สัปดาห์พระเครื่อง / ราม วัชรประดิษฐ์
หลวงพ่อพรหม ถาวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดช่องแค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ พระเกจิผู้มีชื่อเสียงและเกียรติคุณขจรไกล เป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วหล้า ด้วยบารมีและความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือ โดยเฉพาะเล็บมือและเล็บเท้าของท่าน มีการตั้งสนนราคากันถึงหลักหมื่นทีเดียว แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้ว ศพก็ยังไม่เน่าเปื่อย จึงได้รับการบรรจุไว้ในโลงแก้ว เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาและสาธุชนได้มีโอกาสมานมัสการและขอพรอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน วัตถุมงคลของท่านที่มีมากมายหลายประเภท ศิษยานุศิษย์สร้างถวายก็เยอะ ซึ่งล้วนทรงพุทธาคมเป็นที่ปรากฏ เป็นที่นิยมและแสวงหาอย่างสูงทั้งสิ้น อาทิ พระรูปเหมือนปั๊ม รุ่นนิ้วกระดก เป็นต้น
หลวงพ่อพรหม เป็นชาวเมืองกรุงเก่า หรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อปี พ.ศ.2427 ที่ ต.บ้านแพรก อ.มหาราช โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายหมี-นางล้อม โกสะลัง ในวัยเยาว์ได้ศึกษาร่ำเรียนหนังสือกับพระที่วัดใกล้บ้าน ได้ศึกษาอักษรขอมควบคู่กับภาษาไทยตั้งแต่ก่อนอุปสมบท เมื่ออายุครบบวช ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดปากคลองยาง โดยมี หลวงพ่อถม วัดเขียนลาย เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "ถาวโร" แล้วมาจำพรรษาที่วัดเขียนลาย จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยด้านปริยัติธรรมจนแตกฉาน ต่อมามีความสนใจในด้านวิปัสสนากรรมฐาน จึงตัดสินใจออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติธรรมชั้นสูงจนเข้าสู่เขตประเทศพม่า แต่ก็ยังไม่พบชัยภูมิที่เหมาะสมจะเป็นพุทธภูมิสำหรับภาวนาหาความสงบวิเวก จึงเดินธุดงค์ต่อไปจนมาถึง ´ภูเขาช่องแค´ เมื่อไปถึงพื้นที่ก็เกิดฝนตกหนัก ชาวบ้านจึงบอกทางให้ไปหลบฝนในถ้ำ คืนแรกท่านก็ได้มีนิมิตอันเกิดจากจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาแนะแนวทางการปฏิบัติธรรมชั้นสูงให้ ท่านจึงใช้ถ้ำแห่งนี้ในการฝึกฝนบำเพ็ญภาวนาจนแก่กล้า ศรัทธาของชาวบ้านก็เริ่มทยอยเข้ามา จากป่าอันรกร้างว่างเปล่าก็กลายเป็นเสนาสนะมากมาย พระภิกษุจากที่ต่างๆ เริ่มทยอยมาฝากตัวเป็นศิษย์รับคำสอนจากท่าน ท่านจึงซื้อที่ดินสร้างวัด กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ และเสนาสนะต่างๆ ให้ชื่อว่า ´วัดช่องแค´ และจำพรรษาที่นั่นตลอดมา จนมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2516
มากล่าวถึงวัตถุมงคลสำคัญอีก 1 พิมพ์ของท่าน นั่นคือ "เหรียญแจกทาน" ที่นับเป็นเหรียญยอดนิยมรองลงมาจากเหรียญรุ่นแรก เรียกได้ว่า ออกมาเพียง 1-2 เดือน สนนราคาก็ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว
เหรียญแจกทาน สร้างในปี พ.ศ.2515 โดยคณะกรรมการวัด เพื่อหารายได้สมทบทุนการก่อสร้างศาลาการเปรียญ ที่เรียกว่า “เหรียญแจกทาน” เนื่องจากคณะกรรมการได้นำเหรียญถวายหลวงพ่อจำนวน 3,000 เหรียญ เพื่อแจกเป็นทาน โดยใส่ขันวางไว้หน้ากุฏิ ให้ทุกคนหยิบไปได้คนละ 1 เหรียญ จึงนำมาเรียกชื่อเหรียญ ส่วนที่เหลือได้นำออกให้เช่าบูชา
