"คลัง"จับเข่าคุยสถาบันการเงิน หนุนกองทุนน้ำมันกู้ 3 หมื่นล้านบาท เสริมสภาพคล่อง คาดสรุปภายใน พ.ค.นี้ "หอการค้า"เผยค่าครองชีพพุ่ง-น้ำมันแพง ฉุดดัชนีเชื่อมั่น เม.ย.ต่ำสุดรอบ 8 ด. เสนอรัฐออกคนละครึ่ง เฟส 5 พยุง ศก. เมื่อวันที่ 10 พ.ค.65 นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานจัดหาเงินกู้ให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ระหว่างการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาเป็นสภาพคล่องให้แก่กองทุนฯ และได้เจรจากับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง โดยหนึ่งในนั้นจะมีธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนพ.ค.นี้ สำหรับวงเงินที่จะขอกู้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้ในปีงบประมาณ 2565 แล้ว โดยกองทุนฯ จะกู้เต็มวงเงินดังกล่าว แต่จะทยอยเบิกจ่ายเท่าที่จำเป็น "เราจะรีบเจรจากับแบงก์ให้แล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้ก็คุยไว้หลายแห่ง แต่หนึ่งในนั้นคือ ออมสินกับกรุงไทย คาดว่าภายในเดือนนี้จะได้ข้อสรุป จากนั้นเราก็จะทยอยเบิกจ่ายเงินกู้ เพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องให้แก่กองทุนฯ" ทั้งนี้ปัจจุบันสถานะของกองทุนฯอยู่ในภาวะติดลบ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่เพราะรัฐบาลได้อุดหนุนเรื่องของภาษีน้ำมันดีเซล ทำให้กองทุนฯ สามารถบริหารสภาพคล่องได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี กองทุนฯ จำเป็นต้องมีวงเงินไว้เสริมสภาพคล่องกรณีสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นไปอีก รวมถึงกรณีการลดภาษีน้ำมันดีเซลที่จะสิ้นสุดในวันที่ 20 พ.ค.นี้ "หลังจากรัฐบาลได้ทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ทำให้สถานะกองทุนฯ เริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม สถานะกองทุนฯ จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกด้วย ซึ่งถือว่าทรงตัวอยู่ในระดับสูง" นายธีรัชย์ กล่าว วันเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจเปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนเม.ย.65 พบว่า ดัชนีมีการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 อยู่ในระดับ 40.7 ซึ่งเป็นดัชนีที่ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกให้ช้าลงหรือชะลอตัวลง และอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต ทั้งนี้ การที่ระดับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและปัญหาราคาสินค้าแพง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวลดลง มาอยู่ที่ระดับ 34.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 38.0 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.6 "สนับสนุนรัฐที่ชะลอการปรับราคาดีเซลแม้แนวโน้มจะแตะลิตรละ 35 บาท ส่วนเบนซินแตะ 40 บาท เพราะช่วยชะลอผลกระทบให้กับประชาชน ปัจจัยเรื่องน้ำมันทำให้ความเชื่อมั่นลดลงไปมาก และทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงและ ยังไม่เห็นภาพการฟื้นตัว ถ้า 1-3 เดือนนี้ความเชื่อมั่นยังไม่ดีขึ้นจะทำให้ดัชนีเชื่อมั่นไตรมาส 2 ทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์" โดยศูนย์พยากรณ์ฯ อยากให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ภายในเดือนมิ.ย.65 เพื่อช่วยพยุงให้เศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัวสามารถประคองตัวอยู่ได้ และดูแลราคาน้ำมันไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตรในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว เพราะมองว่าประชาชนไม่สามารถรับได้กับราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องเดินหน้าในการเปิดประเทศทำให้มีเม็ดเงินเข้าประเทศ มากระตุ้นเศรษฐกิจให้ยังขยายตัวได้ร้อยละ 3.5 ในปีนี้อีกด้วย