บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น) การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประมวลกฎหมาย อปท. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้รับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และร่างประมวลกฎหมาย อปท. พ.ศ. ... ตั้งแต่ 20 มกราคม - 20 มีนาคม 2565 โดยมีคำถามให้แสดงความคิดเห็นอยู่สี่หัวข้อ คือ (1) เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดให้เปลี่ยนแปลงฐานะของ อบต. เป็นเทศบาลทั้งหมด (2) เห็นด้วยหรือไม่กับการยกเลิกหน้าที่ “ต้องทำ” กับ “อาจทำ” ของ อปท.โดยให้เทศบาลสามารถดำเนินการได้ตามศักยภาพของตนเอง และ อบจ. ทำได้ หากเป็นโครงการขนาดใหญ่เกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก หรือเป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับหลาย อปท. หรือเป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก แต่หากไม่ทำจะทำให้ได้รับความเสียหาย (3) เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดระบบการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยรายได้ของ อปท.(4) เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ในการให้คำแนะนำและวินิจฉัยให้เป็นไปตามร่างประมวลกฎหมาย อปท. สถ.เคยเปิดสอบถามความเห็นนี้มาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2561 จากเวทีรับฟังความคิดเห็นตัวแทน อปท. ทั่วประเทศ ณ จ.ชลบุรี เมื่อ 16-17 สิงหาคม 2561 คนท้องถิ่นคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ท้องถิ่น ด้วยเหตุย้อนยุค รวมศูนย์ สั่งการ แทรกแซง ไม่กระจายอำนาจแท้จริงฯ และการประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของ มท.คณะที่ 2 ครั้งที่ 6/2562 เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2561 ให้ความเห็นเกี่ยวกับร่าง ประมวลกฎหมาย อปท.และร่าง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลฯ มีมติให้ สถ.รับไปพิจารณาดำเนินการ แต่ผ่านไปแล้ว 3 ปี ผลไม่คืบหน้า จากเวทีสัมมนา จ.ชลบุรี ที่น่าสนใจรวม 9 ประเด็นสำคัญ คือ (1) ชื่อ พ.ร.บ.ประมวลกฎหมาย อปท.ไม่สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ขอแก้เป็น "องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น" (2) การรวม อบต.และเทศบาลที่มีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนต่ำกว่า 20 ล้าน มีประชากรไม่ถึง 7 พันคน มีเขตติดกันอำเภอเดียวกัน ภายใน 3 ปี แก้ไขให้ยกเลิกตัดออกทั้งมาตรา (3) การกำหนดวาระของผู้บริหารท้องถิ่นเพียง 2 วาระให้ตัดออก (4) คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้บริหารท้องถิ่นผู้มีส่วนได้เสีย ฝ่าฝืนจริยธรรมกระทำการขัด กับแห่งผลประโยชน์ การก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติราชการ การทำให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้ จ่ายงบประมาณ การบรรจุแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น ขัดหลักการบังคับบัญชาสั่งการที่ผู้บริหารต้องมี อำนาจบังคับบัญชาสั่งการต่อผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทุกคน (5) อำนาจหน้าที่ อบต. เทศบาล อบจ. นอกจากบัญญัติตามร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้แก้ไขเพิ่มว่าเป็นอำนาจสภาท้องถิ่นอนุมัติเห็นชอบในกิจการที่นอกเหนือที่บัญญัติไว้ได้ (6) เงินเดือนผู้บริหารท้องถิ่นและรองฯ กำหนดให้เป็นไปตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยกำหนด