ดนตรี / วรรณากร วอลโลว์ส ไม่ถึงกับเป็นวงหน้าใหม่เสียทีเดียวนัก พวกเขาเคยมีผลงานก่อนหน้านี้หลายชุด ทั้งในรูปแบบของอีพี 3 ชุด (The Narwhals, Spring, Remote) ในปี 2557, 2561, 2563 และอัลบั้มเต็ม 1 ชุด (Nothing Happens) ในปี 2562 สำหรับ Tell Me That It’s Over เป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 2 และเป็นงานล่าสุดของวง วอลโลว์ส มีสมาชิกรวมกัน 3 หนุ่มจากแคลิฟอร์เนีย ได้แก่ ดีแลน มินเน็ตต์ (ร้องนำ/กีตาร์), เบรเดน เลมาสเตอร์ส (ลีดกีตาร์/ เบส) และ โคล เพรสตัน (กลอง/คีย์บอร์ด) คนที่เป็นนักร้องนำอย่าง มินเน็ตต์ อาจเป็นจุดเด่นและมีคนรู้จักมากกว่าสมาชิกที่เหลือ เพราะเขาเคยมีผลงานด้านการแสดงมาด้วย โดยเฉพาะจากการแสดงของเขาในซีรี่ส์เรื่องดังทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง 13 Reasons Why พวกเขาโดน ‘ติดป้าย’ เอาไว้ว่าเป็นวงอัลเทอร์เนทีฟ ร็อก ดังนั้น แน่นอนว่าดนตรีของพวกเขาจะมีสัดส่วนของร็อคอย่างที่คนฟังสามารถสัมผัสได้ชัดเจน แม้ว่าสำหรับคอร็อคพันธุ์โยกหัวแล้ว อาจรู้สึกว่าเพลงของ วอลโลว์ส เบาบางและยังไม่ค่อยดุเดือดเท่าไหร่ เมื่อมองในรายละเอียดที่ลึกลงไป พวกเขามีมากกว่าร็อกในการนำเสนอ สิ่งที่ทำให้ วอลโลว์ส น่าสนใจคือพวกเขาหยิบจับความเป็นป็อปหลายรูปแบบมาใส่ลงไปในเพลงได้อย่างลงตัว ใช้ทั้งบรรยากาศและสไตล์เพลงรุ่นเก่าอย่างพังก์ ป๊อป, พาวเวอร์ ป็อป และจริตของเพลงรุ่นใหม่อย่างเบดรูมป็อปให้เป็นประโยชน์ อัลบั้ม Tell Me That It’s Over จึงให้ความรู้สึกเป็นเหมือนเพลงของทั้งยุคเก่าและใหม่ เพลงของพวกเขาอาจฟังแปลกใหม่ของคนหนุ่มสาวยุคนี้ แต่คือกลิ่นอายแห่งความคุ้นเคยสำหรับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ และนั่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เพลงชุดนี้เข้าถึงง่าย น่าเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสฟังเพลงชุดแรกของเขา จึงไม่อาจบอกได้ว่าพวกเขามีความเติบโตแค่ไหนในฐานะนักดนตรี แต่ดูจากแนวทางการทำเพลงแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นการย่ำเท้าอยู่กับที่ มีหลายเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นงานที่โดดเด่นของอัลบั้ม เช่น “At The End Of The Day”, “I Don’t Want To Talk”, “Premanent Price”, “Missing Out”, “That’s What I Get” ล้วนมีสีสันและลีลาที่แตกต่าง บ้างก็เป็นพังค์กระแทกกระทั้น บางเพลงก็ย้อนกลับไปในวันเวลาของหนุ่มสาวยุคทศวรรษที่ 80 ขณะที่มีหลายเพลงที่สะท้อนภาพของความเป็นวงอินดี้ร็อคได้อย่างแจ่มชัด “Guitar Romantic Search Adventure” เป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มที่เหมือนฉากจบที่อ่อนหวานและครบสมบูรณ์ บรรยากาศแห่งความฟุ้งฝันทั้งในส่วนของดนตรีและเนื้อร้องคือการส่งท้ายคนฟังด้วยอารมณ์ที่ผ่อนคลายและอิ่มเต็ม Tell Me That It’s Over มีจำนวนเพลงแค่ 10 เพลง อาจดูไม่มาก แต่ก็ไม่น้อยเกินไปที่จะแสดงให้เห็นว่าวงการอัลเทอร์เนทีฟยังพอมีหวัง และการทำเพลงร็อคให้ป็อปไปด้วยนั้น ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ขอบคุณภาพจาก Warner Music