บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น)
โรงเรียนแห่งประชาธิปไตยคือท้องถิ่น
(1) ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน “โดยการเลือกตั้ง” (Representative by Election) มีการลอกเลียนจำลอง “ระบอบประชาธิปไตย” ลงไปถึงท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นรูปแบบทางการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และถือเป็นโรงเรียนประชาธิปไตยประจำพื้นที่ของแต่ละพื้นที่ แต่ละตำบล กระจายครอบคลุมทั่วประเทศทุกพื้นที่ การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในวันที่ 20 ธันวาคม 2563 นี้ เสมือนเป็นการเริ่มต้นในการกลับเข้าสู่สภาวะปกติของการปกครองส่วนท้องถิ่น
(2) อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างทางการเมืองและค่านิยมทางสังคมที่ล้มเหลว การขาดจริยธรรมทางการเมือง มิได้เป็นเพียงปัจจัยที่ก่อให้เกิด “การทุจริตการเลือกตั้ง” เท่านั้น แต่สิ่งดังกล่าวจะส่งผลระยะยาวและเป็นปัจจัยก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันใน อปท.ต่อไป
(3) การเลือกตั้ง อปท. ในแต่ละครั้ง เป็นบทพิสูจน์คำสบประมาทของใครในสังคม รวมถึงนักวิชาการหลายคนด้วย ที่สบประมาทคนชนบทว่า “1 คน 1 เสียง ยังสามารถใช้ได้กับเมืองไทย” ความเชื่อประชาธิปไตยแบบไทยๆ ว่าคนในชนบทเป็นประเภท “เงินไม่มา กาไม่เป็น” “เสียงของคนในชนบทไม่มีคุณภาพ เป็นเสียงของผู้ด้อยการศึกษา” หรือ “เสียงชนบทเกิดจากการซื้อเสียง” ดังชาวบ้านพูดกันว่า “ใบแดงร่วง ใบม่วงเอา ใบเทาโทน”
(4) ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า คำกล่าวข้างต้นอาจเป็นเพียงคำกล่าวของผู้ที่มิได้คลุกคลีอยู่กับชาวชนบทอย่างแท้จริง เพราะหากได้คลุกคลีอยู่กับชุมชนจนกระทั่งเกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกันแล้ว จะทราบดีว่า แม้ชาวบ้านจะรับเงินของผู้สมัครคนนั้น แต่ก็มิได้หมายความว่า ชาวบ้านจะลงคะแนนเสียงให้ “คนแจกเงิน” แต่อย่างใด บางครั้งปัญหาเหล่านี้ก็ทำให้บรรดาเหล่าหัวคะแนนถูกเพ่งเล็งว่า เงินดังกล่าวถึงมือชาวบ้านหรือไม่ แท้จริงแล้วมันคือ “เสียงสัญญาณของการรู้ทันเกมการเมือง” ของเหล่าประชาชนในท้องถิ่นด้วย เพราะหากมีการลงทุนย่อมต้องมีการถอนทุนคืน แสวงหากำไรเอาเปรียบ กอบโกย มีประโยชน์ทับซ้อนในทุกรูปแบบ เพื่อ “ตุน” ไว้ใช้เป็นทุนในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป
ตำนานการซื้อสิทธิขายเสียง” (Vote Buying)
(1) การเลือกตั้งไม่ว่าในระดับใดในแต่ละครั้ง ทั้งการเลือกตั้งกรณีครบวาระ หรือ การเลือกตั้งซ่อม จะปรากฏปัญหา “การซื้อสิทธิขายเสียง” อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะมีการจับได้ไล่ทันหรือไม่ ด้วยการซื้อเสียงปัจจุบันมิได้กระทำกันอย่างท้าทายกฎหมายเหมือนดังเช่นแต่ก่อน ที่มีการจ่ายเงินสดรับเงินสดกันโจ้งๆ หรือแม้กระทั่งการยึดบัตรประชาชนไว้เป็นประกัน บางครั้งก็มาในรูปแบบของคำมั่นสัญญาว่าจะทำงดเว้นการกระทำเพื่อให้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งภายหลังเข้ารับตำแหน่ง การแจกจ่าย บริจาคเครื่องอุปโภค บริโภคในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่า มีรูปแบบที่หลากหลายจนไม่อาจจะเขียนกฎหมายใดมาครอบคลุมการกระทำเหล่านี้ได้ครบถ้วน