ที่ผ่านมากำหนดจากฐานรายได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาวะค่าใช้จ่ายในปัจจุบันและการดูแลชีวิตความเป็นอยู่สภาพการปฏิบัติงาน (7) แก้ไข เป็นให้ผู้บริหารมีเงินเดือนขั้นต่ำไม่น้อยกว่าเพดานเงินเดือนขั้นสูงสุดของปลัด อปท. (8) กองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ให้นำความในมาตราที่ให้ สตง. สามารถตรวจงบการเงินมาใช้กับกองทุนนี้ด้วยเพื่อความโปร่งใส (9) การสั่งให้พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น/รอง/ที่ปรึกษา/เลขา/สมาชิกสภาท้องถิ่น/กรณียุบสภา กรณีกระทำการฝ่าฝืนต่อข้อห้ามของกฎหมายต่างๆ ในเบื้องต้นให้ มท.1 ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ มีอำนาจเพียงให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่วนการให้พ้นจากตำแหน่งให้ศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยพิพากษา เสนอให้ผู้มีอำนาจต้องบัญญัติในกฎหมายแม่บทหรือกฎหมายเกี่ยวข้องเพิ่มเติมคือ การลดภารกิจ/ลดหน่วยราชการส่วนกลาง/ภูมิภาค และการแยกความทับซ้อนอำนาจของกระทรวงมหาดไทย แยกราชการส่วนท้องถิ่นออกจากราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค (กระทรวงมหาดไทย) โดยให้มีคณะกรรมการกำหนดนโยบาย กำกับดูแล ส่งเสริม สนับสนุนในรูปคณะกรรมการแทนมหาดไทย ในโครงสร้างของ “สภาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นแห่งชาติ” ล่าสุดฝ่ายคนท้องถิ่นได้รณรงค์เชิญชวน สมาคม และสมาพันธ์ อปท.ทุกสมาคม ทุกสมาพันธ์ ร่วมกันดำเนินการใน 2 เรื่อง ดังนี้ (1) นัดประชุมร่วมกัน เพื่อจัดทำเป็นข้อสรุป ความเห็นและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับร่างประมวลฯ นี้ แยกรายประเด็นพร้อมเหตุผลที่ อปท.ไม่ยอมรับ ตลอดทั้งข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุง ทำเป็นหนังสือลงนามร่วมกันเสนอ มท. โดยอาจเชิญนักวิชาการด้านการปกครองท้องถิ่นมาช่วยดูด้วยก็ได้ (2) ร่วมกันยกร่างประมวลกฎหมายฯ ฉบับของท้องถิ่น โดยกำหนดเรื่อง สำคัญไว้ในร่างกฎหมาย คือ "สภาหรือคณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติ" ที่มีฐานะ เทียบกระทรวง ออกจากการกำกับของ มท. และให้ข้าราชการในสำนักงาน สภา/คณะกรรมการมีฐานะเป็นข้าราชการท้องถิ่นทั้งหมด รวมทั้งเขียนบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในลักษณะเปิดกว้างเพียงเฉพาะเรื่องที่ อปท.ทำไม่ได้ เช่น ด้านการป้องกันประเทศ ด้านความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ด้านศาลยุติธรรมและด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ เป็นต้น เมื่อช่วยกันยกร่างเสร็จแล้ว ร่วมทำหนังสือลงชื่อ ยื่นต่อ ครม.ยื่นต่อ กมธ.การกระจายอำนาจฯ และยื่นต่อพรรคการเมืองทุกพรรคโดยไม่เลือกว่าจะเป็นซีกรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพื่อใช้ช่วยผลักดันเป็นกฎหมายต่อไป การขันชะเนาะอำนาจ ข้อวิพากษ์ต่อร่างประมวลกฎหมาย อปท.ฉบับนี้ยังคงจัดระบบโครงสร้างความสัมพันธ์ในการ “ใช้อำนาจ” ต่อ อปท.อยู่เหมือนเดิม มีหลายส่วน มองในบริบทรวมแล้วเป็นการ “ขันชะเนาะอำนาจ” เสียมากกว่า เช่น บัญญัติให้ท้องถิ่นจังหวัด ท้องถิ่นอำเภอเป็นผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยนายอำเภอ ให้มี “หน้าที่และอำนาจ” ดูแล อปท.ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ที่แบ่งแยกส่วนราชการเป็น “ราชการส่วนท้องถิ่น” แยกต่างหากเป็นเอกเทศจากราชการส่วนกลาง และราชการส่วนภูมิภาค นอกจากนี้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ให้อำนาจ “ท้องที่” (กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ) ที่ขัดแย้งกับ พ.