ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“การค้นพบอุบัติการณ์สำคัญที่เป็นองค์ความรู้ของโลกโดยเฉพาะหมุดหมายแห่งโครงสร้าง คือสิ่งที่ถือเป็นโอกาสในการเปิดเส้นทางความคิดภายใต้ดวงตาแห่งการเกิดใหม่ในเชิงสัมผัสรับรู้ให้แก่มวลมนุษยโลกได้ใช้เป็นแบบอย่าง.. มันคือความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงโลกอย่างแนบชิดและเต็มไปด้วยพลังแห่งการสื่อสารและสร้างค่าอันยิ่งใหญ่ แท้จริงในมวลรวมของชีวิตเรามักจะค้นพบข้อประจักษ์ของสิ่งดังกล่าวนี้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งด้วยความยากลำบากในการสืบค้นศึกษา และทั้งด้วยความฉับพลันแห่งสำนึกคิดที่ปรากฏขึ้นอย่างเหนือคาดคิด เหตุนี้ชีวิตจึงเหมือนบททดสอบอันสำคัญต่อการเรียนรู้และรับรู้อันไม่รู้จบปรากฏการณ์ต่างๆนานา ล้วนเกิดขึ้นด้วยนัยอันลึกซึ้งแห่งการสังเคราะห์อันหยั่งลึกลงไปถึงความซับซ้อน ในมิติแห่งการดำรงอยู่และดำเนินไปของโลก ที่เต็มไปด้วยเหตุแห่งผลอันเต็มไปด้วยส่วนปลีกย่อยของรายละเอียด...”. รากฐานแห่งกระบวนความคิดเบื้องต้น...คือที่มาที่ไปอันสำคัญของหนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มหนึ่ง ในโลกสมัยใหม่ของวันนี้...หนังสือที่ถูกระบุว่า..มันคือสาระแห่งการนำเสนอถึง ..ความเข้าใจใหม่ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบที่มีชีวิต....ว่ากันว่านับจากความมีชีวิตชีวาและการสามารถที่จะเข้าถึง แนวคิดของ “ฟริตจ๊อฟ คาปรา”(FRITJOF CAPRA)
...ผ่านหนังสือที่ดังก้องโลกอย่าง เต๋าแห่งฟิสิกส์(THE TAO OF PHYSICS)...หรือ..จุดเปลี่ยนแห่งทศวรรษ(THE TURNING POINT)...ทำให้ คาปรา กลายเป็นหนึ่งในผู้ถ่ายทอดมิติแห่งอุบัติการณ์อันเป็นองค์ความรู้ได้อย่างชัดเจนที่สุด
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการค้นพบต่างๆที่เกิดขึ้นล่าสุด ซึ่งถือเป็นส่วนที่เกิดขึ้นในแนวหน้าของกระบวนการคิดในเชิงวิทยาศาสตร์ สังคม รวมทั้งปรัชญา
ข่ายใยแห่งชีวิต(THE WEB OF LIFE)ที่แปลเป็นภาษาไทยได้อย่างถึงแก่นแห่งสาระเนื้อหาอันชวนขบคิดโดย.. “สว่าง พงศ์ศิณิพัฒน์”....คือหนังสืออีกเล่มหนึ่งของ คาปรา ที่มีเจตจำนงที่จะแสดงให้เห็นถึงการนำเสนอ บทสังเคราะห์ชั้นยอดในการค้นพบที่สำคัญๆ ในทางวิทยาศาสตร์. ซึ่งต่างได้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ว่าจะเป็น ทฤษฎีกัยยา ทฤษฎีเคออส ทฤษฎีว่าด้วยความซับซ้อน ตลอดจนคำอธิบายอื่นๆที่เกี่ยวกับ คุณสมบัติของสิ่งที่มีชีวิต ระบบนิเวศ และระบบสังคม...ประเด็นอันถือเป็นความน่าประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือว่า สิ่งต่างๆที่ คาปรา...ได้ค้นพบนั้นล้วนต่างขัดแย้งอย่างชัดเจนกับกระบวนทัศน์ที่เป็นที่ยอมรับกัน เกี่ยวกับแนวคิดในเชิงกลไก และนัยแนวคิดแบบ ดาร์วิน ..ที่โลกเคยคุ้นกันดีมาก่อน...วิธีคิดของคาปรา...ได้กลายมาเป็นรากฐานใหม่ที่ไม่ใช่ความเป็นสามัญธรรมดาให้กับการวางนโยบายด้านนิเวศวิทยา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่สัมผัสสามารถที่จะสร้างและดำรงชุมชนให้ยั่งยืน โดยไม่ลดทอนโอกาสของลูกหลานในอนาคต
