ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ทั้งประเทศ ตามนโยบาย “การยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์” ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ริเริ่มแนวทางในการปฏิรูปภาคการเกษตร และเพิ่มบทบาทของสหกรณ์ภาคการเกษตรให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ลงสู่สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกร ผ่านนโยบาย “ยกกระดาษ A4” ของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายคือ “ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตร มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีหนี้สินลดลง”
ทั้งนี้ 1 ตุลาคม ของทุกปี ตรงกับวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งในปีนี้ ครบ 45 ปี และกำลังก้าวเดินสู่ ปี 46 ประกอบกับเข้าสู่การบริหารงานปีงบประมาณ 2561 ภายใต้แม่ทัพคนใหม่ คือ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้วางกรอบนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาระบบสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ตั้งเป้า ปี 2561 เดินหน้าผลักดันให้สหกรณ์ที่มีศักยภาพในการดำเนินงาน และผ่านการยกระดับความเข้มแข็ง สู่กลไกในการขับเคลื่อนโยบายพัฒนาภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ สร้างความกินดีอยู่ดีและความเข้มแข็ง ซึ่งนับจากนี้สหกรณ์จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการเสริมสร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
พร้อมกันนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายการพัฒนาระบบสหกรณ์ ปี 2561 เป็น “ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ” ใน 4 ด้าน ได้แก่
1.การยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ การดำเนินงานตามมาตรการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ส่งผลทำให้สหกรณ์ทุกแห่งมีข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อใช้ในการบริหารกิจการและการตัดสินใจ ทำให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งกรมส่งสหกรณ์ยังคงเดินหน้ายกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เน้นการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในสหกรณ์ แบ่งเป็นแนวทางการพัฒนาทั้งสหกรณ์นอกภาคการเกษตร และสหกรณ์ในภาคการเกษตร ได้แก่ การพัฒนาการบริหารจัดการ กำกับดูแลกิจการ และเสริมสร้างธรรมาภิบาล ภายใต้โครงการสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล ในสหกรณ์ภาคออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งของสมาชิกให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของสหกรณ์ รวมทั้งการดูแลและบรรเทาปัญหาหนี้สินของสมาชิก และเร่งพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ภาคออมทรัพย์ มีความรู้ด้านการบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ สหกรณ์ภาคการเกษตร ส่งเสริมการสร้างรายได้เกษตรกรและบรรเทาปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร โดยการสนับสนุนให้สหกรณ์ภาคการเกษตรดูแลทุกข์สุขและมีความใกล้ชิดกับสมาชิกมากยิ่งขึ้น เน้นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการทำการเกษตรให้กับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้เหลือเพียงพอที่จะชำระหนี้คืนสหกรณ์ได้เพิ่มมากขึ้น
2.ส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งมีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐ สนับสนุนให้สหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีศักยภาพมีบทบาทรองรับการขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคการเกษตร ตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ การจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) การขับเคลื่อนธนาคารสินค้าเกษตร และงานริเริ่มใหม่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์อีก 12 โครงการและงานตามภารกิจทั่วไป รวมถึงนโยบายประชารัฐ ภายใต้โครงการ 1 สหกรณ์การเกษตร 1 หอการค้า โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาพัฒนาในด้านการบริหารจัดการและการทำตลาดสินค้าให้กับสหกรณ์ โดยยึดหลัก “การตลาดนำการผลิต”
3. สนับสนุนให้สหกรณ์ที่มีศักยภาพทำหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพสินค้าการเกษตร โดยให้สหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สำคัญแบบครบวงจร นำเทคโนโลยีนวัตกรรมและองค์ความรู้ต่างๆ เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการในรูปแบบธุรกิจเกษตรที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพ เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรที่จะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าการเกษตรให้แก่เกษตรกรสมาชิก ส่งเสริมให้สมาชิกผลิตสินค้าการเกษตรที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทั้งผลผลิตประเภท พืชผัก ผลไม้ ข้าว นม ไข่ไก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรแปรรูป ควบคู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลาย ตรงกับความต้องการของตลาด โดยมีสหกรณ์ทำหน้าที่ในการหาช่องทางตลาดในการจำหน่ายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างทั่วถึง มีการโปรโมทสินค้าด้วยช่องทางสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง เป็นการเข้าสู่ยุคการค้าสมัยใหม่ และสามารถเชื่อมโยงสินค้าสหกรณ์ไทยไปสู่ตลาดโลก
