นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความระบุว่า“สมมุติสงฆ์ ไม่ใช่พระสงฆ์”
เวลามีข่าวฉาวในวงการสงฆ์ เรามักพูดกันว่า พุทธศาสนาเสื่อมลงเพราะพระสงฆ์
แต่ความจริง ชาวบ้านผู้โกนหัว ทำพิธีอุปสมบท ห่มผ้าเหลืองและจำวัดอยู่เป็นส่วนใหญ่ทั่วประเทศนั้นเป็นเพียง”สมมติสงฆ์”เท่านั้น
สมมติสงฆ์ ก็เหมือนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือนักเรียนโรงเรียนนายร้อย กล่าวคือ สมมติสงฆ์เป็นเพียงนักศึกษาพระธรรม
ส่วนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา ถึงจะเรียกว่าบัณฑิต และนักเรียนโรงเรียนนายร้อยที่สำเร็จการศึกษา คือ นายร้อย หรือนายทหารชั้นสัญญาบัตร
และสมมติสงฆ์ผู้บรรลุธรรมขั้น “พระโสดาบัน” จึงจะเป็นพระสงฆ์ที่เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย
วันที่มีพระสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนา อันทำให้เป็นวันที่ พระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ วันอาสาฬหบูชา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือ
เมื่อวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกเป็นปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์
การแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ใน 5 ปัญจวัคคีย์ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน ก่อนที่ขออุปสมบท
พระอัญญาโกณฑัญญะ จึงกลายเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก
คำว่า พระสงฆ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามองค์ประกอบอันสำคัญของพระรัตนตรัยนั้น หมายถึงพระสงฆ์ที่บรรลุธรรมถึงขั้น โสดาบัน
โสดาบัน แปลว่า ผู้แรกถึงกระแสธรรม (แห่งพระนิพพาน) ถือเป็นอริยบุคคลระดับแรกใน 4 ระดับ คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
จะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันได้ ต้อง”ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการ”ได้เสียก่อน ซึ่งประกอบด้วย
1. สักกายทิฏฐิ (กา-ยะ-) คือ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตนเป็นอัตตาทิฎฐิ เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน
2. วิจิกิจฉา (กิด-) คือ ความสงสัยในพระรัตนตรัย และในกุศลธรรมทั้งหลาย
3. สีลัพพตปรามาส (ลับ-พะ-ตะ-ปะ-รา-มาด) คือ ความยึดมั่นในข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ที่เข้าใจว่าเป็นข้อปฏิบัติที่บริสุทธิ์หลุดพ้น เป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่น การประพฤติวัตรอย่างโค การนอนบนหนามของพวกโยคี เป็นต้น
การบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคลมิได้จำกัดอยู่เฉพาะเพศบรรพชิต (นักบวช) เท่านั้น แม้แต่คฤหัสถ์ก็สามารถบรรลุเป็นอริยบุคคลได้ ผู้บรรลุโสดาบันที่มีชื่อเสียงก็มีจำนวนมากได้แก่ นางวิสาขามหาอุบาสิกา อนาถบิณฑิกเศรษฐี พระเจ้าพิมพิสาร เป็นต้น
โสดาบัน แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. เอกพีชี (เอ-กะ-) ผู้มีพืช คืออัตตภาพอันเดียว ก็จะบรรลุเป็นอรหันต์
2. โกลังโกละ ผู้ไปจากสกุลสู่สกุล คือจะมาเกิดอีกเพียง 2-3 ชาติเท่านั้น แล้วจะได้สำเร็จเป็นอรหันต์
3. สัตตักขัตตุงปรมะ (ปะ-ระ-) ผู้มีเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่ง คือจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกไม่เกิน 7 ชาติ ก็จะได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
การที่โสดาบันแบ่งเป็น 3 ประเภท เพราะอินทรีย์ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สมาธิ สติ และปัญญา แก่กล้าแตกต่างกัน ผู้ที่อินทรีย์ 5 ถึงความแก่รอบสม่ำเสมอ ก็สามารถบรรลุผลได้อย่างรวดเร็ว โสดาบันประเภทนี้เอกพีชีโสดาบัน
ดังนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่า พระสงฆ์ผู้ประพฤติผิดในศีลธรรมอันดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกามหรือเรื่องเงินทอง ล้วนเป็นเพียงสมมุติสงฆ์ ผู้ที่มาจากการเป็นชาวบ้าน โกนหัว อุปสมบท ห่มผ้าเหลืองและจำวัดเท่านั้น
มิใช่นักบวชผู้ศึกษาพระธรรมและบำเพ็ญเพียรภาวนาให้บรรลุถึงแก่นของพระธรรม
เมื่อสำเร็จถึงขั้นโสดาบันแล้ว จะไม่มีวันตกนรก และจะมุ่งไปสู่นิพานเพียงอย่างเดียวโดยอัตโนมัติ
พระสงฆ์ผู้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จะมีความอิ่มบุญ ถึงขั้นที่หมดกิเลสจากความสุขในเรื่องกามรมณ์และความโลภในทรัพย์สินเงินทองไปโดยปริยาย
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือพระรัตนตรัยอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง