเต็มรูป ณ ยามปัจจุบัน โลกทั้งโลก...ชีวิตทุกชีวิตล้วนผุกร่อนไปด้วยวิถีจริตแห่งความไม่สมใจอยากในปรารถนาที่เร้นลึกซึ่งไม่เคยเอาชนะได้
“ร้านชำสำหรับคนอยากตาย” จะทำให้เราคิดไปในทางตรงข้าม มองวิกฤตด้วยศรัทธาที่ถือเป็นคุณค่าโดยรวมของชีวิต และไม่เลือกที่จะหลีกพ้นความทุกข์ด้วยมิติของการฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่ส่งผลต่อความดีงามอะไรเลยนอกจากความสาแก่ใจที่เกิดขึ้นอย่างพร่ามัวและจมปลักอยู่กับความมืดมนของตัวตน อันเป็นเพียงสถานะแห่งตลกร้ายเพื่อสนอง ‘ปัจเจก’ เพียงเท่านั้น
“ ถ้าคุณจะบอกความจริงให้ใครรู้ ก็ต้องทำให้เขาขำด้วย ไม่งั้นเขาจะฆ่าคุณ”