วันที่ 17 ก.พ.2564 ที่สำนักงานตำรวจจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศปอส.ตร, พล.ต.ท.ชวลิต แสวงพืชน์ ผบช.สทส., พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตร., พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม./หน.ชป.1 ศปอส.ตร พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเทคนิคและสืบสวนแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาแฮคอินสตราแกรม เพื่อหลอกขายกระเป๋าแบรนด์เนมและจับกุมผู้ต้องหาหลอกขายสินค้าแบรนด์เนม จำนวน 2 คดี พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่าตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุม กลุ่มมิจฉาชีพ ที่มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะการหลอกลวงหรือฉ้อโกงประชาชนออนไลน์ อันเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อโควิท-19 โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ดำเนินการตามสั่งการของ นายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด และให้มีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยคดีที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาแฮคอินสตราแกรม เพื่อหลอกขายกระเป๋าแบรนด์เนม โดยจับกุม นายชัยวัฒน์ สงวนนามสกุล อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 264/2563 ลง 23 มิถุนายน 2563 ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ได้ที่บริเวณคอนโด ปาร์ค วิลเลจ เลขที่ 1/1-1/3 พระรามที่ 2 ซอย 56 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่าตนเองเป็นผู้แฮคอินสตราแกรมชื่อ “tongjai.md” แล้วให้นายพายุทัศฯ ผู้ต้องหาที่ 2 ใช้บัญชีอินสตราแกรมดังกล่าวโพสต์หลอกขายกระเป๋าแบรนด์เนมให้กับผู้เสียหาย และนายพายุทัศ สงวนนามสกุล อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 142/2563 ลงวันที่ 1 เมษายน 2563 ในความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน โดยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ได้ที่บริเวณหมู่ที่ 11 ต.โหรา อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่าได้ร่วมกันกับนายชัยวัฒน์ฯแฮคอินสตราแกรมชื่อ “tongjai.md” และตนเองเป็นคนนำบัญชีดังกล่าวไปโพสต์หลอกขายกระเป๋าแบรนด์เนมให้กับผู้เสียหาย พฤติการณ์ คนร้ายจะสุ่มแฮคบัญชีทางโซเชียลมีเดีย ได้แก่ เฟสบุ๊ค , อินสตาแกรม และไลน์ โดยจะเลือกบัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และเป็นบัญชีของบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ ประกอบกับเคยโพสต์ขายกระเป๋า แบรนด์เนมมาก่อน แล้วนำบัญชีดังกล่าวมาใช้โพสต์หลอกขายกระเป๋าแบรนด์เนมให้กับผู้เสียหายทั่วไป โดยคนร้ายมีวิธีการในการแฮค 2 วิธี โดยวิธีแรกคนร้ายจะใช้วิธีการสุ่มเอาชื่อของบัญชีทางโซเชียลมีเดียมาเป็นบัญชีผู้ใช้ “username” และเอาหมายเลขโทรศัพท์หรือข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายที่มีการโพสต์ไว้ มาสุ่มใส่เป็นรหัสผ่าน “password” ถ้าหากใช้รหัสผ่านเป็นหมายเลขโทรศัพท์หรือข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายเอง ซึ่งง่ายต่อการคาดเดา คนร้ายก็จะสามารถเข้าถึงบัญชีได้ในทันที ส่วนวิธีที่สองคนร้ายใช้การเข้าบัญชีทางโซเชียลมีเดียโดยการกด “ลืมรหัสผ่าน(forget password)” ในบัญชีของผู้เสียหาย จากนั้นระบบจะส่งข้อความ SMS ซึ่งเป็นรหัส OTP (One Time Password) เข้าไปที่หมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ผูกกับบัญชีนั้นๆ จากนั้นคนร้ายจะสร้างไลน์ปลอมเป็นเพื่อนของผู้เสียหายแล้วติดต่อมาขอให้ส่งข้อความ(SMS) ซึ่งเป็นรหัส OTP ให้ หากหลงเชื่อหรือไม่ตรวจสอบข้อความให้ดีก่อนส่งข้อความดังกล่าวที่มีรหัส OTP ให้ไป คนร้ายก็จะสามารถเข้าถึงบัญชีทางโซเชียลมีเดียได้ในทันที แล้วจากนั้นคนร้ายก็จะเปลี่ยนรหัสผ่านทำให้ไม่สามารถกู้คืนบัญชีได้ หลังจากนั้นคนร้ายก็จะใช้บัญชีโซเชียลมีเดียที่แฮคมาใช้โพสต์หลอกขายกระเป๋าแบรนด์เนมให้กับผู้เสียหายรายอื่น เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้กับคนร้าย คนร้ายก็จะบล็อกบัญชีของผู้เสียหายในทันที และไม่มีการส่งกระเป๋าแบรนด์เนมให้กับผู้เสียหายแต่อย่างใด สำหรับบัญชีธนาคารที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุนั้น คนร้ายใช้วิธีการสร้างบัญชีเฟสบุ๊คขึ้นมาและโพสต์หลอกลวงว่าให้กู้เงินดอกเบี้ยราคาถูก เมื่อมีคนหลงเชื่อติดต่อเข้ามา คนร้ายจะให้ผู้ที่หลงเชื่อเปิดบัญชีธนาคาร แล้วส่งสมุดบัญชีธนาคารพร้อมซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชีธนาคารดังกล่าวมาให้กับคนร้ายทางไปรษณีย์ โดยคนร้ายหลอกลวงว่าเมื่อได้รับสมุดบัญชีและซิมการ์ดแล้วจะโอนเงินที่ต้องการกู้ให้ในภายหลัง แต่เมื่อคนร้ายได้รับบัญชีธนาคารพร้อมซิมการ์ดแล้วกลับไม่ได้มีการให้กู้เงินตามที่โพสต์ในเฟสบุ๊คแต่อย่างใด ซึ่งมีผู้หลงเชื่อส่งสมุดบัญชีพร้อมซิมการ์ดให้กับคนร้ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพบว่ามีผู้เสียหายรวม 17 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1.9 ล้านบาท มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้กับ 15 สถานีตำรวจ และยังพบว่ามีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความ ทั้งนี้ การกระทำความผิดของกลุ่มผู้ต้องหา เป็นความผิดมูลฐาน ตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งทางศูนย์ฯจะได้ดำเนินการประสานกับทาง ปปง.เพื่อ ตรวจสอบเส้นทางการเงินในการตรวจยึดทรัพย์สินมาคืนให้กับกลุ่มผู้เสียหายดังกล่าว คดีที่ 2 เจ้าหน้าทำการจับกุมผู้ต้องหาขายสินค้าแบรนด์เนม ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกขายสินค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตสื่อโซเชียล และโอนเงินเพื่อซื้อสินค้าที่ผู้ขายเสนอขาย และเมื่อผู้ขายได้รับโอนเงินแล้วไม่ดำเนินการส่งสินค้าให้ผู้ซื้อ อันมีพฤติการณ์ที่มีลักษณะการกระทำต่อเนื่องกับผู้เสียหายหลายครั้งและมีผู้เสียหายหลายราย จากการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม น.ส.กุลธิดาลักษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1925/2563 ลง 29 ธันวาคม 2563 ในความผิดฐาน “ร่วมกันโดยทุจริตหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือโดยหลอกลวง,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ได้ที่บริเวณ สน.ทองหล่อ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พฤติการณ์ คือ นางสาวกุลธิดาลักษณ์ฯ ผู้ต้องหา กรรมการบริษัท เซเลบ แบรนด์เนม จำกัด ได้ลงรูปประกาศขายสินค้าประเภทสินค้าแบรนด์เนมมือสอง ในเพจเฟซบุ๊กชื่อ “Celebrity Brandname กระเป๋าแบรนด์เนมแท้มือ2 ของแท้100% รับซื้อ ฝากขาย จำนำ” ให้บุคคลทั่วไปที่สนใจได้สั่งซื้อสินค้า ต่อมามีผู้ซื้อสินค้าจำนวนหลายรายได้โอนเงินซื้อสินค้าและไม่ได้รับสินค้า อันมีลักษณะที่มีพฤติการณ์เป็นการหลอกหรือจูงใจ ให้บุคคลทั่วไปที่ใช้วิธีการชื้อของผ่านระบบอินเตอร์เน็ตสื่อโซเชียล หลงเชื่อ และโอนเงินเพื่อซื้อสินค้าที่ผู้ต้องหาเสนอขายสินค้าประเภทมือสอง และเมื่อผู้ต้องหาได้รับโอนเงินแล้ว ไม่ดำเนินการส่งสินค้าให้ผู้ซื้อ ทำให้ผู้ซื้อได้รับความเสียหายอันมีลักษณะการกระทำผิดต่อเนื่องหลายครั้ง มีผู้เสียหาย 11 ราย มูลค่าความเสียหาย 1,794,500 บาท นอกจากนี้ยังเหลือผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าแจ้งความดังกล่าว