"บิ๊กป้อม"บอกเอง"ธรรมนัส" ไม่ไปกินข้าวกับ"เพื่อไทย"แล้ว ชี้ทำงานเพื่อประชาชนดีกว่า "อนุทิน"ยัน"ภูมิใจไทย"ยังจับมือกับ"บิ๊กตู่" ลั่นไม่คิดล้มนายกฯ แจงสมัยอภิสิทธิ์ถูกถีบออก "จุรินทร์"ย้ำ ปชป.รู้หน้าที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะทำใหัดีที่สุด ไม่ทิ้งกลางคันแน่นอน ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 พ.ค.65 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะเลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย จะไม่ไปรับประทานอาหารร่วมกับ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตามที่นายยุทธพงศ์ บอกไว้ โดยพล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า ไม่มี เขาไม่ไป "ร.อ.ธรรมนัส โทรมาบอกกับผมแล้ว ว่า ไม่ไป ทำงานเพื่อประชาชนดีกว่า ทุกฝ่ายทำงานเพื่อประชาชน ไม่ต้องห่วง" เมื่อถามย้ำว่า ยังเหลือเวลาอีกหลายวันก่อนถึงวันนัด มีโอกาสที่จะเปลี่ยนใจได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธ ตอบคำถามดังกล่าว ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายวันชัย สอนศิริ วุฒิสภา ออกมาทำนายว่าพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ อาจเปลี่ยนขั้วทางการเมืองว่า ไม่มี ถ้าไปเปิดร้านหมอดูก็เจ๊งกันหมดพอดี เปลี่ยนขั้วได้อย่างไร อยู่กันมาถึงขนาดนี้ การทำงานก็เป็นไปได้ด้วยดี ความเห็นต่างเกิดขึ้นได้ แต่สุดท้ายทุกคนเคารพกติกา เมื่อถามว่า มองบทบาท ส.ว.อย่างไรที่มาวิจารณ์การเมือง นายอนุทิน กล่าวว่า จริงๆแล้วหน้าที่ใครหน้าที่มันมากกว่า ถ้าตนบอกสิ่งที่คิดในใจไปเดี๋ยวก็ทะเลาะกันตาย อย่าพูดดีกว่า ถ้าคนอื่นโดนแล้วเขาคิดอย่างไรก็พอกัน มนุษย์เหมือนกันเพียงแต่พูดหรือไม่พูด แต่เรามาจากพี่น้องประชาชน และพี่น้องประชาชนเลือกเรา เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะเซอร์ไพรส์อะไรในสภาฯหรือไม่ นายอนุทิน บอกว่า ไม่มี เมื่อถามว่าเสียงรัฐบาลยังมี 270 เสียงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เสียงรัฐบาลเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เสียงพรรคภูมิใจไทยมีหลายเสียงอยู่ พร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาลและนายกฯ พร้อมให้การสนับสนุนเรื่องที่ถูกต้อง เมื่อถามว่า มีใครมาทาบทามให้ล้มนายกฯ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี ตนคิดว่าแนวทางปฏิบัติของพรรคภูมิใจไทย สไตล์การทำงานและสปิริตของการอยู่ร่วมกันไม่มีใครมาหา และที่ผ่านมาตนไม่เคยมีปัญหาอะไรและไม่อยากมีปัญหาด้วย เมื่อถามย้ำว่าในอดีตพรรคภูมิใจไทยเคยเปลี่ยนขั้วในสภาฯมาแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ไม่เคยเปลี่ยนขั้ว สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ตอนนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนขั้ว ตอนนั้นพรรคพลังประชาชนยุบไปและเราถูกถีบออกมา ไม่ได้เปลี่ยนขั้ว เราแค่ต้องไปหาบ้านอยู่ตอนนั้นวิ่งแทบจะไม่มีที่อยู่ อนาคตเป็นอย่างไรก็ไม่รู้มืดมนไปหมด โชคดีที่เรามาจากพื้นเพที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แล้วเราก็ก่อร่างสร้างตัวมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคประชาธิปัตย์จะถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลว่า พรรคประชาธิปัตย์รู้หน้าที่ดี เพราะว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ในการที่จะสนับสนุนรัฐบาล ในการที่จะให้เดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประโยชน์ของประชาชนให้ดีที่สุด ขณะนี้ก็มีปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโควิดก็ยังไม่หมดไป วิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกันทั่วโลก การเมือง ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ซ้ำซ้อนเข้ามา เราต้องจับมือกันเพื่อที่จะเข้าไปแก้ปัญหา "ทิ้งกลางคันก็เท่ากับว่าเป็นการสร้างปัญหาอีกมุมหนึ่ง ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลประชาธิปัตย์จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทำงานร่วมกับรัฐบาลก็ต้องสนับสนุนรัฐบาล ประชาธิปัตย์มีหลักชัดเจน ยกเว้นว่าประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นรัฐบาล เราก็มีทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ผมย้ำมาเสมอ เรารู้หน้าที่ของเราว่าเราจะต้องทำอะไร" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว ขณะที่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการสวัสดิการกองทัพบก ว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่ควรมาก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพ หรือละเมิดคนอื่น แต่เมื่อก้าวล่วงไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่ตัวเองได้กระทำ สิ่งเหล่านี้คือหลักสิทธิเสรีภาพบนหลักกฎหมายสากล "ยืนยันว่าเราไม่ได้ปราบ แต่เราทำตามหน้าที่ ในการปกป้องสถาบันหลัก ส่วนหน่วยงานอื่นๆก็มีหน้าที่ทำตามกฎหมาย เราเบี่ยงเบนทางร่างกายได้ แต่อย่าเบี่ยงเบนทางจิตใจ เราต้องทำจิตใจให้สูงเข้าไว้” ผบ.ทบ.กล่าว ที่ บก.ปอท.กองปราบปรามฯ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)พร้อมพยานหลักฐาน หลังจากที่ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ Lazada เอเยนซี่ และนารา เครปกระเทยไว้เมื่อ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินการเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ประกอบมาตรา 14(3) แห่ง พรบ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560 ทั้งนี้สืบเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 รายได้จัดทำและเผยแพร่คลิปวิดีโอ และภาพนิ่งโปรโมตแคมเปญสินค้าลดราคาในสื่อออนไลน์เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมาในลักษณะพาดพิง ก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง และบูลลี่คนพิการ อันกระทบต่อศีลธรรมจรรยา เกิดความแตกแยกในสังคม และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ อันเป็นความผิดทางอาญา หลายกรรม หลายวาระ กระทั่ง 4 เหล่าทัพต้องออกมาแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันกันทั่วหน้า สำหรับการให้ปากคำในวันนี้เป็นการชี้ถึงประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ม.6 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ ปอ.ม.112 ซึ่งหลายคนสงสัยว่าการที่ผู้ถูกกล่าวหาก้าวล่วงจัดทำและเผยแพร่คลิปวิดีโอ และภาพนิ่งโปรโมตแคมเปญสินค้าลดราคาในสื่อออนไลน์ซึ่งนักแสดงแต่งกายและกระทำท่าทางคล้ายราชวงศ์ของไทยนั้น กฎหมายข้างต้นจะเอาผิดได้หรือไม่นั้น เพราะมิได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์โดยตรงตามที่กฎหมายบัญญัติ กรณีดังกล่าว ได้ยกพระราชโองการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่เคยโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมและประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2562 ไว้ความตอนหนึ่งว่า “บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณี การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรง อยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้อง พระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินี พระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์หรือแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ...” ดังนั้น การที่บุคคลหรือองค์กรหรือธุรกิจใดมักง่าย หาประโยชน์โดยการแซะหรือก้าวล่วงจาบจ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย ย่อมต้องได้รับโทษทางอาญาข้างต้นขั้นสูงสุด เนื่องจากพระบรมราชโองการ ถือว่าเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีลำดับศักดิ์ของกฎหมายเท่าเทียมกับพระราชบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560