สกุล บุณยทัต blue-theatre@hotmail.com “มนุษย์เราล้วนต่างมีความรักเป็นแก่นสารที่มีค่าของการมีชีวิตอยู่ ความรักมักก่อเกิดเป็นอาภรณ์แห่งความหวังที่สามารถทำให้ใครๆได้มีโอกาสที่จะค้นพบภาพแสดงที่เป็นแสงสว่างแห่งความเป็นตัวตนร่วมกัน... เป็นความผูกพันที่ล้ำลึกของชีวิตต่อชีวิตที่ลึกล้ำ... เป็นความทรงจำในเชิงประสบการณ์ที่ถือเป็นมิติแห่งความเป็นอัศจรรย์อันเหลือเชื่อ... ทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อเกิดขึ้นบนหนทางสายนี้ต่างมีประกายตาแห่งความสุขสะท้อนถ่ายถึงกันอยู่เสมอ.. ผ่านเงื่อนงำของหัวใจไปสู่การคลี่คลายอันละเมียดละไมของความรู้สึก... ที่ไม่มีทางจะเสื่อมสลายไปจากความหมายแห่งความเป็นโลกและชีวิตได้” นี่คือความงดงามจากสาระอันมีคุณค่าที่สื่อผ่านชีวิตถึงชีวิตในความมีอยู่และเป็นอยู่ของเนื้อหาแห่งจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความหมายที่ได้รับจากหนังสือ “ดวงตาของคนที่เรารัก” (Letters to Sam) หนังสือ... ที่เป็นผลรวมแห่งจดหมายซึ่งร้อยเรียงความหมายของการเป็นมนุษย์จากคุณตานักจิตวิทยาที่มีหลานชายที่เป็นออทิสติก... “แดเนียล กอตต์ลีบ” ในฐานะคุณตา เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยความรักและความห่วงหาอาทรที่มีต่อแซมผู้เป็นหลานชาย... ไม่ว่าจะอย่างไรสัมพันธภาพอันลึกซึ้งของชีวิตที่บริสุทธิ์นั้น... คือความงามอันสูงค่าเสมอตราบใดที่ลมหายใจของความเป็นมนุษย์จะตระหนักถึงความเกื้อการุณย์อันไม่เสื่อมคลายของความรัก... “คนที่สามารถมองย้อนกลับไปในอดีต โดยไม่รู้สึกถึงอะไรเลย นอกจากความรักและความซาบซึ้งใจนับเป็นคนที่โชคดีเหลือเกิน” ถ้อยคำแห่งความหมายดังกล่าวนี้ถือเป็นบริบทแห่งเรื่องราวที่แต่งแต้มให้หัวใจแห่งชีวิตมีค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น “แดเนียล กอตต์ลีบ” ได้กล่าวมอบความดีงามอันเอ่อท้นไปด้วยพลังของความรักสำหรับ... “แซม... หลานชายผู้เป็นที่รักยิ่งของผม และสำหรับ ‘แซม’ ทุกคนบนโลกนี้... ขอให้ความเปราะบางของพวกเขาเปิดใจของเราเพื่อว่าเขาจะได้รับการเอาใจใส่ และเราจะได้รู้จักการเห็นอกเห็นใจ”... ความรู้สึกจากหัวใจของคุณตาที่เป็นนักจิตวิทยาและครอบครัวบำบัดซึ่งปรารถนาที่จะถ่ายทอดบทเรียนในรูปรอยที่แตกต่างหลากหลายในความเป็นชีวิตแก่หลานชายผู้มีชะตากรรมอันน่าห่วงใยในชีวิต... วิธีสื่อสารของเขาถูกนำเสนอผ่านจดหมายซึ่งเขาเชื่อมั่นว่า... มันเป็นสารแห่งการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดต่อการสัมผัสในเนื้อในของชีวิต... เขาตัดสินใจลงมือเขียนจดหมาย... โดยความตั้งใจที่จะเล่าขานบทเรียนที่ผ่านมาแห่งชีวิตของตนด้วยมุมมองที่คลี่คลายและสามารถเข้าใจนัยแห่งโลกอย่างลึกซึ้ง... ทุกบทตอนในทางความคิดและภาวะสำนึกถูกกลั่นออกมาด้วยความใส่ใจ... ตลอดจนความหวังดีที่โยงใยถึงความรักอันอบอุ่นและเต็มตื้นไปด้วยอารมณ์ของความผูกพันรักใคร่ “แซมหลานรัก... ชีวิตของตาเปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันที่หลานลืมตาดูโลก” เนื้อหาในจดหมายจำนวนสามสิบสองฉบับ... ถูกเน้นย้ำไปที่ค่าความหมายของความเป็นมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา เป็นความจริงใจที่ลึกซึ้งของแรงบันดาลใจ... ที่สำคัญก็คือว่า... “แดเนียล กอตต์ลีบ” ผู้เป็นตาก็ไม่ได้อยู่ในกายสังขารที่เป็นปกติ ขณะที่เขียนจดหมายทั้งหมดนี้ถึงหลานชาย... เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 25 ปีก่อนที่แซมจะเกิดขึ้นมา... กระทั่งเมื่อแซมอายุได้สิบสี่เดือน... เขาก็ถูกตรวจพบว่ามีอาการบกพร่องต่อการพัฒนาแบบรอบด้าน ซึ่งถือเป็นอาการของโรค “ออทิสซึมแบบรุนแรง”... การเขียนจดหมายของตาถึงหลานชายในครั้งนี้จึงได้เกิดมาจากจุดมุ่งหวังที่ไม่สิ้นหวังของ “แดเนียล”... เขายังคงหวังอยู่เสมอว่า “สักวันหนึ่งแซม... ผู้เป็นหลานชายจะได้รู้จักคุณตาของเขาผ่านจดหมายเหล่านี้” ความหมายของการเป็นมนุษย์ถูกถ่ายทอดออกมาจากเบื้องลึกภายในของจิตใจ... เบื้องลึกของเจตจำนงที่สามารถชี้ให้เห็นได้ว่า... เราทุกคนในฐานะมนุษย์ย่อมไม่สามารถที่จะเติบโตมาอย่างสมบูรณ์ได้.. ถ้าหากว่าไม่ได้รับความรักอย่างเหมาะสมและเพียงพอ... โดยเฉพาะคนที่มีเงื่อนไขแห่งชีวิตเป็นการเฉพาะอย่าง “แซม” ... หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านได้ค้นพบความจริงข้อนี้พร้อมกับนัยในเชิงประจักษ์ว่า... แม้ร่างกายของเขาจะอยู่ในสภาพที่ขาดวิ่นหรือไม่เต็มส่วนสักเพียงใด... แต่เขาก็สามารถที่จะกลายเป็นคนสมบูรณ์แบบได้... ด้วยพลังของความสุขที่มีใครบางคน... มองดูเขาด้วยสายตาของความรู้สึกรัก... “แซม... รู้อะไรมั้ย ตาไม่เป็นห่วงอีกต่อไปแล้วเวลาแม่ของหลานบอกว่าหลานสมบูรณ์แบบ... ในที่สุด... ตาก็เข้าใจในสิ่งที่เธอบอก... ร่างกายของหลานไม่ได้สมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับสมองของหลาน หลานแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของหลานและเห็นความน่ารักน่าชัง ตาก็ทำได้เพียงแค่เห็นด้วยกับแม่ของหลาน... ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือหลานสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว” นับจากวินาทีที่แซมลืมตาขึ้นดูโลก... แดเนียลรู้ได้ทันทีว่า... เขาอยากจะบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและความรัก อีกทั้งสอนให้หลานชายได้เข้าใจถึงความหมายของการมีพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์ผู้เปราะบาง... เขาอยากให้หลานชายรู้เรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน... ได้เห็นถึงความสำคัญและความใจร้ายของเพื่อนๆ... เขาอยากสอนให้แซม... รู้ถึงเรื่องยาเสพติด