ร.บ.จัดตั้ง อปท. ซึ่ง “ท้องที่” ก็คือติ่งของราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วนกลาง เพราะ กฎหมายดังกล่าวทั้งสามฉบับต่างมีศักดิ์ทางกฎหมายที่เท่าเทียมกัน จะขัดแย้งหรือสวนทางกันไม่ได้ นี่คือ “การกระชับอำนาจ” นั่นเอง คน อปท. 7,850 แห่ง ต้องมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายท้องถิ่นด้วยตนเอง การหยิบยื่นจากส่วนกลางให้เลิก เพราะหลายครั้งร่างกฎหมายระเบียบจะให้ประโยชน์แก่ผู้ร่างเสียมากกว่า หากการตรากฎหมายโดยคนท้องถิ่นเองโอกาสเสีย หรือใช้บังคับแล้วมีปัญหาจะต้องโทษคนท้องถิ่นเอง เมื่อดำเนินการร่างกฎหมายนี้เสร็จก็ต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรมี ส.ส.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเป็นองค์กรนิติบัญญัติต่อไป รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ล่วงมาสามปีแล้ว หากมีบทบัญญัติฯ ไว้แล้วแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ จะบัญญัติไว้ทำไม มิใช่มีไว้พอให้รู้ว่ามี คราวรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็เช่นกันไม่ทันเสนอร่างกฎหมายหลักของท้องถิ่นได้ทันระยะเวลาจนถึง พ.ศ.2557 ร่วม 7 ปี การกระจายอำนาจและการถ่ายโอนภารกิจ อปท.ต้องเดินหน้าต่อไป แม้ว่า ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. เดินหน้าตรวจสอบอปท.อย่างเข้มงวด แต่สิ่งสำคัญคือ อปท.ต้องเดินต่อไป ไม่อาจถูกเว้นวรรค แช่แข็ง ดองเค็ม ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะ อปท.คือหัวใจของคนในพื้นที่ ที่ต้องจัดบริหารสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะอย่างต่อเนื่องไปตลอด มิติใหม่การกระจายอำนาจ อปท.ต้องสัมพันธ์กับเรื่องสิ่งแวดล้อม ความชัดเจนของบทบาทท้องถิ่นไทยในระดับนโยบาย โอกาสและช่องว่างของการจัดการสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาเมื่อราวสิบปีก่อนพบว่า หน่วยงานที่ถ่ายโอนภารกิจมีงานเล็กน้อย การทำงานยังซ้ำซ้อนกันมาก เพราะเมื่อถ่ายโอนแล้วจึงรู้ว่างานซ้ำซ้อน นอกจากนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ล้วนอาศัยกลไก การบริหารจัดการและดูแลจากภาครัฐ สถาบันฯ ในฐานะองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ที่ต้องประสานงานบูรณาการร่วมกับ อปท. ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่และเจ้าของทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ แม้ว่าบางบางกิจกรรมอาจมีการชี้นำ อปท.ที่ว่าการปกครอง การเมือง และเศรษฐกิจมาจากชนชั้นนำ หรือผู้มีอำนาจ ตามทฤษฎีชนชั้นนำ (Elitist Theory) เช่น กรณีหอการค้าจังหวัดสงขลาไม่เห็นด้วยในโครงการขุดคลองไทย ด้วยเกรงอำนาจจีนครอบงำ เป็นต้น อย่ามองการเมืองและท้องถิ่นในภาพลบ มีข้อเปรียบเทียบการเมืองในระดับท้องถิ่น กับการเมืองในระดับประเทศ หรือ “อำนาจปกครองในระดับประเทศ” คนที่ปฏิเสธการเมืองจะ “มองการเมืองเป็นภาพลบ” หรือ “การมองข้ามการเมือง” ที่เขามองว่าชั่วช้า ต้อยต่ำ ไร้ราคา เพราะไม่ส่งผลใดๆ ต่อการพัฒนาการบ้านการเมือง นี่เป็นเหตุผลอย่างง่ายว่าทำไมคนทั่วไปภายนอกจึงมอง อปท.ในภาพลักษณ์ที่เสียๆ เช่น การทุจริต เป็นต้น ก็เพราะว่า อปท.เป็นส่วนราชการบริหารราชการแผ่นดินที่เล็กที่สุด เล่นได้ง่ายที่สุด ไม่ว่าใครหรือหน่วยงาน หน่วยราชการใด อยากได้ผลงานก็ต้องมาดำเนินการที่ อปท. แม้ อปท.