นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค ระบุว่า
“กบฏกว่าจะรู้เดียงสา”
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นที่รักและเทิดทูนบูชายิ่งของคนไทย ไม่ใช่เพราะความเป็นเจ้าฟ้าที่สูงศักดิ์ยิ่ง แต่พระพระราชกรณียกิจที่ทรงงานหนักตั้งแต่สมัยที่ตามเสด็จในหลวงรัชกาลที่9 และสมเด็จพระพันปี จวบจนถึงปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพระราชจริยวัตรที่งดงามและเรียบง่าย การเสด็จพระราชดำเนินในงานพิธีย่อมต้องเป็นไปตามพิธีการอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ก็จะทรงกลมกลืนไปกับประชาชน
แต่ไม่วายที่พวกกลุ่มกบฏกว่าจะรู้เดียงสา ที่อ้างว่าทันโลก กลับไม่ทันคน เพราะถูกผู้ใหญ่ใจสามานย์หลอกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง เพื่อมุ่งบั่นทอนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งปัจจุบันพุ่มเป้าโจมตีมาที่กรมสมเด็จพระเทพฯ
มังกรปฏิวัติ-ทะลุวัง กลุ่มเก่าในชื่อใหม่
กับเป้าหมายที่เปลี่ยนจากในหลวงเป็นพระกนิษฐา
แต่เป้าหมายล้มเจ้าเพื่อลมล้างการปกครองไม่เคยเปลี่ยน
ช่วงเดือนที่ผ่านมา เกิดกลุ่มก่อกวนต่อต้านการรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตร
ซึ่งพระองค์มีหมายกำหนดการที่จะเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด 3 มหาวิทยาลัยคือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวรและมหาวิทยาลัยบูรพา
ในการนี้ ตี๋โย่งได้ทำการส่งหมวยเตี๋ยเป็นตัวแทน เป็นสัญลักษณ์ และเป็นขวัญกำลังใจจากกองบัญชาการส่วนกลางสู่ทัพหน้าทะลวงฟัน
โดยหมวยเตี๋ยต้วมเตี้ยมจะเดินทางไปล่วงหน้าก่อนจะมีพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย เพื่อไปเตรียมการก่อเหตุ ก่อกวน การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อกรมสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ซึ่งเป็นการกระทำที่แอบแฝงด้วยเป้าหมายหลักในการบั่นทอนสถาบันพระมหากษัตริย์
ตัวละครหลักของกลุ่มมังกรปฏิวัติ-ทะลุวัง คือคนกลุ่มเดิมที่กลายพันธ์ต่อเนื่องมาจาก คณะราษฎร รีเด็ม นักเรียนเลว ทะลุฟ้า ทะลุแก๊ส และล่าสุดกลายกลุ่มทะลุวังและมังกรปฏิวัติ
ซึ่งไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไร คีย์แมนก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิม พร้อมการสนับสนุนจากตี๋โย่งที่ส่งหมวยเตี๋ยออกไปเป็นตัวแทน
มาถึงตรงนี้ คงเห็นภาพกันได้ไม่ยากแล้วว่า ใครอยู่ข้างใคร ลูกพี่เดินเกมอะไร ลูกน้องรับลูกแบบไหน เชื่อมโยงกันอย่างไร
แต่คำถามคือ ทำไมช่วงนี้คนกลุ่มเดิมภายใต้ชื่อใหม่ซึ่งยังมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเป็นคนเก่า จึงหันไปก่อกวนและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระกนิษฐา หลังจากเป้าหมายเดิมที่ผ่านมาคือในหลวง
คำตอบก็คือ คนกลุ่มเดิมภายใต้ชื่อใหม่เกิดไปได้รับการเบิกเนตรจากท่านผู้นำตี๋โย่งหมวยเตี๋ย ว่า ม.112 คุ้มครองเฉพาะในหลวง พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการ เท่านั้น
เพราะฉะนั้นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อกรมสมเด็จพระเทพรัตน์ ก็จะไม่ถูกดำเนินคดี ม.112 แต่ยังคงให้ผลลัพธ์เหมือนการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อบั่นทอนสถาบันพระมหากษัตริย์แทบจะทุกประการ
ที่นี่ เราก็คงจะเข้าใจและเห็นภาพกันแล้วว่า โลกล้อมไทยเป็นอย่างไร และกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในไทยทำงานเชื่อมโยงกับใครและอย่างไร
แต่เด็กๆ กลุ่มต่างๆ ที่ถูกชักใยจากผู้ใหญ่ใจสามานย์ ไม่รู้ว่า….
การเคลื่อนไหวทุกอย่าง ไม่ว่าจะใช้ชื่อใด หรือทำในลักษณะใด ในพื้นที่ใดๆ ก็ตาม ได้รับการวินิจฉัยจากศาลแล้วว่า “เป็นความพยายามในการล้มล้างการปกครอง” อันมีความหมายว่าเป็น”กบฎ”
ซึ่งโทษต่อความผิดในคดี 112 คือระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี
แต่โทษต่อการเป็นกบฎล้มล้างการปกครองนั้นนั้นคือ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
คำถามจากผู้หลักผู้ใหญ่มากมายว่า ทำไมเด็กๆ พวกนี้ถึงเหิมเกริมกันได้ขนาดนี้ ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่เกรงกลัวความปลอดภัยและไม่คำนึงถึงอนาคตของตนเองบ้างเลยหรือ
คำตอบคือ เด็กเมื่อวานซืนพวกนี้ถูกผู้ใหญ่ใจสามานย์ปลุกระดม ว่ารักจะเป็น”นักเปลี่ยนแปลง” อันมีความหมายเดียวกับคำว่า “นักปฏิวัติ” มันต้องมีเจ็บ มีติดคุก ต้องมีตาย แต่ถ้ามีคนเจ็บ มีคนติดคุกและมีคนตายแล้วในที่สุดปฏิวัติสำเร็จ ก็เป็นผลงานร่วมกันของทุกคน
ทั้งที่ความจริง ผู้ที่จะเสวยสุขกับความสำเร็จนั้น คือผู้ใหญ่ใจสามานย์ไม่กี่คน ในขณะที่คนที่เจ็บ ติดคุกและตาย คือเด็กๆ เหล่านั้นต่างหาก
กว่าจะรู้เดียงสา ก็สายไปเสียแล้วลูกหลานไทยทั้งหลาย