เพศสัมพันธ์ ความรัก การงาน และทุกสิ่งทุกอย่าง... รวมทั้งรู้จักเขาในฐานะที่เป็นคุณตาด้วย... นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้แดเนียลลงมือเขียนจดหมายทั้งหมดขึ้นมา “ผมรู้ดีว่า... อีกหลายปีกว่าแกจะเข้าใจในสิ่งที่คุณตาเขียนถึงแก... แต่เมื่อเริ่มลงมือเขียนจดหมาย ผมก็เกิดความมั่นใจว่าไม่ว่าอย่างไร สักวันหนึ่งแซมจะต้องได้อ่านจดหมายเหล่านี้... แต่แล้วความคาดหวังนั้นก็เปลี่ยนไป” เมื่อได้พบว่าหลานชายมีอาการบางอย่างของโลกออทิสซึมซึ่งเป็นความบกพร่องทางสมองที่จะเปลี่ยนการรับรู้และการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นของบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิง... เป็นความบกพร่องที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของแซมจากความปกติไปอย่างสิ้นเชิง... แน่นอนว่า... แม่ซึ่งเป็นลูกสาวของแดเนียลจะต้องใจสลาย... “ผมร้องไห้เสียใจกับเธอไม่เพียงเพราะเธอเป็นลูกสาวผม แต่เพราะที่ผ่านมาเธอต้องใช้ชีวิตกับคนพิการมาโดยตลอด... ถึงตอนนี้ยังจะต้องมาอยู่กับคนพิการไปตลอดชีวิตอีก” “แดเนียล” รู้สึกถึงว่า... นอกเหนือจากเขาจะรู้สึกสงสารและเสียใจกับลูกสาวแล้ว... เขายังรู้สึกเสียใจกับหลานชายผู้ไร้เดียงสา... และน่าสงสารคนนี้ด้วย... จากจุดที่ขื่นขมของชีวิตตรงจุดนี้เอง... “แดเนียล” จึงเข้าใจถึงว่าเขาจำเป็นที่จะต้องทำให้แซมได้เข้าใจถึงความหมายของคำว่า “แตกต่าง” เป็นความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นมา... พร้อมกับประเด็นของการเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับความทุกข์ยากที่ได้จากแง่คิดของประสบการณ์ตรงแห่งชีวิตของเขาที่ต้องประสบอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวัน... “ผมอยากบอกแกด้วยว่า... ความสงบสุขจะมาสู่เราเมื่อเราหยุดต่อสู้ดิ้นรนแล้วเท่านั้น.. เหนือสิ่งอื่นใด... ผมอยากให้แซมรู้จักกับความรัก... ผมอยากให้แกรู้ว่า... แอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์พูดถูกเผงที่ว่า... ความรักเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง... ผมอยากให้แกเป็นที่รักอย่างเต็มเปี่ยม... และได้สัมผัสกับทุกรสชาติของความรัก ทั้งอยากให้แกเข้าใจด้วยว่า... เมื่อแกเติบโตขึ้น... การมอบความรักนั้นสำคัญกว่าการรับมายิ่งนัก”... นั่นเป็นความหวังอันเปี่ยมล้นไปด้วยไมตรีจิตอันสูงส่งที่คุณตาผู้พิการทางกายปรารถนาจะมอบเป็นของขวัญที่ล้ำค่าแก่หลานชายตัวเล็กๆ... ผู้พิการทางสมอง... “แดเนียล” รู้สึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อยกับสภาพการที่เป็นอยู่ของหลานชาย... เขาอดที่จะข้องใจไม่ได้ว่า... คำพูด