บางแห่ง หรือบางรูปแบบอาจมีขนาดใหญ่ในมิติของพื้นที่ ประชากร โครงสร้างฯ หรือเป็น อปท. รูปแบบพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ก็ไม่มีเว้น นอกจากนี้องค์กรที่รับผิดชอบโดยตรงใน “การกำกับดูแล” (Tutelle Administrative) โดยเฉพาะก็ไม่มี ถึงมีก็ไม่มีดุลยภาพ เพราะใช้อำนาจกำกับดูแลแบบ “ล้นเกิน” เช่น การบังคับบัญชา สั่งการ ควบคุมฯ ทำให้สถานะของท้องถิ่น เหมือนเจ้าไม่มีศาล เพราะใครๆ หน่วยงานใดก็สามารถสั่งการ มักใช้คำว่า “ขอความร่วมมือ หรือ บูรณาการ” แต่เนื้อแท้คือการสั่งใช้งาน เพื่อรับผลงาน โดยมิได้มีการถ่ายโอนภารกิจ หรือ ไม่ยอมถ่ายโอนภารกิจแต่อย่างใด เป็นงานฝากทำ ฝากใช้ ฝากรายงาน ฯ อปท.หลายแห่งสถานะการคลังไม่ดี เช่น มีขนาดเล็ก ไม่มีรายได้ ก็ต้องรอคอยงบประมาณเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ฉะนั้นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ หรือต่อเนื่องจึงขาดตอน มิอาจดำเนินการได้ ด้านข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็มีความรู้สึกที่ไม่ประทับใจ ขวัญกำลังใจตก ความรักผูกพันท้องถิ่น (Organization Commitment) ทำงานแบบเทใจมีน้อยลง รู้สึกว่าตนเองมีสถานะที่ต่ำกว่าข้าราชการอื่น แท้ที่จริงแล้วการเมืองคือเรื่องของส่วนรวม การแอนตี้ล้มการเลือกตั้ง การพาลไม่ไปเลือกตั้ง การใช้อำนาจตัดสินดำเนินการต่างๆ การอ้างองค์รัฏฐาธิปัตย์ เหล่าชนชั้นนำผู้กุมอำนาจรัฐพากันทำจนเคยตัว ถือเป็นเรื่องปกติ ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นรู้ (Active Citizen) ส่งผลขาดการมีส่วนร่วม (People Participation) เพื่อเป็น “และ การเกิดความเข้มแข็งของชุมชน นอกจากนี้ในรอบสิบปีที่ผ่านมา หน่วยงานผู้กำกับดูแล (มท.) ปล่อยปละละเลยในการกระจายอำนาจที่แท้จริง เพราะ กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่มีการแก้ไขหลายครั้งจนขัดแย้งกับกฎหมายจัดตั้ง อปท. มีปัญหาการถ่ายโอนภารกิจงานทางหลวง งานกรมเจ้าท่า งานกำจัดขยะ มลพิษขนาดใหญ่ การถ่ายโอนงานสาธารณสุข (รพ.สต.) การถ่ายโอนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) จากบริหารจัดการของฝ่ายกำกับฯ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ แบบมึนๆ ด้านๆ เทาๆ อีกมาก ก่อให้เกิดปัญหานานา รวมเรื่องประวิงการเลือกตั้ง การออกระเบียบรวบอำนาจ ทำไมคนเขามองว่า อปท.ทุจริตเยอะ โดยไม่มองว่าการพัฒนาท้องถิ่นที่สำเร็จได้มาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะ ฝีมือคน อปท.นี่แหละ ปัจจุบันฐานประชาธิปไตยได้ถูกแปรเปลี่ยนไป ส่งผลกระทบต่อประชาธิปไตยไทย มีการพูดถึง “องค์กรจารีตนิยม” และ “กลุ่มบุคคลที่มีคุณสมบัติเหนือบุคคลทั่วไป” และมีข้อสงสัยว่าไทยยังคงปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอยู่หรือไม่ หรือจะเหลือเพียงชื่อว่า “ประชาธิปไตย” ในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาวิกฤตของบ้านเมืองมองประชาธิปไตยไทย 88 ปีอนาคตมืด เพราะในความเป็นจริงกว่าสิบปีในระยะหลังนี้นักวิชาการให้สมญานามว่า “ไทยคือรัฐราชการอำนาจนิยม” ที่ร้ายก็คือถูกตั้งฉายาว่าเป็น “รัฐพันลึก” (Deep State) “รัฐล้มเหลว” (Failed State) มิใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง มีบางมุมมองที่ถูกละเลยไป (Forgotten Aspects) เช่น มิติคุณค่าประชาธิปไตยที่ทุกคนมีส่วนร่วมและทำเพื่อส่วนรวมเกิดแนวคิดว่า “ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนมีจุดอ่อน” ต้องเพิ่ม “ประชา” เข้าไปในสถาบันทางการเมืองให้มากขึ้น “Connection” เครือข่าย “ขุมอำนาจ” ตีกินบ้านเมืองถูกวางระบบไว้จากรุ่นสู่รุ่นแบบผูกขาดของ "อำมาตย์นิยม" (Aristocracy) เกิดอำนาจลึกลับ อิทธิพล ส่วย "ตั๋วช้าง" ในการแต่งตั้งตำแหน่งกินเมือง ส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ และ การทุจริต ขาดความโปร่งใส แม้ว่าจะระดมประเมิน ITA-LPA กันแทบตายก็ไม่มีประโยชน์ เพราะดัชนีคอร์รัปชัน หรือ ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index : CPI) ไม่ลด อันดับโลกทุจริตไทยยังสูง ปี 2563 CPI ไทยอยู่ลำดับที่ 104 จาก 180 ประเทศทั่วโลก มีข่าวเชิงเสียดสีล้อเลียนว่ามีการ “ล็อกงานประมูลประชาสัมพันธ์ต่อต้านการโกง” มันหมายความว่าอย่างไร วัฒนธรรมทางการเมืองไทยถอยหลังหรือไม่ มองการเมืองใน 2 มิติคือ (1) “มิติระบบ” หรือกฎกติกาตามรัฐธรรมนูญ และ (2) “มิติวัฒนธรรม” ทางการเมืองของประชาชนที่มีจิตใจเคารพความแตกต่าง ความเห็นต่าง ความเชื่อมั่นศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด มิใช่ประชาธิปไตยเป็นเพียง “รูปแบบ” ที่มีเพียงการเลือกตั้ง มีองค์กรต่างๆ ตามระบอบประชาธิปไตย แต่ประชาชนไร้ซึ่งการมีส่วนร่วมในการตัดสินบ้านเมือง เนื้อแท้ในเชิงกระบวนการมิใช่ประชาธิปไตยแต่อย่างใด มีการกล่าวถึงประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ “ประชาธิปไตยแบบลื่นไหล” (Liquid Democracy) ที่คนทุกคนมีสิทธิเลือกได้ในทุกประเด็นก่อน แต่อาจโอนสิทธิไปให้คนอื่นก็ได้ เช่น สิทธิเรื่องเศรษฐกิจ สิทธิเรื่องสิ่งแวดล้อม หากไม่พอใจก็ดึงสิทธิกลับคืนได้ ในความหมายของคำว่า “ลื่นไหล” แน่นอนว่าสังคมดี เพราะมี “ผู้นำที่ดี” ต้อง (1) แสวงหาความร่วมมือ (2) ไม่ด้อยค่าคนอื่นลงแล้วยกตนขึ้นสูง เพราะสุดท้ายสังคมอื่นก็มองสังคมนั้นอย่างด้อยค่า (3) ต้องลดปมด้อยตนเองลงแบบลดฝ้าไฝ ไม่ใช่ใส่หน้ากากแทน ปมด้อยทางกาย ทางใจ ทางสังคม จะกระทำลวกๆ ย่อมไม่เป็นผลดี แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบปกครองที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นระบอบปกครองที่เลวน้อยที่สุด อาจเฉลี่ยความเลวออกมา เช่น ในรูปแบบพรรคพวก การซื้อขายเสียง การขาดจริยธรรมทางการเมือง รวมไปถึงการทุจริต เป็นรูปแบบการปกครองที่มองว่าคนมีสิทธิเสรี ในในขณะที่ฝ่ายบริหารชั้นปกครองก็มีสไตล์คละเคล้าปนอำนาจบ้าง เกิดความผิดพลาดบกพร่อง ถูกกล่าวหาว่าร้าย ดับชีวิตทางการเมือง ถูกดำเนินทางคดี ด้วยกติกาที่ฝ่ายกุมอำนาจเขียนขึ้น วัฒนธรรมการเมืองไทยลอกตะวันตกมาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เช่น แนวคิด “ตุลาการภิวัฒน์” (Judicial Activism) จนแนวคิดนี้ติดเป็นนิสัยคนไทย ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องน้อย แม้เรื่องที่ใช้ “ระบบกระบวนการยุติธรรมทางเลือก” (Alternative dispute resolution : ADR) ได้ก็ไม่เอา ตกลงเรื่องไร้สาระจึงรกศาลรัฐธรรมนูญ ยุค 1970 ไทยลอกเลียนวัฒนธรรมเสรีของฝรั่งมาทิ้งธรรมเนียมไทย มีฮิปปี้ แฟชั่นขาบาน ยีนส์ กุ๊ย ขี้เมา สำเริงสำราญ จะถูกหรือผิดไม่ว่าเป็นที่ความสมควรเหมาะสม แต่ที่แน่ๆ โรงงานเหล้า โรงงานยีนส์กางเกงเสื้อผ้า โรงงานยาสระผม เครื่องสำอางฯ เกิดขึ้นมากในประเทศไทย คือผลพวงจากการลอกวัฒนธรรมเขามา ข่าวสารที่อุดมคือ “เสน่ห์หรือจุดเด่น” ของสังคมเสรีประชาธิปไตย แพลตฟอร์มเสนอข่าวต่างๆ ข้อเขียนคอลัมนิสต์ ประชาคม ประชาพิจารณ์ โลกโซเชียล ล้วนเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การหาเหตุหาผลที่ดีกว่าตามแนวทางประชาธิปไตย เพื่อนำไปสู่ประชาสังคม กิจกรรมสังคม การมีส่วนร่วม หวังว่าเสน่ห์นี้จะเป็นจุดเด่นในสังคมไปนานๆ