จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) โพสต์ข้อความระบุว่า...“ด่วน! จุฬาฯ สั่งปลด ‘เนติวิทย์’ พ้นตำแหน่งนายก อบจ. เหตุเชิญ เพนกวิน-ปวิน-รุ้ง ไลฟ์เซอร์ไพรส์นิสิตใหม่ กิจการนิสิตระบุ ไม่แจ้งก่อน ขัดระเบียบและทำลายเกียรติมหา'ลัย” นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Netiwit Ntw ระบุว่า... วันนี้ผมได้เข้าไปรับทราบคำสั่งของชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีจุฬาฯ ที่ได้สั่งตัดคะแนนพฤติกรรม ผมและอุปนายกคนที่ 1 ขององค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เนื่องจากที่ผมเชิญเพนกวิน รุ้ง และอ.ปวิน มากล่าวต้อนรับนิสิตใหม่ในงานปฐมนิเทศ คำสั่งนี้ทำให้ผมหมดคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ โดยทันที หรืออีกนัยคือ ผมถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยก่อรัฐประหารแล้ว พวกเขาไม่สนใจไยดีคะแนนเสียงนิสิตมากกว่าหมื่นคนที่เลือกผมเข้ามาทำหน้าที่นี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรตินี้ไม่เคารพหลักการเสรีภาพและประชาธิปไตย ล่าสุดเจ้าตัว โพสต์จดหมายจาก ม.ฮาร์วาร์ด พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Netiwit Ntw ระบุว่า... ขอบคุณ Harvard University Asia Center ที่สนับสนุนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียน โดยข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า... "We are deeply concerned that the threatened disciplinary action against Mr. Netiwit Chotiphatphaisal, with the probable further consequence of his removal from the Presidency of theStudents' Union at Chulalongkorn University, would seriously undermine the reputation of Thailand as a place of open academic exchange and the free engagement of scholars in themanagement of student and faculty activity. We therefore urge the competent authorities to exercise discretion and to seek dialogue rather than confrontation. We believe that Thailand's interests, especially in the larger arena of international scholarship and learning, will be best served in this way." มีใจความว่า เป็นจดหมายที่ออกมามีเนื้อแสดงที่ฮาร์วาร์ดกังวลเกี่ยวกับการสั่งปลดนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล พ้นจากตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯนั้น อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ในเรื่องของโครงการแลกเปลี่ยนและเรื่องของทุนการศึกษา ดังนั้นจึงขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเรื่องดังกล่าว หาทางเจรจามากกว่าที่จะเผชิญหน้ากัน และเชื่อว่า ผลประโยชน์ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องที่ใหญ่กว่าเรื่องของทุนการศึกษาและการเรียนรู้ จะได้รับผลดีที่สุดจากเรื่องนี้