ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล “ถ้าเรารู้จุดสิ้นสุดจักรวาล เราก็อาจจะรู้จุดสิ้นสุดของชีวิตมนุษย์นี้ได้” ผมรู้จักวิทยาเมื่อ พ.ศ. 2549 ตอนที่เขาติดตามคุณพ่อมาช่วยงานที่รัฐสภา ในฐานะผู้ช่วยผู้ดำเนินงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตอนนั้นวิทยาเพิ่งจบดอกเตอร์มาใหม่ ๆ และกำลังเริ่มทำงานใช้ทุนที่หอดูดาวดอยอินทนนท์ได้สักปีกว่า ๆ แต่คุณพ่อของเขาก็อยากให้เขาได้ทำงานรับใช้ชาติบ้านเมืองบ้าง แม้จะไม่ได้เป็นทหารแบบคุณพ่อ แต่ก็ได้มาทำงานทางการเมือง ซึ่งก็สามารถช่วยชาติบ้านเมืองได้เหมือนกัน วิทยาไม่ได้มาอยู่ที่กรุงเทพฯเป็นประจำ เพื่อติดตามคุณพ่อไปไหนมาไหนตามหน้าที่ของคณะทำงานของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ด้วยเหตุที่คุณพ่อของเขาเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วิทยาก็สามารถช่วยงานได้เป็นอย่างดี แม้จะอยู่ที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะงานด้านเอกสารและวิชาการของฝรั่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการต้องใช้ในการศึกษาและการพิจารณาในการประชุมต่าง ๆ ครั้งหนึ่งคณะกรรมาธิการหลายคณะได้ไปสัมมนาในเรื่องโลกร้อนที่จังหวัดอุทัยธานี ที่จัดขึ้นในรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ณ อำเภอบ้านไร่ ที่มีอุทยานโลกล้านปีอยู่ที่นั่น ผมในฐานะกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลการสัมมนาครั้งนั้น ก็ได้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างคณะกรรมาธิการต่าง ๆ จึงได้รู้จักกับคุณพ่อของวิทยาและตัววิทยาที่ติดตามคุณพ่อมาช่วยงานนั้นด้วย และก็เป็นการบังเอิญที่ผมออกมาสูดอากาศนอกห้องรับประทานอาหารในตอนค่ำ จึงได้เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังแหงนดูท้องฟ้าอยู่ตรงระเบียง พอเข้าไปใกล้จึงทราบว่าเป็นวิทยา ผมก็ทักทายตามปกติว่าสบายดีหรือ วิทยาก็ตอบว่าสบายดีครับ พอดีอากาศข้างในอึดอัดจึงออกมาสูดอากาศข้างนอกนี้ แล้วก็อยากมา “ดูดาว” เพราะคืนนี้ฟ้าโปร่งและเป็นคืนข้างแรม มองเห็นดาวได้ชัดกว่าทุกคืน ผมจึงให้เขาอธิบายว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง “ผมเดาว่าคุณอาคงพอจะรู้บ้างแล้วว่า บนท้องฟ้ามีดาวหรือกลุ่มดาวที่สำคัญอะไรบ้าง เพราะถ้าคนที่ไม่เคยดูดาวจะไม่ถามอย่างนี้” วิทยาเรียกผมว่าคุณอาเพราะคุณพ่อของเขาเรียกผมว่าน้อง “และคุณอาก็คงต้องทราบแล้วว่า แท้จริงแล้วอวกาศนั้นไม่ได้มืดหรือทึบแสง แต่เป็นเพราะดวงตาของเรารับแสงได้จำกัด รวมทั้งดาวฤกษ์และกลุ่มเทหวัตถุที่มีแสงก็มีความสว่างเดินทางไปได้ในระยะทางที่จำกัด แต่ก็ยังมีสัตว์ เช่น นก และแมลงบางชนิด ที่มองเห็นแสงสว่างได้ไกลและมากกว่ามนุษย์ เพราะฉะนั้นสัตว์เหล่านั้นก็มองออกไปในอวกาศได้ไกลมาก ๆ ผมอยากเป็นแบบสัตว์พวกนั้นจัง เพราะจะได้มองเห็นขอบจักรวาล” ผมสะดุดหูตรงคำว่า “ขอบจักรวาล” จึงถามเขาว่า “มันคืออะไร” ซึ่งเขาก็ได้อธิบายให้ฟังอย่างยืดยาว ที่พอสรุปได้ว่า ตามที่นักดาราศาสตร์ในยุคปัจจุบันค้นพบ เชื่อว่าจักรวาลนี้ไม่มี “ขอบ” หรือไม่มีที่สิ้นสุด เพราะจักรวาลนี้เป็นการ “วนเวียน” ของสภาพธรรมชาติ 2 อย่างคือ บิ๊กแบงกับบิ๊กครั้นช์ (Big Bang and Big Crunch) แปลว่า “การแตกตัวครั้งใหญ่” กับ “การบีบตัวครั้งใหญ่” ซึ่งเวลานี้เราอยู่ในช่วงเวลาของการแตกตัวครั้งใหญ่ที่จักรวาลกำลังขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ ทำให้ไม่สามารถกำหนดขอบเขตหรือที่สิ้นสุดของจักรวาลได้ แต่พอถึงอีกช่วงเวลาหนึ่งที่จะต้องใช้เวลาหลายพันล้านปี จักรวาลจะเกิดการยุบตัว แล้วบีบอัดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกันจนไม่เหลืออะไร แต่ก็ทำให้เกิดแรงบีบอัดมหาศาลเกิดการระเบิดหรือแตกตัวออกมาอย่างรุนแรงอีกครั้ง วนเวียน “บีบอัดแล้วแตกระเบิด” อยู่อย่างนี้รอบแล้วรอบเล่า ซึ่งเป็นความเชื่อที่นักวิทยาศาสตร์แขนงอื่น ๆ ก็เชื่อแบบนั้นเช่นกัน แต่กระนั้นก็ยังทำการศึกษาในเรื่องนี้อย่างไม่หยุดยั้ง อย่างที่ได้มีความร่วมมือกันของนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกในโครงการ CERN ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป้าหมายสำคัญก็เพื่ออธิบายปรากฏการณ์บีบอัดและแตกระเบิดของนิวเคลียส(องค์ประกอบภายในของอะตอมซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เล็กที่สุดในสสารทุกชนิด) ซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อว่าจะทำให้ค้นพบความจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับจักรวาลนี้มากขึ้น โดยเฉพาะ “จุดกำเนิดและจุดสิ้นสุด” ของจักรวาลที่เราอยู่นี้ ผมถามวิทยาว่าทำไมใช้คำว่า “จักรวาลของเรา” แสดงว่ามี “จักรวาลอื่น” ด้วยหรือ วิทยาตอบว่าไม่แน่ใจ แต่ก็จินตนาการไปได้ วิทยาเล่าว่าตอนที่เขาไปดูดาวที่ท้องฟ้าจำลองกับคุณพ่อในสมัยเด็ก ๆ เขาจินตนาการว่าจักรวาลที่เราอยู่นี้เป็นเหมือนเราอยู่ในห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่งที่มืดสนิท และยังมีห้องอื่น ๆ ที่อาจจะมีทั้งที่มืดแบบจักรวาลของเรานี้ หรือห้องที่มีแสงสว่างเข้ามา ซึ่งก็จะเป็นจักรวาลอื่น ๆ ที่มีอีกหลายห้อง โดยมี “ยักษ์” ตัวหนึ่งหรือหลายตัวคอยดูแล เปิดปิดห้องซึ่งก็คือจักรวาลต่าง ๆ นั้น หลาย ๆ พันล้านปีครั้ง จักรวาลนี้จึงมีมืดและสว่างสลับกัน และเขาคิดว่าจักรวาลนี้มี “ฝาห้อง” หรืออาณาเขตที่โอบล้อมอยู่ ซึ่งพอเขาโตขึ้นและได้มาเรียนในด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ที่อธิบายว่าจักวาลนี้ไม่มีขอบเขตที่แน่นอน มีแต่การยืดและหดตัวสลับกันไป เขาก็ยังฝังใจอยู่ว่าจักรวาลที่เราทั้งหลายอาศัยอยู่นี้น่าจะมีขอบเขต รวมถึงที่เชื่อว่ายังมีจักรวาลอื่น ๆ อยู่นอกจักรวาลของเราอีกด้วย ผมกับวิทยานั่งคุยกันที่ม้านั่งริมระเบียงด้านนอกห้องรับประทานอาหารน่าจะเกือบชั่วโมง และพอเรากลับเข้ามาข้างในการรับประทานอาหารก็เสร็จลงแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับห้อง บางคนที่ยังไม่เหนื่อยก็พากันไปที่ห้องคาราโอเกะไปร้องเพลงกันต่อ ส่วนผมก็กลับมาที่ห้องพักเพราะอยากจะกลับมา “คิดต่อ” ถึงสิ่งที่ได้คุยกับวิทยา โดยในตอนหนึ่งเขาได้พูดว่า “ถ้าเรารู้ได้ถึงจุดสิ้นสุดของจักรวาล เราก็อาจจะรู้จุดสิ้นสุดของชีวิตมนุษย์นี้ได้ด้วย” ผมนึกถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ว่าจุดสิ้นสุดของชีวิตมนุษย์คือ “นิพพาน” แปลว่า “การไม่เกิดไม่ตายอีกต่อไป” ซึ่งน่าจะไม่เหมือนกันกับความเชื่อของนักดาราศาสตร์ในปัจจุบัน ที่เชื่อว่าจักรวาลนี้รวมถึงตัวมนุษย์(ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล)ล้วนอยู่ในวัฏจักรของการ “เกิดและดับ” ของจักวาลนั่นก็คือ Big Bang กับ Big Crunch ส่วนของมนุษย์ก็คือ “เกิดและตาย” นั้นเอง แต่ถ้ามองด้วยศรัทธาที่ผมเองมีต่อพระพุทธเจ้า ผมก็เชื่อว่าพระพุทธเจ้าน่าจะรู้อะไรมากกว่าปุถุชนทั่วไป จึงเชื่อว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบเกี่ยวกับนิพพานนั้นเป็นเรื่องจริง และนักดาราศาสตร์ยังศึกษา “รู้แจ้ง” ไม่เท่าถึงพระพุทธเจ้า ผมไม่ได้พบกับวิทยาบ่อยนัก จนเมื่อปีก่อนในงานพระราชทานเพลิงศพของคุณพ่อเขา จึงได้มีโอกาสหาเวลาไปคุยเรื่องที่ยังค้างคาใจนั้นกับเขา แต่กลับกลายเป็นว่าวิทยานั่นเองที่ต้องมา “ระบาย” เรื่องดังกล่าวกับผม เพราะเขาเชื่อว่าพ่อเขายังไม่ตาย เพียงแต่ไปอยู่ในอีกจักรวาลหนึ่ง และมีชีวิตที่ “เป็นนิรันดร์” ความเชื่อของเขามีการอธิบายอ้างอิงที่น่าสนใจ แม้จะเข้าใจยากแต่ก็น่ารับฟัง