เหรียญนี้เริ่มแรกสร้างมีเพียงพิมพ์เดียว แต่เมื่อปั๊มไปได้จำนวนหนึ่งแม่พิมพ์ด้านหน้าเกิดชำรุด ทางวัดจึงให้ช่างแกะแม่พิมพ์ขึ้นมาใหม่กลายเป็น 2 พิมพ์ คือ พิมพ์สังฆาฏิสั้น และ พิมพ์สังฆาฏิยาว โดยสังเกตที่เส้นสังฆาฏิ สำหรับด้านหลังยังคงมีพิมพ์เดียว ‘พิมพ์สังฆาฏิสั้น’ มีเนื้อเหรียญสตางค์ 1 บาท, เนื้อเหรียญสตางค์สลึง, เนื้อทองเหลืองชุบทอง, เนื้อทองเหลืองรมดำและไม่ชุบทอง ส่วน ‘พิมพ์สังฆาฏิยาว’ มีเนื้อทองแดงผิวไฟ, เนื้อทองแดงรมดำ และเนื้อทองเหลืองรมดำ โดยทั้ง 2 พิมพ์นี้มีทั้งชนิดที่ตัดหู (เหรียญ) และตัดขอบเป็นซุ้มระฆัง ซึ่งมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่แจกคณะกรรมการ นอกจากนี้ยังมี “เนื้อทองระฆัง” สร้างพิเศษเพียง 9 เหรียญ ซึ่งไม่ออกให้เช่าบูชา และเนื่องด้วยเป็นเหรียญที่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง จึงมีการทำเทียมเลียนแบบออกมามากมาย จึงต้องใช้การพิจารณาจุดชี้ตำหนิต่างๆ ให้ดี หลักการพิจารณาเบื้องต้นมีดังนี้
‘พิมพ์สังฆาฏิสั้น’ เส้นสังฆาฏิจะสั้น ปลายสุดอยู่แค่หน้าตัก เม็ดไข่ปลาใต้ฐานอาสนะ ทางขวามือของหลวงพ่อจะอยู่ระหว่างกลางของขอบระฆังชั้นที่สองกับเส้นใต้พระเพลา และปลายเส้นกรอบหนังสือคำว่า “หลวงพ่อพรหม” มีเส้นนูนขีดในแนวดิ่งขนานลงมากับเส้นกรอบ
‘พิมพ์สังฆาฏิยาว’ เส้นสังฆาฏิจะยาวลงไปจรดพื้นเหรียญ ดูเผินๆ เหมือนหลวงพ่อพรหมนั่งทับเส้นสังฆาฏิ เม็ดไข่ปลาใต้ฐานอาสนะ ทางขวามือของหลวงพ่อจะเรียงเอียงขึ้นไปหาเส้นใต้อาสนะ และปลายเส้นกรอบตัวหนังสือคำว่า “หลวงพ่อพรหม” มีรอยเส้นแกะพิมพ์เกิน เหลื่อมออกมาทางด้านหน้า เป็นเส้นนูนแหลมอยู่ 1 เส้น
สำหรับพิมพ์ด้านหลังมีจุดสังเกตดังนี้ อักษรตัว "มะ" มีเส้นซ้อนคล้ายจะทับกันเป็นสองตัว ทั้งที่จริงเป็นตัวเดียว, หัวตัว "อะ" ที่คล้าย ‘รอเรือ’ ตัวหลัง จะแยกกันเล็กน้อยคล้ายปากตะขาบ, ตรงคำว่า ‘ช่องแค’ เหนือตัว "ช" บริเวณไม้เอก มีเส้นนูนที่พื้นเหรียญเล็กน้อย และหางตัว "ง" มีเส้นแยกออกเป็นสองแฉกครับผม
หลวงพ่อพรหม เป็นชาวเมืองกรุงเก่า หรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อปี พ.ศ.2427 ที่ ต.บ้านแพรก อ.มหาราช โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายหมี-นางล้อม โกสะลัง ในวัยเยาว์ได้ศึกษาร่ำเรียนหนังสือกับพระที่วัดใกล้บ้าน ได้ศึกษาอักษรขอมควบคู่กับภาษาไทยตั้งแต่ก่อนอุปสมบท เมื่ออายุครบบวช ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดปากคลองยาง โดยมี หลวงพ่อถม วัดเขียนลาย เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "ถาวโร" แล้วมาจำพรรษาที่วัดเขียนลาย จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยด้านปริยัติธรรมจนแตกฉาน ต่อมามีความสนใจในด้านวิปัสสนากรรมฐาน จึงตัดสินใจออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติธรรมชั้นสูงจนเข้าสู่เขตประเทศพม่า แต่ก็ยังไม่พบชัยภูมิที่เหมาะสมจะเป็นพุทธภูมิสำหรับภาวนาหาความสงบวิเวก จึงเดินธุดงค์ต่อไปจนมาถึง ´ภูเขาช่องแค´ เมื่อไปถึงพื้นที่ก็เกิดฝนตกหนัก ชาวบ้านจึงบอกทางให้ไปหลบฝนในถ้ำ คืนแรกท่านก็ได้มีนิมิตอันเกิดจากจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาแนะแนวทางการปฏิบัติธรรมชั้นสูงให้ ท่านจึงใช้ถ้ำแห่งนี้ในการฝึกฝนบำเพ็ญภาวนาจนแก่กล้า ศรัทธาของชาวบ้านก็เริ่มทยอยเข้ามา จากป่าอันรกร้างว่างเปล่าก็กลายเป็นเสนาสนะมากมาย พระภิกษุจากที่ต่างๆ เริ่มทยอยมาฝากตัวเป็นศิษย์รับคำสอนจากท่าน ท่านจึงซื้อที่ดินสร้างวัด กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ และเสนาสนะต่างๆ ให้ชื่อว่า ´วัดช่องแค´ และจำพรรษาที่นั่นตลอดมา จนมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2516
มากล่าวถึงวัตถุมงคลสำคัญอีก 1 พิมพ์ของท่าน นั่นคือ "เหรียญแจกทาน" ที่นับเป็นเหรียญยอดนิยมรองลงมาจากเหรียญรุ่นแรก เรียกได้ว่า ออกมาเพียง 1-2 เดือน สนนราคาก็ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว
เหรียญแจกทาน สร้างในปี พ.ศ.2515 โดยคณะกรรมการวัด เพื่อหารายได้สมทบทุนการก่อสร้างศาลาการเปรียญ ที่เรียกว่า “เหรียญแจกทาน” เนื่องจากคณะกรรมการได้นำเหรียญถวายหลวงพ่อจำนวน 3,000 เหรียญ เพื่อแจกเป็นทาน โดยใส่ขันวางไว้หน้ากุฏิ ให้ทุกคนหยิบไปได้คนละ 1 เหรียญ จึงนำมาเรียกชื่อเหรียญ ส่วนที่เหลือได้นำออกให้เช่าบูชา
เหรียญนี้เริ่มแรกสร้างมีเพียงพิมพ์เดียว แต่เมื่อปั๊มไปได้จำนวนหนึ่งแม่พิมพ์ด้านหน้าเกิดชำรุด ทางวัดจึงให้ช่างแกะแม่พิมพ์ขึ้นมาใหม่กลายเป็น 2 พิมพ์ คือ พิมพ์สังฆาฏิสั้น และ พิมพ์สังฆาฏิยาว โดยสังเกตที่เส้นสังฆาฏิ สำหรับด้านหลังยังคงมีพิมพ์เดียว ‘พิมพ์สังฆาฏิสั้น’ มีเนื้อเหรียญสตางค์ 1 บาท, เนื้อเหรียญสตางค์สลึง, เนื้อทองเหลืองชุบทอง, เนื้อทองเหลืองรมดำและไม่ชุบทอง ส่วน ‘พิมพ์สังฆาฏิยาว’ มีเนื้อทองแดงผิวไฟ, เนื้อทองแดงรมดำ และเนื้อทองเหลืองรมดำ โดยทั้ง 2 พิมพ์นี้มีทั้งชนิดที่ตัดหู (เหรียญ) และตัดขอบเป็นซุ้มระฆัง ซึ่งมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่แจกคณะกรรมการ นอกจากนี้ยังมี “เนื้อทองระฆัง” สร้างพิเศษเพียง 9 เหรียญ ซึ่งไม่ออกให้เช่าบูชา และเนื่องด้วยเป็นเหรียญที่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง จึงมีการทำเทียมเลียนแบบออกมามากมาย จึงต้องใช้การพิจารณาจุดชี้ตำหนิต่างๆ ให้ดี หลักการพิจารณาเบื้องต้นมีดังนี้
‘พิมพ์สังฆาฏิสั้น’ เส้นสังฆาฏิจะสั้น ปลายสุดอยู่แค่หน้าตัก เม็ดไข่ปลาใต้ฐานอาสนะ ทางขวามือของหลวงพ่อจะอยู่ระหว่างกลางของขอบระฆังชั้นที่สองกับเส้นใต้พระเพลา และปลายเส้นกรอบหนังสือคำว่า “หลวงพ่อพรหม” มีเส้นนูนขีดในแนวดิ่งขนานลงมากับเส้นกรอบ
‘พิมพ์สังฆาฏิยาว’ เส้นสังฆาฏิจะยาวลงไปจรดพื้นเหรียญ ดูเผินๆ เหมือนหลวงพ่อพรหมนั่งทับเส้นสังฆาฏิ เม็ดไข่ปลาใต้ฐานอาสนะ ทางขวามือของหลวงพ่อจะเรียงเอียงขึ้นไปหาเส้นใต้อาสนะ และปลายเส้นกรอบตัวหนังสือคำว่า “หลวงพ่อพรหม” มีรอยเส้นแกะพิมพ์เกิน เหลื่อมออกมาทางด้านหน้า เป็นเส้นนูนแหลมอยู่ 1 เส้น
สำหรับพิมพ์ด้านหลังมีจุดสังเกตดังนี้ อักษรตัว "มะ" มีเส้นซ้อนคล้ายจะทับกันเป็นสองตัว ทั้งที่จริงเป็นตัวเดียว, หัวตัว "อะ" ที่คล้าย ‘รอเรือ’ ตัวหลัง จะแยกกันเล็กน้อยคล้ายปากตะขาบ, ตรงคำว่า ‘ช่องแค’ เหนือตัว "ช" บริเวณไม้เอก มีเส้นนูนที่พื้นเหรียญเล็กน้อย และหางตัว "ง" มีเส้นแยกออกเป็นสองแฉกครับผม