การศึกษาเรื่องแบบรูปของชีวิตนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการที่จะเข้าใจระบบที่มีชีวิต เนื่องจากคุณสมบัติเชิงระบบเกิดขึ้นจากแบบแผนของความสัมพันธ์ที่มีระเบียบ เป็นคุณสมบัติของแบบรูป....สิ่งที่ถูกทำลายลงเมื่อสิ่งมีชีวิตถูกผ่าแยกก็คือ..แบบรูปของมัน องค์ประกอบย่อยยังคงอยู่ตรงนั้นแต่ทว่า แบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบย่อยเหล่านั้นได้ถูกทำลายลง และด้วยเหตุนี้สิ่งมีชีวิตแห่งองคาพยพนั้นจึงตาย...นับเนื่องจากประเด็นนี้นักวิทยาศาสตร์แนวคตินิยมลดทอน ส่วนใหญ่จึงไม่สามารถยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อแนวคิดแบบคตินิยมลดทอนได้ เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถมองเห็นความสำคัญของแบบรูป..พวกเขาต่างพากันยืนยันว่าเมื่อถึงที่สุดแล้วสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตนั้นล้วนประกอบขึ้นจาก อะตอมและโมเลกุลชนิดเดียวกับที่เป็นองค์ประกอบของสสารอนินทรีย์ และด้วยเหตุนี้เอง กฏของชีววิทยาจึงสามารถลดรูปลงเป็นกฏต่างๆของฟิสิกส์และเคมีได้ แม้จะเป็นจริงว่า....ถึงที่สุดแล้วสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตจะประกอบขึ้นจากอะตอมและโมเลกุล แต่มันไม่ใช่อะตอมและโมเลกุลเพียงเท่านั้น ยังมีบางอย่างที่อยู่ในสิ่งที่มีชีวิตอีกด้วย...นั่นคือ แบบรูปของการจัดองคาพยพ
การตระหนักถึงเรื่องนี้ เริ่มต้นขึ้นในวิทยาศาสตร์ช่วงทศวรรษ1920 เมื่อนักนิเวศวิทยา เริ่มศึกษาถึง ข่ายใยอาหาร(FOOD WEBS) หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อตระหนักแล้วว่า..เครือข่ายนั้นเป็นแบบรูปโดยทั่วไปของสิ่งที่มีชีวิต นักคิดเชิงระบบได้ต่อขยายแบบจำลองเครือข่ายออกไปครอบคลุมระบบในทุกๆระดับ...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..นักไซเบอร์เนติค ก็ได้พยายามสร้างความเข้าใจในเรื่องของสมอง โดยพินิจมันออกมาว่า..เป็นระบบเครือข่ายของเซลล์ประสาท และได้พัฒนาเทคนิคทางด้านคณิตศาสตร์....ชนิดพิเศษขึ้นมา เพื่อทำการวิเคระห์แบบรูปของมัน...โครงสร้างของสมองมนุษย์นั้นซับซ้อนอย่างมหาศาล มันประกอบด้วยเซลล์ประสาทประมาณหมื่นล้านเซลล์ ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ผ่านจุดเชื่อมต่อนับเป็นล้านล้านจุด สมองทั้งหมดสามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ..หรือเครือข่ายย่อยๆ ที่ติดต่อสื่อสารกันในรูปของเครือข่าย ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ได้ส่งผลเป็นแบบรูปอันซับซ้อนของข่ายใยที่เกาะเกี่ยวโยงกัน กระทั่งเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนใหญ่กว่า...
แท้จริงแล้ว การจัดองคาพยพตัวเองนั้นอาจอุบัติขึ้นในฐานะที่เป็นแนวคิดแกนกลางของทรรศนะเชิงระบบสำหรับสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งก็เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่องการป้อนกลับและการควบคุมตัวเอง....แน่นอนว่าแนวคิดเรื่องการจัดองคาพยพของตัวเองนั้น เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเรื่องเครือข่าย เราอาจกล่าวได้ว่า...แบบรูปของสิ่งมีชีวิตนั้นก็คือ...แบบรูปเครือข่ายที่สามารถจัดองคาพยพของตัวเองได้..”.นี่ถือเป็นคำจำกัดความง่ายๆ แต่มันมีพื้นฐานมาจากการค้นพบ ในระดับแนวหน้าที่สุดของวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้”
หลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการของชีวิตก็คือ...แบบรูป โครงสร้าง และ กระบวนการ ที่มีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิดจนยากที่จะกล่าวถึงพวกมันโดยแยกออกจากกัน...แม้ว่าจำเป็นที่จะต้องจำแนกความแตกต่างระหว่างหลักเกณฑ์ทั้งสามนี้...ในทฤษฎีที่อุบัติขึ้นใหม่ว่าด้วยสิ่งที่มีชีวิต กระบวนการของชีวิตอันหมายถึงการดำรงแบบรูปของการจัดองคาพยพให้คงอยู่ในโครงสร้างของการกระจายพลังงานอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสิ่งเดียวของการรู้(COGNITION) หรือกระบวนการของการรู้.(THE PROCESS OF KNOWING)..นี่เท่ากับเป็นแนวคิดเรื่องจิต(CONCEPT OF MIND)ที่ใหม่อย่างถอนรากถอนโคน
อาจกล่าวได้ว่า..มันเป็นแง่มุมซึ่งเป็นการปฏิวัติและน่าตื่นเต้นที่สุดของทฤษฎีนี้.. เนื่องจากมันส่อแววว่าจะสามารถเอาชนะการแบ่งแยกระหว่างเรื่องจิตกับสสารตามแนวคิดของ เดการ์ต ได้ในที่สุด....
ตามที่ว่าด้วยระบบที่มีชีวิตนี้ จิตมิได้เป็น สิ่ง ( A THING)แต่มันคือ กระบวนการ..(A PROCESS) นั่นหมายถึงตัวกระบวนการของชีวิตอย่างแท้จริง หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ...กระบวนการจัดองคาพยพของระบบที่มีชีวิตในทุกๆระดับของชีวิต ก็คือกระบวนการทางจิต(MENTAL ACTIVITY) รวมทั้งการปฏิสัมพั นธ์ของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็น พืช สัตว์ หรือ มนุษย์ กับสิ่งแวดล้อม...มันคือปฏิสัมพันธ์ของการรู้หรือปฏิสัมพันธ์ของจิต...ด้วยเหตุนี้ชีวิตและการรู้จึงเชื่อมโยงกัน อย่างไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้...จิต..หรือกล่าวให้แน่ชัดขึ้นก็คือกระบวนทางจิต ต่างกระจายกันอยู่ทั่วในเนื้อสสารทุกๆระดับของชีวิต
ดั่งนี้เอง.. จึงนำมาสู่บทสรุปที่ว่า...สิ่งมีชีวิตในแต่ละองคาพยพ และระบบของสังคมมนุษย์จึงเป็นระบบที่มีชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมาก ระบอบการเมืองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จมักจำกัดความเป็นอิสระของสมาชิกในสังคมนั้นอย่างรุนแรง และด้วยการกระทำเช่นนั้น จึงได้ทำลายความเป็นปัจเจกและทำลายความเป็นมนุษย์ของสมาชิกเหล่านั้นด้วย...และด้วยเงื่อนไขดังกล่าวนี้ สังคมเผด็จการแบบฟาสซิสต์จึงทำงานคล้ายกับองคาพยพของสิ่งที่มีชีวิตมากกว่า และไม่ใช่..เรื่องบังเอิญที่ผู้นำเผด็จการมักชอบใช้อุปมาเปรียบเทียบสังคมเป็นเหมือนองคาพยพของสิ่งที่มีชีวิต...
