"ทำเนียบฯ"คึกคักข้าราชการตบเท้าเข้าอวยพรปีใหม่"นายกฯ" พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายทำงานหนักตลอดปี ลั่นลุยแก้ปัญหาไม่เคยย่อท้อเพื่อประเทศชาติและประชาชน "ธรรมนัส"แย้มแผนเลือกตั้งใหญ่ตีหัวเมืองเหนือ-อีสาน-ใต้ เพิ่ม ส.ส.เข้าพรรค เร่งสร้างคนรุ่นใหม่ชูนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องเรียกคะแนนนิยม ขณะที่"พรเพชร" ฟันฉับวาระนายกฯ 8 ปีต้องให้ศาลรธน. ชี้ขาดเพียงองค์กรเดียว ชี้อาจเปิดประชุมสภาวิสามัญ ถกร่างกม.ลูก วาระ 2-3 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 ธ.0ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เวลา 08.45 น. โดยในช่วงเช้า นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , ผอ.สำนักงบประมาณแผ่นดิน , น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงหน่วยงานต่างๆ ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลค.) ทยอยเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบกระเช้าของขวัญและอวยพร นายกรัฐมนตรีเนื่องในเทศกาลปีใหม่อย่างคึกคัก โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบกระเป๋าผ้าโอท็อป และผ้าขนหนูลายเสือ ให้กับคณะที่เข้าพบพร้อมอวยพร ว่า ขอให้ทุกคนไม่ย่อท้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาหลายอย่าง ขออย่าย่อท้อตัวนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาก็สู้กับปัญหามาโดยตลอดแก้ปัญหาต่างๆไม่เคยย่อท้อ และคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆเพื่อประเทศชาติและประชาชนทุกคน พร้อมอาราธนา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้กับทุกคนมีความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งขอบคุณทุกคนและทุกภาคส่วน ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่าในการพบปะพูดคุยและอวยพรเนื่องในเทศกาลปีใหม่ นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดโอไมครอน หรือนโยบายเวิร์คฟอร์มโฮม ( WFH )ของข้าราชการ รวมถึงไม่ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นการเมืองหรือเรื่องการอยู่ปฎิบัติหน้าที่ต่อไปถึงเมื่อไหร่ ขณะเดียวกัน ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้เข้าอวยพรปีใหม่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หลังจากที่วานนี้(29 ธ.ค.) ผู้นำเหล่าทัพได้เข้าอวยพรปีใหม่ไปแล้ว ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสความนิยมของพรรคพลังประชารัฐหลังจากลงพื้นพบปะประชาชนมาหลายพื้นที่เป็นอย่างไรว่าเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าไม่มีใครตอบได้ดีเท่าตนเพราะตนคลุกคลีกับชาวบ้านตั้งแต่ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรี จนถึงปัจจุบันที่คลุกกับชาวบ้านตลอ และเชื่อพรรคพปชร. มีนโยบายที่จับต้องได้มากที่สุด โดยเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนชอบ และมีความสุขกับโครงการนี้ "ผมกล้าพูดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่านโยบายของพรรคพลังประชารัฐจับต้องได้เยอะที่สุด ไม่ใช่นโยบายขายฝัน" ร.อ.ธรรมนัส กล่าว เมื่อถามว่า ภาพจำของพรรค พปชร.เน้นไปที่ภาคไหน เลขาธิการพรรคฯ กล่าวว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 62 ภาคเหนือตอนบน และเหนือตอนล่าง เรามีส.ส.เขต 26 คน ภาคอีสาน 13 คน ภาคใต้ 14 คน ที่เหลือเป็นภาคกลางและกทม.ซึ่งจะเห็นว่าส.ส.ของพรรค เป็นการผสมผสานของคนทุกภาคไม่ใช่ เฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง "ผมเป็นคนภาคเหนือตอนบน ถามว่ายากสำหรับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า สำหรับผมแล้วไม่อยากเลย ผมผ่านการเลือกตั้งมาในฐานะส.ส.ของพรรคเพื่อไทย18 ปี แต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้วผมอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ได้ 5.8 หมื่นคะแนนพรรคเพื่อไทยได้ 2 หมื่นคะแนน พรรคอนาคตใหม่ได้ 1.9 หมื่นคะแนน พรรคประชาธิปัตย์ได้ 2 พันคะแนน พรรคภูมิใจไทยได้ 600 คะแนน มันเห็นความแตกต่างเยอะเพราะฉะนั้นภาคเหนือตอนบนที่ผมบุกแต่ละพื้นที่ไป จะเห็นว่าเราแพ้ไปนิดเดียว เราอยู่อันดับสองแทบทุกเขตแต่ผมเชื่อมั่นว่าเอาจริงๆ ไม่ติดลูกเกรงใจกันสมัยหน้าเราสามารถทำให้สมาชิกเราเป็นส.ส.