ความปรารถนา ความรักที่มอบให้ตลอดจนข้อสังเกตเกี่ยวกับชีวิตของเขานั้นจะมีความหมายกับแกหรือไม่... เพราะอาการออทิสติกมีหลายรูปแบบและสำหรับเด็กที่มีอาการดังกล่าว... ก็ไม่มีทางที่ใครจะสามารถคาดการณ์อนาคตใดๆได้ และถ้าหาก “แซม” เกิดเป็นออทิสติกแบบรุนแรงที่สุด... เขาก็จะไม่สามารถอ่านหรือเข้าใจในสิ่งที่คุณตาอยากจะสื่อสารกับเขาได้เลย “เมื่อแรกตรวจพบอาการ แซมหยุดพูดอ้อแอ้และไม่ออกเสียงใดๆแม้แต่น้อย ต่อมาอีกหนึ่งปีครึ่งแกจะโขกศีรษะกับพื้นเวลาโมโหและร้องลั่นเวลาได้ยินเสียงดัง ผมสงสัยว่าแกจะอ่านจดหมายของคุณตาแกได้ไหม ถึงแม้ว่าผมจะตั้งคำถามอย่างนั้น แต่มันก็ไม่ได้มาขัดขวางไม่ให้ผมเขียนจดหมายต่อแต่อย่างใด” “แดเนียล” แบ่งการเขียนของเขาออกเป็น 6 ภาค... อันประกอบด้วย ขอต้อนรับสู่โลกนี้... เกี่ยวกับครอบครัวของหลาน... หลานกับตา แซม... ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของหลาน... สิ่งที่รอหลานอยู่ข้างหน้า และ... ที่ทางของหลานบนโลกนี้ ทุกๆภาคจะเป็นเรื่องราวของชีวิตจากประสบการณ์ของเขาเอง... ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวที่เขาได้เรียนรู้..... โดย.. ได้ประมวลประสบการณ์ต่างๆมาตีความเป็นความหมายของชีวิตบางขณะเขาได้ความคิดมาจากผู้ผ่านทางที่ได้มีโอกาสพบเจอกันโดยไม่ตั้งใจ.. แต่ความคิดที่ได้รับการถ่ายทอดมากลับเป็นสิ่งอันชวนใคร่ครวญและตระหนักรู้... ไม่ว่าจะเป็นวิถีคิดในมิติที่ว่า... คนเราเกิดเป็นสี่เหลี่ยมแต่ตายแบบวงกลม ซึ่งแดเนียลได้ขยายความหมายออกไปไกลในประเด็นที่ลึกซึ้งว่า “...เมื่อกระแสน้ำแห่งชีวิตพัดผ่านเรา เหลี่ยมมุมในชีวิตของเราจะค่อยๆกร่อนหายไป ซึ่งถือเป็นเรื่องดี... เพราะเราจะได้มีรูปร่างใหม่ที่น่าพึงพอใจและประหลาดใจ... นอกจากนี้เรายังสูญเสียสติปัญญาที่เกิดมาพร้อมกับเราด้วย แต่ร่องรอยแห่งสติปัญญานั้นจะคงอยู่กับเราใต้จมูกของเรานี่เอง... ดังนั้น... ภาระหน้าที่ของหลานก็คือ... จงเชื่อมั่นในสัญชาตญาณ... จดจำข้อตกลงลับกับพระเจ้า และตระหนักถึงสติปัญญาที่อยู่คู่กับเรามาตลอดให้ได้... “ตราบใดที่ตายังมีชีวิตอยู่... เมื่อใดที่ตาอยู่กับหลาน... ตายินดีจะเล่าเรื่องของคุณทวดให้หลานฟัง... ท่านเป็นชายร่างเล็กและเล็กทั้งเครื่องหมายที่ท่านได้จารึกไว้ในโลกนี้ ท่านไม่ได้เป็นผู้นำกลุ่มหรือองค์กรใด เท่าที่ท่านทำมีเพียงแต่งงานกับผู้หญิงที่ท่านรักหมดหัวใจ และเลี้ยงดูลูกสองคนที่รู้จักกับความรักและความเห็นใจ ท่านใช้ชีวิตและมีความรัก ท่านได้มอบสิ่งต่างๆให้แก่โลกนี้มากมายเท่ากับที่ได้รับไป...” คำสอนของ “แดเนียล” ตรงส่วนนี้... หวังถึงการให้แซมผู้เป็นหลานชายได้ประเมินพ่อของตนเอง... ผ่านความเป็นครอบครัว... ที่เขาจะต้องประสบและเห็นบทบาทของพ่อในชีวิตครอบครัว... ในชีวิตของเขาเองและในชีวิตของผู้เป็นแม่... “หลานจะได้รับรู้มิติต่างๆของผลกระทบที่เขามีต่อโลกนี้... แต่ ณ เวลานี้ ตารู้ว่าไม่มีคำตัดสินหรือการประเมินใดที่สำคัญนัก... แต่สิ่งที่สำคัญคือท่าทางที่หลานกับพ่อจะนั่งมองทะเลด้วยกันต่างหาก” การเสนอมุมมองอย่างมีความหวังในลักษณะเช่นนี้ของ “แดเนียล” ทำให้หนังสือเล่มนี้มีภาพรวมที่เป็นดั่งภาพวาดของความรัก... เป็นความรักที่มีหัวใจแห่งความเข้าใจเป็นพื้นฐาน... มีความเอื้ออาทรอันบริสุทธิ์เป็นตัวกระตุ้นความหมายของการอยู่ร่วมกันให้กระจ่างชัดขึ้น... สิ่งต่างๆเหล่านี้เปี่ยมไปด้วยสีสันในทางความรู้สึกที่ตื่นตระการและเป็นอัศจรรย์ (Magical Romance) แม้ว่าในสภาวะของความเป็นจริงชีวิตจะต้องตกอยู่ในหลุมบ่อของความทุกข์เศร้าเพียงใดก็ตาม... แต่เมื่อเรารู้จักแปรเปลี่ยนความทุกข์มาสู่ความสุขอันสงบงามและไม่สยบยอมต่อความหมองหม่นแล้ว... ดวงตาของความรักก็จะมองเห็นเนื้อแท้แห่งหัวใจของกันและกันเป็นบทสะท้อนอันลึกล้ำของเจตจำนงแห่งการมีชีวิตอันมีคุณค่าอยู่เสมอ... มีชีวิตอย่างไม่พ่ายแพ้ต่ออุปสรรคอันโหดร้ายแห่งชะตากรรม... “ความอ่อนแอของเราสามารถเปิดใจคน ทั้งใจของเราและใจของคนอื่นได้มากมาย การแลกเปลี่ยนที่อยู่บนพื้นฐานของความเอาใจใส่ด้วยใจจริงสามารถกระทบจิตใจคนได้ในระดับลึกที่สุด หากไม่เป็นเช่นนั้น ตาก็ไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้ได้” “ดวงตาของคนที่เรารัก”(Letters to Sam)... ผลงานแปลที่ละเมียดละไมและงามจับใจของ “ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ” นักแปลหญิงรุ่นใหม่... ที่มักจะเลือกแปลงานในลักษณะที่กินใจเช่นนี้... ได้อย่างมีผัสสะ... ถือเป็นของขวัญที่ล้ำค่าในอรรถรสของการอ่านหนังสือที่รองรับด้วยสาระเนื้อหาอันเป็นประโยชน์รอบด้าน เป็นคำสอนแห่งการหยั่งรู้ที่จริงใจ... ว่ากันว่าชีวิตของมนุษย์ทุกคนมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และถ่ายทอดถึงกันอีกมากมาย... ผ่านดวงตาที่มองเห็นผ่านดวงใจที่รู้สึก... ผ่านการมองเข้าไปในเบื้องลึกที่มีจิตวิญญาณของความรักคอยขับขาน... “ความจริงแห่งความหมายอยู่ด้านใน”... ผมถือว่าในบทเริ่มต้นแห่งปีใหม่และใน... วิถีแห่งความเป็นเด็กเนื่องในวันเด็กของปีนี้ “ดวงตาของคนที่เรารัก” คือความงามและความหมายในสัญญะที่เป็นแรงบันดาลใจของการมีชีวิตอยู่อย่างรื่นรมย์ด้วยความรักโดยแท้ “ออกไปค้นหาคนที่คุณรักและรับรู้ถึงความรักนั้นในทุกอณูของร่างกาย รักคนคนนั้นให้มากขึ้นในวันรุ่งขึ้น แล้วในวันต่อไปก็รักคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และทุกวันหลังจากนั้นก็เพิ่มจำ นวนคนที่คุณรักเข้าไปอีก”