รมว.คมนาคม ประกอบพิธีบวงสรวง และเจริญพระพุทธมนต์ อัญเชิญพระพุทธรูป พระพุทธสิหิงค์ จากอาคารหอพระพุทธสิหิงค์ หน้าอาคารศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์หลังเดิม ขึ้นแห่บนหลังช้าง 10 เชือก นำไปประดิษฐาน ที่พระอุโบสถ วัดกลาง (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อง่ายต่อการเข้าไปกราบสักการะของพุทธศาสนิกชน และเกิดความปลอดภัยในการดูแลรักษา เมื่อวันที่ 24 ก.ค.64 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นประธานในการประกอบพิธีบวงสรวง และเจริญพระพุทธมนต์ เพื่ออัญเชิญพระพุทธรูป พระพุทธสิหิงค์ โลหะทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตัก 18 นิ้ว ซึ่งประดิษฐานอยู่ในอาคารหอพระพุทธสิหิงค์ อยู่บริเวณด้านหน้าอาคารศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์หลังเดิม ขึ้นแห่บนหลังช้าง ที่จัดเป็นริ้วขบวนช้างจำนวน 10 เชือก พร้อมขบวนเครื่องสักการะ ขบวนแห่คณะนางรำ จากมหาวิทยาลัยราภัฏบุรีรัมย์ และขบวนส่วนราชการกับประชาชน แห่อัญเชิญพระพุทธรูป พระพุทธสิหิงค์ ไปตามถนนจิระ ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เพื่อนำไปประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถ วัดกลาง (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อไว้ให้พุทธศาสนิกชน ได้สามารถเข้ากราบสักการะได้สะดวก และง่ายกว่าที่เดิม รวมทั้งเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการดูแลรักษาองค์พระพุทธสิหิงค์ ด้วย ท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนชาว จ.บุรีรัมย์ ร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมพิธีทุกคนจะต้องปฎิบัติตนตาม แนวทาง D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัด โดยทุกคนจะต้องสวมใสหน้ากาอนามัย และจะต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกาย และจะต้องล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ก่อนเข้าในพื้นที่บริเวณจัดงานด้วย เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ จ.บุรีรัมย์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระพุทธสิหิงค์ หน้าตัก ขนาด 18 นิ้ว หล่อจากโลหะทองสัมฤทธิ์ ให้กับจังหวัดบุรีรัมย์ โดย นายสุรวุฒิ บุญญานสาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ (ในขณะนั้น) ได้เดินทางไปอัญเชิญจากกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2513 มาประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดกลาง พระอารามหลวง เพื่อทำพิธีพุทธาภิเษก 3 วัน 3 คืน โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ มาเป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วยพระเกจิอาจารย์ในภาคอีสาน อาทิ หลวงปู่สุข วัดโพธิ์ทรายทอง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ หลวงปู่ดุลย์ จ.สุรินทร์ ก่อนที่จะสร้าง หอพระพุทธสิหิงค์ ขึ้นที่บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อประดิษฐานให้ประชาชนชาวบุรีรัมย์ ได้สักการะบูชา ในโอกาสที่ทำการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอาคารพระพุทธสิหิงค์ มีอายุราว 50 ปี ปัจจุบันมีสภาพชำรุด ทรุดโทรม ประกอบกับศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ย้ายไปยังศูนย์ราชการแห่งใหม่ ตั้งอยู่บริเวณเขากระโดง ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ห่างจากพื้นที่เดิมไปประมาณ 6 กิโลเมตร จึงทำให้อาคารประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ไม่มีหน่วยงานเข้าไปดูแลอย่างต่อเนื่อง และมีความไม่ปลอดภัยต่อองค์พระพุทธสิหิงค์ จึงต้องมีการติดตั้งประตูเหล็ก เพื่อป้องกันการเข้าไปโจรกรรม ทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความไม่สะดวก ในการเข้าไปกราบสักการะองค์พระพุทธสิหิงค์ จ.บุรีรัมย์ จึงได้มีการประชุมคณะกรมการจังหวัดบุรีรัมย์ และมีมติให้ดำเนินการอัญเชิญ องค์พระพุทธสิหิงค์ จากที่ประดิษฐานเดิม ไปประดิษฐาน ณ พระอุโอสถ วัดกลาง (พระอารามหลวง) เพื่อง่ายต่อการเข้าไปกราบสักการะของพุทธศาสนิกชน และเกิดความปลอดภัยในการดูแลรักษา