“กบน.”มีมติตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 32 บาท/ลิตร ตลอดสัปดาห์นี้ “กกร.”ลุยถก 11 พ.ค. ประเมินภาวะเศรษฐกิจ ผวา! เงินเฟ้อพุ่งกระทบต้นทุนผลิตดันสินค้าแพง เมื่อวันที่ 9 พ.ค.65 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย วันที่ 11 พ.ค.นี้ จะมีการหารือภาพรวมเศรษฐกิจ การส่งออก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 65 โดยยอมรับว่าขณะนี้เอกชนมีความกังวลต่อปัจจัยลบหลายด้านที่มีแนวโน้มจะกดดันให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นซึ่งจะสะท้อนไปยังราคาสินค้าปรับขึ้นต่อเนื่องอันจะมีผลให้เงินเฟ้อของไทยสูงขึ้นอีกซึ่งจะบั่นทอนกำลังซื้อของคนไทยแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะรับปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลได้เปิดการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมาก็ตาม โดยเงินเฟ้อของไทยในเดือนเม.ย.สูงถึง 4.65% ซึ่งมาจากค่าพลังงานและราคาอาหารที่ปรับขึ้นเป็นหลัก ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกยังคงทรงตัวระดับสูงเนื่องจากมีข่าวสหภาพยุโรป (อียู) เตรียมแบนน้ำมันรัสเซีย และหากประเมินการสู้รบรัสเซีย-ยูเครนหลายฝ่ายต่างก็คาดว่าจะยืดเยื้อถึงปลายปีนี้หรือปีหน้าจึงทำให้มาตรการแซงก์ชันต่างๆ ยังคงอยู่ต่อไปและอาจมีเพิ่มขึ้นอีก จึงจำเป็นต้องติดตามใกล้ชิดเราจึงกังวลว่าภาวะเช่นนี้จะยิ่งทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นซึ่งทำให้กำลังซื้อถดถอย ด้าน นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติให้คงราคาน้ำมันดีเซลในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 32 บาท/ลิตร เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั้งนี้ โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลนั้น เมื่อวันที่ 1 พ.ค.65 กระทรวงพลังงานปรับขึ้นราคาเป็นไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร และวางแผนปรับขึ้นต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 บาทต่อลิตร กรณีราคาตลาดโลกเพิ่มขึ้น เพดานไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร การปรับขึ้นราคาเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่ให้ปรับขึ้นดีเซลและให้กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนครึ่งหนึ่งจากส่วนเกิน 30 บาทต่อลิตร ด้าน นางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วมโดยสาร บขส. และเจ้าของอู่เชิดชัย และบริษัทเดินรถเชิดชัยทัวร์ เปิดเผยว่า จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมทั้งค่าน้ำมันดีเซลที่แพงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้บริษัทเดินรถของตนเองได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งบริษัทเชิดชัยทัวร์ที่มีรถอยู่กว่า 200 คัน วิ่งทั้งสายภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ ตอนนี้เหลือรถวิ่งอยู่แค่ 20-30% เท่านั้น อีกประมาณ 70% ต้องหยุดวิ่ง เพราะประสบกับปัญหาขาดทุน เนื่องจากไม่มีผู้โดยสารและค่าน้ำมันที่แพง วิ่งรถไม่คุ้มกับค่าโดยสาร ต้องแบกรับภาระค่าน้ำมันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4 ล้านบาท อีกทั้งค่าแรงคนงาน ค้าจ้างพนักงาน และอื่นๆที่ต้องจ่ายอีกจำนวนมาก จึงตัดสินใจจะเลิกธุรกิจรถโดยสาร บขส. โดยขายบริษัทเชิดชัยทัวร์ออกไป เพื่อไม่ให้กระทบกับธุรกิจอื่นๆ อาทิ ธุรกิจต่อตัวถังรถโดยสาร, ธุรกิจขายรถยนต์ และธุรกิจให้เช่าที่ดิน เป็นต้น