4.พัฒนาข้าราชการ ระบบการทำงานของกรมฯให้รองรับการยกระดับงานด้านสหกรณ์ พัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็น Smart Officer เพื่อทำหน้าที่ทั้งด้านการส่งเสริมสหกรณ์ และการติดตามกำกับดูแลสหกรณ์ โดยนำองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาถ่ายทอดเพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพให้แก่ข้าราชการ มีความรู้ที่จำเป็นสำหรับการทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนการดำเนินงานสหกรณ์ในด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์มีการดำเนินงานที่เข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
สำหรับเป้าหมายของการพัฒนาระบบสหกรณ์ในภาพรวมทั้งประเทศ กรมส่งเสริมสหกรณ์ คาดหวังว่า เมื่อมีการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ควบคู่กันแล้ว จะส่งผลต่อการพัฒนาระบบสหกรณ์ในภาพรวมทั้งประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า ดังนี้
1.ข้อบกพร่องของสหกรณ์ที่มีอยู่เดิมมีจำนวนลดลง ปัญหาในการดำเนินงานของสหกรณ์ลดลง
2.ป้องกันปัญหาข้อบกพร่องของสหกรณ์ไม่ให้เกิดขึ้นใหม่
3.สามารถการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนลดลงได้โดยการจัดความสมดุลระหว่างการออมกับหนี้สินให้มีความใกล้เคียงกัน
4.การบริหารงานของสหกรณ์จะต้องยึดหลักธรรมาภิบาล มีความเป็นมืออาชีพในการบริหารงาน คำนึงถึงหลักการสหกรณ์เพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เป็นหลัก
5.สหกรณ์ภาคการเกษตรทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการช่วยดูแลเกษตรกรที่เป็นสมาชิกในการพัฒนาอาชีพการเกษตร ดูแลตั้งแต่เริ่มจากการผลิตสินค้าการเกษตรให้ได้มาตรฐาน การรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า จนถึงการจัดหาตลาดทั้งในและต่างประเทศมารองรับผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์
6.สินค้าสหกรณ์ในอนาคตจะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพผ่านผลิตที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งสหกรณ์ยังเป็นองค์กรหลักในการผลิตสินค้าการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าว นม ไข่ไก่ ยางพารา ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และอาหารทะเล
7.เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ที่จำเป็นสำหรับการนำไปกำกับดูแลและให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ต่าง ๆ มีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากขบวนการสหกรณ์
โดย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ตั้งเป้า ปี 2561 เดินหน้าผลักดันให้สหกรณ์ที่มีศักยภาพในการดำเนินงาน และผ่านการยกระดับความเข้มแข็ง สู่กลไกในการขับเคลื่อนโยบายพัฒนาภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ สร้างความกินดีอยู่ดีและความเข้มแข็ง ซึ่งนับจากนี้สหกรณ์จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการเสริมสร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
พร้อมกันนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายการพัฒนาระบบสหกรณ์ ปี 2561 เป็น “ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ” ใน 4 ด้าน ได้แก่
1.การยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ การดำเนินงานตามมาตรการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ส่งผลทำให้สหกรณ์ทุกแห่งมีข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อใช้ในการบริหารกิจการและการตัดสินใจ ทำให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งกรมส่งสหกรณ์ยังคงเดินหน้ายกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เน้นการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในสหกรณ์ แบ่งเป็นแนวทางการพัฒนาทั้งสหกรณ์นอกภาคการเกษตร และสหกรณ์ในภาคการเกษตร ได้แก่ การพัฒนาการบริหารจัดการ กำกับดูแลกิจการ และเสริมสร้างธรรมาภิบาล ภายใต้โครงการสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล ในสหกรณ์ภาคออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งของสมาชิกให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของสหกรณ์ รวมทั้งการดูแลและบรรเทาปัญหาหนี้สินของสมาชิก และเร่งพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ภาคออมทรัพย์ มีความรู้ด้านการบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ สหกรณ์ภาคการเกษตร ส่งเสริมการสร้างรายได้เกษตรกรและบรรเทาปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร โดยการสนับสนุนให้สหกรณ์ภาคการเกษตรดูแลทุกข์สุขและมีความใกล้ชิดกับสมาชิกมากยิ่งขึ้น เน้นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการทำการเกษตรให้กับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้เหลือเพียงพอที่จะชำระหนี้คืนสหกรณ์ได้เพิ่มมากขึ้น