ภาวะแห่งองค์ความรู้ทั้งหมดในสิ่งทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงมาเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งการตีความผ่านประเด็นที่ทั้งขยายกว้างและหยั่งลึกของหนังสือที่เต็มไปด้วยการประมวลหลักการและความคิดของนักคิดสมัยใหม่ที่มีทรรศนะหลายๆส่วนเกี่ยวเนื่องกับการถอดรื้อความเชื่อแห่งศรัทธาดั้งเดิม..อันเป็นความหมายแห่งข่ายใยของชีวิตที่ผูกพันอยู่กับมิติอันซับซ้อนที่ทั้งต้องตีความและอธิบายความถึงสภาวะที่ทบซ้อนในกันและกันเสียใหม่ ผ่านภาวะแห่งจิตภายในและองค์ประกอบอันเป็นสามัญแห่งสัญชาตญาณของมนุษย์ที่เชื่อมโยงไปถึงกลไกของสมองและระบบประสาท ทุกๆสภาวะล้วน มีส่วนสัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อมและองค์รวมของสังคมที่ส่วนใหญ่มักตกอยู่กับความโกลาหลอันชวนขบคิดและต้องการการคลี่คลาย...มีรายละเอียดในเชิงทฤษฏีต่างๆนนานา ..จากผู้รู้ของโลกในหลายๆบุคคลที่สอดสลับกันเข้ามาเป็นฐานรองรับทางปัญญาต่อการทำความเข้าใจถึง ข่ายใยแห่งชวิต ของยุคสมัย มันคือบททดสอบในการสังเคราะห์ทางมโนทัศน์แห่งการใคร่ครวญที่ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า..ได้รวบรวมศึกษาจากบรรดาแหล่งข้อมูล ที่เป็นชีวิตอันมีค่าทั้งหลาย..กระทั่งได้ให้ข้อสรุปของประเด็นที่เปิดเปลือยต่อการเปลี่ยนผ่านความคิดอันมีคุณค่าต่อความล้ำสมัยแห่งกระบวนการคิดเชื่อมโยงอันเป็นระบบที่ลึกซึ้งและชวนใคร่ครวญและแสวงหายิ่ง
นี่คือหนังสือแห่งการเรียนรู้และรับรู้ในการพัฒนาความเติบโตในทางจิตวิญญาณ...ที่ยิ่งใหญ่ มันคือองค์รวมแห่งกระบวนทัศน์ที่มีต่อ...ความเข้าใจใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยระบบของชีวิตที่สื่อเนื้อในออกมาผ่านมิติ...แห่งนิเวศวิทยาแนวลึก..กำเนิดแนวคิดเชิงระบบ..แบบจำลองของการจัดองคาพยพสำหรับตนเอง...การสร้างตัวเอง...ธรรมชาติของชีวิต..การคลี่คลายขยายออกของชีวิต รวมทั้งการเนรมิตโลกขึ้น...ทั้งหมดขององค์ความรู้ที่ประกอบขึ้นเป็นข่ายใยของชีวิตนี้..อาจถือเป็นความยากในการขบแตกที่จะนำไปสู่ความเข้าใจ มันต้องอาศัยเหลี่ยมมุมแห่งวิจารณญาณของชีวิตเป็นอย่างมาก แต่นั่นคือความท้าทายแห่งความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ รับรู้และใฝ่หาความมหัศจรรย์แห่งการทำงานของ คาปรา ด้วยพลังแห่งความวิริยะในการรวบรวมวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาประกอบรวมเข้าด้วยกันใหม่ จนกลายเป็นอะไรบางอย่างที่ ในที่สุดแล้วเราต้องเข้าใจมันให้ได้และจะต้องถือว่ามันคืออนาคตแห่งภูมิปัญญาของตัวตนอันเปิดกว้าง และเคลื่อนไหวในความล้ำลึกที่ประสานเชื่อมโยงความเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดขึ้นกับโลกในนามของชีวิตอยู่เสมอ....
“ นี่คือสิ่งที่พวกเรารู้ สรรพสิ่งทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกัน เฉกเช่นสายโลหิต...ซึ่งประสานให้ครอบครัวเป็นหนึ่งเดียว”
สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับโลก ก็จะกระทบถึงบรรดาลูกชายและลูกสาวของโลกด้วย มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้สานข่ายใยแห่งมนุษย์ขึ้นมา...เขาเป็นเพียงเส้นใยหนึ่งในข่ายใยนั้น สิ่งใดก็ตามที่เขากระทำต่อชีวิต...เขาก็จะกระทำด้วยตนเอง” (เทด เพอรี่...แรงบันดาลใจ-จากหัวหน้า ซีแอตเทิล...)