ประเมินการแข่งขันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใหญ่ที่สุดและมีงบประมาณต่อปีร่วม 4,000 ล้านบาท ซึ่งมากที่สุดในภูมิภาค ได้ถูกแช่แข็งด้วยอำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ว่างเว้นจากการเลือกตั้งที่ผู้บริหารและฝ่ายนิติบัญญัติหมดวาระการดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 8 ปี 7 เดือน “หน่อย ยลดา” นางยลดา หวังศุภกิจโกศล หัวหน้ากลุ่มร่วมสร้างโคราชโฉมใหม่ ผู้สมัครหมายเลข 2 ภริยา “กำนันป้อ” นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์และเจ้าของโรงแป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.)โคราช เสมือนนายกเทพประทาน โดยมีนายวิรัช รัตนเศรษฐ พลังประชารัฐ (พปชร.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เพื่อไทย (พท.) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ชาติพัฒนา (ชพน.) และไฟเขียวจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ รวมทั้งพันธมิตรกลุ่มการเมืองท้องถิ่น โดยผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.) ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่เป็นตัวขับเคลื่อนการวางแผนลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งเป็นครั้งแรกของสนามการเมืองโคราชที่นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นพร้อมใจชู “หน่อย ยลดา” โดยไม่มีแตกแถว จึงมีฐานการเมืองชัดเจนทำให้เป็นต่อคู่แข่งค่อนข้างมาก แต่ ส.ส เขตพื้นที่ แม้สนับสนุน “หน่อย ยลดา” แต่ต้องการสร้างฐานเสียงท้องถิ่นที่มีไทม์ไลน์เลือกตั้งปีหน้าได้ส่งบริวารลงสมัคร ส.อบจ.สังกัดกลุ่มร่วมสร้างโคราช แข่งกับเจ้าของเขตเดิม จึงมีจำนวนผู้สมัครอยู่กลุ่มเดียวกันรวม 78 คน จาก 48 เขต ซึ่งมี 30 เขต ผู้สมัครซ้ำซ้อน เพื่อยุติความขัดแย้ง “หน่อย ยลดา” ให้แข่งตามธรรมชาติและไม่ปรากฏตัวในเขตที่แข่งกันดุเดือด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสนาม ส.อบจ. 48 เขต ทุกสมัย ต้องมีคนเก่าสอบตกเฉลี่ย 10-15 เขต และแรงกระเพื่อมกรณีผู้สมัคร ส.อบจ.กลุ่มเดียวกันต้องแข่งกันเอง อาจทำให้วันหย่อนบัตรเลือกตั้งไม่สามารถจับคู่ให้ชาวบ้านเลือกนายกหมายเลข 2 กับตัวเองได้ บางเขตต้องเอาตัวเองรอดลักษณะยิงโดด คะแนนส่วนนี้จึงมีโอกาสตกหล่นค่อนข้างมาก “หน่อย ยลดา” รู้จักมักคุ้นในกลุ่มเกษตรมันสำปะหลังและกลุ่มทูบีนัมเบอร์วัน ชาวโคราชส่วนหนึ่งไม่รู้จักเลย เป็นโจทย์ที่ “กบ” จิตรวรรณ หวังศุกกิจโกศล ผู้เป็นน้องสาวและนายกิตติ เชาว์ดี อดีตรองนายก อบจ.และเป็นหลานชาย ผู้ที่คร่ำหวอดในสภา อบจ.กว่า 20 ปี ใช้ยุทธศาสตร์รวมการเมืองโคราชเป็นหนึ่งเดียวโดยใช้ฐานเสียง 4 พรรคการเมืองที่มีผลรวมคะแนนเลือกตั้งปี 62 กว่า 1.2 ล้านคะแนนและการเมืองท้องถิ่นรวมทั้งผู้สมัคร ส.อบจ. ผลักดันให้เข้าวินเป็นนายกหญิง ทั้งนี้เงื่อนไขการตอบแทนประโยชน์กลุ่มการเมืองโดยมอบตำแหน่งรองนายกและที่ปรึกษาแต่โควต้ามีจำกัด อาจทำให้เกิดวีนและทวงบุญคุณกันภายหลัง “หมอแหยง” นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก หน้าหน้ากลุ่มรักษ์โคราช ผู้สมัครหมายเลข 3 ใช้ขุมกำลังอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 5.3 หมื่นคน และเครือข่ายครูโคราชของนายทอง วิริยจารุ ที่ปรึกษาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา นับแสนคน รวมทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการที่ “หมอแหยง” ขับเคลื่อนมาตลอด โดยมีนายพิเชฐ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 และนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ อดีต ส.ส เขต จ.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) และอดีตประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมาเป็นกุนซือ แต่ไม่มีคะแนนจัดตั้งของกลุ่มการเมืองอาศัยลูกขยันและจุดเด่น “หมอแหยง” ชาวโคราชรู้จักมักคุ้นมากกว่าคู่แข่งทุกคนสร้างแรงผลักดันให้ “หมอแหยง” ที่ใช้สภาประชาชนเป็นจุดขายให้รีเทิร์นได้ฉิวเฉียด ดร.สาธิต ปิติวรา หัวหน้ากลุ่มก้าวหน้านครราชสีมา ผู้สมัครหมายเลข 1 ใช้สื่อออนไลน์เจาะกลุ่มเป้าหมายช่วงอายุ 18-40 ปี และกลุ่มการเมืองตรงข้ามรัฐบาลรวมกว่า 6 แสนคน ถือเป็นคะแนนที่มิได้จากการจัดตั้ง แต่สถานการณ์ม็อบชู 3 นิ้ว จึงถูกการเมืองฝ่ายตรงข้ามตามก่อกวนคุกคามอย่างหนัก ทำให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่สามารถมาออนทัวร์เมืองย่าโม เปิดสวิทช์ “เปลี่ยนประเทศไทยเริ่มที่โคราช” ได้สะดวก แต่ผลรวมคะแนนเลือกตั้งพรรนคอนาคตใหม่ (อนค.) ในโคราช 1.6 แสนคะแนน น้อยกว่าคู่แข่งมาก แต่บางเขต ส.อบจ.กลุ่มก้าวหน้า อาจคว้าชัยหักปากกาเซียน ส่วน “แก้ว ดะด๊าด” นายวิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์ ผู้สมัครหมายเลข 4 ฐานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการ นักธุรกิจและมูลนิธิ สมาคม ชมรมต่างๆ รวมทั้งคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนนับแสนคน รอส้มหล่นจากอุบัติเหตุทางการเมืองและเป็นตัวสอดแทรกได้เสมอ อย่างไรก็ตามการตัดสินผลแพ้ชนะ หากเงินมิใช่ปัจจัยชี้ขาด ความดี ความซื่อสัตย์และนโยบายโดนใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 2,075,838 คน จากจำนวน 4,475 หน่วยเลือกตั้ง อาจเกิดพลิกล็อคได้แบบหักปากกาเซียนได้ ++++++++++++++++