2.ส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งมีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐ สนับสนุนให้สหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีศักยภาพมีบทบาทรองรับการขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคการเกษตร ตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ การจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) การขับเคลื่อนธนาคารสินค้าเกษตร และงานริเริ่มใหม่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์อีก 12 โครงการและงานตามภารกิจทั่วไป รวมถึงนโยบายประชารัฐ ภายใต้โครงการ 1 สหกรณ์การเกษตร 1 หอการค้า โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาพัฒนาในด้านการบริหารจัดการและการทำตลาดสินค้าให้กับสหกรณ์ โดยยึดหลัก “การตลาดนำการผลิต”
3. สนับสนุนให้สหกรณ์ที่มีศักยภาพทำหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพสินค้าการเกษตร โดยให้สหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สำคัญแบบครบวงจร นำเทคโนโลยีนวัตกรรมและองค์ความรู้ต่างๆ เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการในรูปแบบธุรกิจเกษตรที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพ เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรที่จะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าการเกษตรให้แก่เกษตรกรสมาชิก ส่งเสริมให้สมาชิกผลิตสินค้าการเกษตรที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทั้งผลผลิตประเภท พืชผัก ผลไม้ ข้าว นม ไข่ไก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรแปรรูป ควบคู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลาย ตรงกับความต้องการของตลาด โดยมีสหกรณ์ทำหน้าที่ในการหาช่องทางตลาดในการจำหน่ายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างทั่วถึง มีการโปรโมทสินค้าด้วยช่องทางสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง เป็นการเข้าสู่ยุคการค้าสมัยใหม่ และสามารถเชื่อมโยงสินค้าสหกรณ์ไทยไปสู่ตลาดโลก
4.พัฒนาข้าราชการ ระบบการทำงานของกรมฯให้รองรับการยกระดับงานด้านสหกรณ์ พัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็น Smart Officer เพื่อทำหน้าที่ทั้งด้านการส่งเสริมสหกรณ์ และการติดตามกำกับดูแลสหกรณ์ โดยนำองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาถ่ายทอดเพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพให้แก่ข้าราชการ มีความรู้ที่จำเป็นสำหรับการทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนการดำเนินงานสหกรณ์ในด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์มีการดำเนินงานที่เข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
สำหรับเป้าหมายของการพัฒนาระบบสหกรณ์ในภาพรวมทั้งประเทศ กรมส่งเสริมสหกรณ์ คาดหวังว่า เมื่อมีการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ควบคู่กันแล้ว จะส่งผลต่อการพัฒนาระบบสหกรณ์ในภาพรวมทั้งประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า ดังนี้
1.ข้อบกพร่องของสหกรณ์ที่มีอยู่เดิมมีจำนวนลดลง ปัญหาในการดำเนินงานของสหกรณ์ลดลง
2.ป้องกันปัญหาข้อบกพร่องของสหกรณ์ไม่ให้เกิดขึ้นใหม่
3.สามารถการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนลดลงได้โดยการจัดความสมดุลระหว่างการออมกับหนี้สินให้มีความใกล้เคียงกัน
4.การบริหารงานของสหกรณ์จะต้องยึดหลักธรรมาภิบาล มีความเป็นมืออาชีพในการบริหารงาน คำนึงถึงหลักการสหกรณ์เพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เป็นหลัก
5.สหกรณ์ภาคการเกษตรทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการช่วยดูแลเกษตรกรที่เป็นสมาชิกในการพัฒนาอาชีพการเกษตร ดูแลตั้งแต่เริ่มจากการผลิตสินค้าการเกษตรให้ได้มาตรฐาน การรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า จนถึงการจัดหาตลาดทั้งในและต่างประเทศมารองรับผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์
6.สินค้าสหกรณ์ในอนาคตจะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพผ่านผลิตที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งสหกรณ์ยังเป็นองค์กรหลักในการผลิตสินค้าการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าว นม ไข่ไก่ ยางพารา ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และอาหารทะเล
7.เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ที่จำเป็นสำหรับการนำไปกำกับดูแลและให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ต่าง ๆ มีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากขบวนการสหกรณ์