วันที่ 24 เม.ย.64 นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับทุกครั้งที่เคยผ่านมา ไม่อุ่นใจ ยังไม่สบายใจ เนื่องจากวันนี้ยังมีการระบาดอย่างรุนแรง และมีปัญหาเรื่องการรักษาพยาบาล เรื่องเตียงแอดมิทในโรงพยาบาล เตียงไอซียูที่มันวิกฤตอยู่แล้ว ซึ่งต้องบอกว่า วิกฤตรอบนี้เป็นวิกฤตจริงๆ ทั้งนี้ ดูได้จากจำนวนยอดผู้ติดเชื้อที่ต่างจากการระบาดรอบที่ 1 และ 2 เป็นอย่างมาก โดยสายพันธุ์อังกฤษ B117 ที่กำลังระบาดอยู่ สามารถติดต่อได้ง่ายขึ้นประมาณ 70% อัตราการตายก็สูงขึ้น และอัตราการป่วยหนักกว่าสายพันธุ์อู่ฮั่นและสายพันธุ์จากเมียนมาในรอบที่ผ่านมา
“ผมอยากได้ยินผู้นำประเทศเวลาแถลงให้ออกมาคล้ายๆ กับนายกฯเยอรมัน ที่คนเยอรมันฟังรู้สึกประทับใจ มั่นใจ รู้สึกว่ามีความหวัง และคนข้างนอกก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะเสียงหรือการสื่อออกมาจากการแถลง มันเป็นการแถลงที่สื่อถึงความห่วงใย จริงใจ ใส่ใจอย่างแท้จริง” นพ.เรวัตกล่าว
นพ.เรวัต กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีเสียงสะท้อนของประชาชน แพทย์ พยาบาลออกมาหลายสัปดาห์แล้วผ่านทางโซเชียลมีเดีย ในสื่อกระแสหลัก หรือแม้แต่ในคลับเฮ้าส์ก็ตาม ว่าพวกเขายังได้รับวัคซีนไม่ครบ ทั้งที่มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่า กลุ่มแรกคือแพทย์ พยาบาลที่มีความเสี่ยงสูง โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกมาบอกว่าจะฉีดให้แพทย์ พยาบาลให้ครบภายใน 2 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงควรจะฉีดให้เขาให้ครบตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ที่วัคซีนล็อตแรกมาถึงประเทศไทยแล้ว วันนี้เราจะสูญเสียบุคลากรทางแพทย์อีกไม่ได้แล้ว หากแพทย์พยาบาลจะฉีดวัคซีนก็สามารถทำได้ง่าย ส่งวัคซีนไปตรงไปที่โรงพยาบาลก็สามารถฉีดกันเองก็ได้ วันเดียวก็จบ เพราะเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมเรื่องบุคลากรในการฉีด
“แต่ที่ผ่านมาแพทย์ พยาบาลได้สะท้อนออกมาว่า เขาได้รับวัคซีนไม่พอใช้ โรงพยาบาลหนึ่งขอ 3,000 โดส แต่ได้มาจริงๆ แค่ 2,000 โดสเท่านั้น ฉะนั้น ไม่ใช่ว่าเขาฉีดช้าหรือไม่ฉีดทัน แต่เป็นเพราะวัคซีนที่เขาได้ไปมันน้อยกว่าที่ขอ จึงต้องเร่งส่งวัคซีนให้ครบโดยด่วน”
นพ.เรวัต กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเตียงในขณะนี้ในโรงพยาบาลเต็ม ไอซียูก็เต็มโดยภาพรวม อาจจะมีการยกเว้นโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ฉะนั้นทำให้เราอาจจะต้องพิจารณา เรื่องของการทำ Home Isolation เพื่อจะเตรียมเตียงไว้สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก หรือผู้ป่วยที่ต้องการ การช่วยชีวิตจริงๆ หากไม่ทำเช่นนี้ก็จะเห็นได้ว่า มีผู้ป่วยที่รอเตียงอยู่ที่บ้านตั้งแต่ไม่มีอาการ มีอาการ จนกระทั่งเสียชีวิตตามที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่หลายครั้ง
เหตุการณ์นี้จะทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นเรื่อยๆ จากที่มีผู้ป่วยที่รอเตียง 2 วัน จะกลายเป็น 5-7 วันได้เตียง หรือแม้กระทั่งไม่ทันได้เตียงก็เสียชีวิต ฉะนั้น การเตรียมเตียงต้องพูดให้ชัดเลยว่าทำอะไร ทำอย่างไร ซึ่งการตัดสินใจทำ Home Isolation อาจจะจำเป็นถ้ากักตัวได้ สามารถมอนิเตอร์ได้ และสามารถรับเข้าโรงพยาบาลได้ทันทีเมื่อมีอาการ สำหรับในกรณีที่ไม่สามารถกักตัวได้ก็สามารถที่จะเข้าโรงพยาบาลสนามได้ตามความประสงค์ของผู้ติดเชื้อ
“นี่เป็นประเด็นแรกที่ควรจะแก้ปัญหา หากแก้ปัญหาเรื่องเตียงในโรงพยาบาลไม่ได้ ที่สำคัญที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อเซฟบุคลากรทางการแพทย์ไปด้วยในเวลาเดียวกัน และเป็นการเซฟเตียง เซฟเตียงไอซียูเพื่อรับผู้ป่วยหนัก ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ หากมีจำนวนผู้ป่วย เท่ากับเราจะสูญเสียคนไป จากการต้องกักตัว และจะทำให้คนทำงานที่เหลือน้อยลง อัตราส่วนของแพทย์ พยาบาลกับคนไข้ก็จะไม่ได้มาตรฐานและห่างมาตรฐานไปเรื่อยๆ เมื่อห่างมาตรฐานผลคือคุณภาพการรักษาไม่มีทางเท่าเดิม ซึ่งแปลว่าอัตราการตายจะสูงขึ้น จากเดิมอัตราการตายของโควิด-19 ทั่วโลกจะอยู่ที่ 1-2% แต่รับรองอัตราการตายจะสูงขึ้นแน่นอน”
นพ.เรวัต กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีวัคซีน คำถามคือทำไมเพิ่งจะขยับทั้งที่มีเวลาเตรียมการตั้งนาน โดยที่ผ่านมาไม่เคยมีการพูดถึงสปุตนิก วี (Sputnik V) ไม่เคยพูดถึงไฟเซอร์-โมเดอร์นา (Pfizer-Moderna) เลย แล้วจู่ๆ ก็ออกมาพูดหลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะไปเจรจากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินให้ ถามว่าที่บอกจะไปหาวัคซีนมาจากนายปูติน คุณได้พวกกับนายปูตินจริงหรือ หรือคุณพูดกับใครที่อยู่ในรัฐบาลที่มีอำนาจการตัดสินใจที่จะอนุมัติวัคซีนสปุตนิกให้กับไทย ระบุชื่อไปเลย หากระบุไปเช่นนี้จะเป็นการพูดที่มีน้ำหนักและหลักฐาน ไม่ใช่การพูดลอยๆ หากพูดลอยๆ เช่นนี้คนจะตั้งข้อสงสัยว่าจริงหรือไม่ เพราะมันเร็วเกินไปภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากคุณโทนี่พูดในคลับเฮ้าส์
“เช่นเดียวกับไฟเซอร์ที่รีบออกมาแถลงที่มีการเจรจาแล้วประมาณ 30-35 ล้าน แต่จริงๆ เป็นสากลทั่วโลกว่าเราเจรจากับใคร มีตำแหน่งและอำนาจอะไร สามารถบอกได้ไม่ได้เป็นความลับ ซึ่งบุคคลที่เจรจาด้วย และสามารถบอกได้จะน่าเชื่อถือมากกว่า หากพูดลอยๆ ก็ไม่รู้พูดกับใคร ที่สำคัญคำถามที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยคือพูดจริงไม่ อย่างไร ซึ่งก็ไม่มีคำตอบอยู่ดี”
นพ.เรวัต กล่าวต่อว่า วันนี้ประชาชนมองว่า พวกเขาต้องการฉีดวัคซีนโดยเร็ว ฉะนั้นการที่แถลงว่าจะฉีดให้ได้ 50 ล้านคนภายในสิ้นปี ไม่ใช่เป็นปัญหาวันนี้ ปัญหาวันนี้คือ ต้องรีบนำเข้าวัคซีนมาให้เร็วที่สุด และบอกไปเลยว่าสปุตนิกจะมาภายในสัปดาห์หน้าหรือสองสัปดาห์ข้างหน้า จะฉีดให้ได้ภายในกี่วัน การบอกถือเป็นการตั้งเป้า เหมือนที่ญี่ปุ่นทำได้ ญี่ปุ่นได้ไฟเซอร์ไปแล้วอีก 50 ล้านโดส ฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำเช่นนี้ ต้องบอกได้ว่าสปุตนิกจะมาได้ภายในเมื่อไหร่ และจะสามารถกระจายการฉีดได้ให้จบภายในเมื่อไหร่ เรื่องนี้ขอให้มีความชัดเจน ทั้งสปุตนิกและไฟเซอร์ ส่วนวัคซีนที่มีอยู่ในมือ ขอเสนอให้ฉีดให้เสร็จภายใน 5 วันนี้ เพราะที่มีอาจจะเหลืออยู่ไม่มาก และได้วัคซีนซิโนแวคมาเพิ่มอีก ฉะนั้นรวมอยู่ที่เหลือก็อยากให้ฉีดแบบปูพรมไปเลย
นพ.เรวัต ยังกล่าวถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นภายหลังจากเทศกาลสงกรานต์ด้วยว่า จริงๆ มีการเกิดในระลอก 3 มาแล้วก่อนที่คนจะเดินทางกลับต่างจังหวัด ด้วยความผิดพลาดของคนในรัฐบาลไปทำให้เกิดซุปเปอร์สเปรดเดอร์รอบที่ 3 ที่ต้องพูดเช่นนี้ เพราะเป็นเช่นนี้จริงๆ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีทั้งวิสัยทัศน์ ไม่มีทั้งความสามารถในการบริหารจัดการ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์มีวิสัยทัศน์ ต้องไม่อนุญาตให้คนเดินทางกลับไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศเด็ดขาด เพราะรู้อยู่แล้ว และมีคนบอกว่าให้ระวัง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ได้ระวังจนเกิดเหตุการณ์วันนี้ขึ้นมา