ได้อีกหลายแน่นอน" ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ภาคอีสานพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค พปชร. ได้แบ่งโซนให้หัวหน้าภาค และผู้ใหญ่ไปคุมแต่ละพื้นที่ ดังนั้นยุทธศาสตร์การเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่ธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงภาคที่เรามีคะแนนทั้งภาคใต้ ภาคกลาง หรือกทม. เราพูดถึงพื้นที่ที่ได้ยาก และสมัยที่แล้วเข้ามาเป็นส.ส.ไม่กี่คน แต่สมัยหน้าเชื่อมั่นว่าจะเข้ามาได้อีกเยอะ ผู้สื่อถามว่า พื้นที่ที่คิดว่าเจาะยากคือภาคใต้ ใช่หรือไม่ เพราะเห็นช่วงหลังร.อ.ธรรมนัสลงพื้นที่บ่อย เลขาฯพรรคพปชร.กล่าวว่า ภาคใต้เป็นการช่วงชิงระหว่าง 3 พรรค คือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคพปชร. และการเลือกตั้งสมัยหน้าจะไม่เห มือนที่ผ่านมา เนื่องจากพรรค พปชร.ทำการบ้านเฟ้นหาคนที่สามารถดูแลแต่ละจังหวัดที่มีความเข้มแข็ง ในพื้นที่ที่ไม่มี ส.ส.แต่ผู้สมัครเลือกต้ังระดับท้องถิ่นที่ พรรค พปชร.สนับสนุน สามารถชนะการลือกตั้ง อบจ.และ อบต.หลายพื้นที่ ล่าสุดได้เปิดพื้นที่จ.พัทลุง มีตระกูลธรรมเพชร มาอยู่กับเราหมด ดังนั้นการเมืองใน 14 จ.ภาคใต้ ในครั้งหน้าเรามีความคาดหวัง โดยภาคใต้ได้วางกลยุทธ์หรือตัวผู้สมัครเกือบครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ผู้สื่อข่าวถามถึงความพร้อมในการเลือกตั้งปี2565 ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตอนนี้ศึกภายในต้องหยุดเพื่อมองศึกการเลือกตั้งครั้งหน้าเพราะระยะเวลาไม่เกิน 15 เดือนจากนี้ คือระยะเวลาแห่งการเตรียมตัวเลือกตั้งสำหรับนักการเมือง ถ้าไปเตรียมตัวก่อนเลือกตั้ง 2-3 เดือนคงไม่ทัน โดยเฉพาะว่าที่ผู้สมัครรายใหม่ต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่ รู้จักตัวตนของเขาว่าจะมาทำอะไรให้ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่การเร่งสร้างคนขึ้นมาถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก พร้อมประเมินปีสุดท้ายของรัฐบาลก่อนเข้าเข้าสู่การเลือกตั้ง เจอเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่ปกติ งบประมาณส่วนใหญ่เอาไปทุ่มกับการแก้ปัญหาโควิด-19 ขณะที่ในเรื่องของเศรษฐกิจก็แย่ เพราะใช้งบประมาณส่วนใหญ่ไปที่โควิดและขณะเดียวกันยังมีปัญหาอื่นอีกมากทั้งภัยธรรมชาติและกระทบไปถึงปัญหาปากท้องชาวบ้านเวลาการบริหารราชการแผ่นดินที่เหลืออยู่ รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนทุกกลุ่มอย่างไร เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐมีความมั่นใจในหลายพื้นที่คิดว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าคิดว่าจะสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า รัฐบาลพรรคเดียวไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยประสบการณ์ทางการเมืองเมื่อกลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ตนเชื่อมั่นว่าพรรคที่จะมีส.ส.ของตัวเองเหลือไม่กี่พรรค แต่จะมีแค่พรรคขนาดกลางและขนาดใหญ่ พร้อมเปิดเผย พรรค พปชร. ตั้งเป้าดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคมากขึ้น โดยการเลือกต้ังครั้งหน้าพรรค พปชร. เตรียมนโยบายเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจแต่ยังไม่ใช่เวลามาเปิดตัวตอนนี้ ของดีเอาไว้ขายใกล้ๆเลือกตั้ง. ขณะที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพิจารณาร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับว่า คาดว่าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาจะพิจารณาในวาระแรกเสร็จทันสมัยประชุมรัฐสภาสมัยนี้ ส่วนจะมีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายลูกดังกล่าวในวาระที่สองและวาระที่สามหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการจะพิจารณาเสร็จหรือไม่ ถ้าเสร็จอาจจะมีเสียงเรียกร้องให้เปิดสมัยวิสามัญ เนื่องจากการปิดสมัยประชุมที่จะมาถึงจะหยุดยาว 2 เดือน ถ้าหยุดเพียง 1 เดือนอาจรอได้ นายพรเพชร ยังกล่าวถึงการนับวาระดำรงตำแหน่งนายกฯครบ 8 ปี ว่า ขณะนี้นักกฎหมายตีความต่างกัน แต่ผู้ที่จะตีความได้ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ใครพูดก็ไม่เกิดประโยชน์ และต้องดูว่ามีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้วินิจฉัยหรือไม่ ต้องอ้างเหตุไปยังศาลก่อนด้วย อย่างไรก็ตาม จากการประมวลความเห็นของหลายฝ่าย พบว่าสามารถเริ่มนับได้ 3 แนวทาง คือ หนึ่งนับตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเหมือนกัน สอง นับแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 และสาม นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เริ่มประกาศบังคับใช้