(2) บรรดาหัวคะแนนต่างไม่พ้นผู้มีบทบาทในชุมชนนั้น อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีมาใหม่ก็คือ “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “อสม.” ที่มีกันทุกหมู่บ้านชุมชน เฉลี่ยประมาณ 10-12 ครัวครัวต่อ อสม. 1 คน จึงเชื่อกันว่า อสม. จะรู้ชุมชนและมีอิทธิพลชักจูงในฐานะ “หัวคะแนน” ได้ดีกว่า “กำนันผู้ใหญ่บ้านฯ” เสียอีก แม้จะมีการตีความตอบข้อหารือของ กกต. แล้วว่า อสม.ช่วยหาเสียงได้ เพราะ อสม.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพียงแต่ อสม.รับค่าตอบแทนรายเดือนจาก อบจ.เท่านั้น แต่ในการต่อสู้ทางการเมืองในข้อกฎหมายยังคงเป็นประเด็น
(3) อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ อบจ. ที่เป็นฐานเสียงการเมืองขนาดใหญ่ในระดับจังหวัด การแบ่งพรรคพวกฝักฝ่ายในสังคมของ อปท.เอง ทั้งบรรดาเหล่าข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่นฝ่ายนายกเก่า - นายกใหม่ จะเริ่มแบ่งฝ่ายกันชัดเจนขึ้น แม้จะมีกฎหมาย ระเบียบ หรือแม้แต่มาตรการลงโทษวินัยของพนักงานส่วนท้องถิ่นกำหนดให้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง ห้ามสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในทางใดๆ แต่ในความเป็นจริงเป็นที่ยอมรับกันว่า การควบคุมดังกล่าวเป็นไปยาก ตามข้อกำหนดห้าม ข้าราชการการเมือง ส.ส. ส.ว. ผุู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (รวมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) ไม่สามารถหาเสียงช่วยผู้สมัครรับเลือกตั้ง นายกและสมาชิกสภา อบจ. ได้ มีข้อวิตกในปัญหาที่จะขอยกตัวอย่างกันว่า “หากตัวนายก อปท.(เช่น นายกเทศมนตรี นายก อบต.) เป็นหัวคะแนนเสียเอง หรือมีส่วนได้เสียกับผู้สมัครฯ จะทำให้ จนท.อปท.ลำบากใจในการวางตัว หรือในการปฏิบัติหน้าที่มาก” เช่น การแสวงประโยชน์จากการใช้รถหลวงในการวิ่งรอกช่วยหาเสียงเลือกตั้งฯ หรือ การกำหนดสถานที่ปิดประกาศป้ายโฆษณาหาเสียง ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ หรือ การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการเลือกตั้งในกรณีจำเป็นอื่นใด การจ่ายค่าอาหารเลี้ยงบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการสมัครรับเลือกตั้ง รวมข้าราชการระดับสูงและข้าราชการอื่นที่มาในงานการรับสมัครเลือกตั้งวันแรก ฯลฯ เป็นต้น ยังเป็นอำนาจของนายก อปท. ในพื้นที่นั้น ๆ โดยเฉพาะในเขตอำเภอ เป็นต้น
(4) พนักงานส่วนท้องถิ่นก็คือประชาชนที่มีสิทธิเสรีภาพดังเช่นประชาชนคนไทยทั่วไปที่มีสิทธิลงคะแนน การให้กำลังใจ การวิพากษ์วิจารณ์การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ยังคงเป็นปัญหาทางปฏิบัติว่า การกระทำดังกล่าวในระดับใดจึงจะเป็นการกระทำผิด หรือเป็นเพียง “การใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป” หรือ เป็น “การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอันเป็นความผิดวินัยของพนักงานส่วนท้องถิ่น” เพราะยังมิได้มีมาตรฐานใดที่สามารถกำหนดไว้โดยชัดเจนว่า พฤติการณ์เพียงใดจึงเป็นพฤติการณ์ที่ถึงขนาดเป็นความผิดวินัย แม้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อหลายสิบปีก่อนจะได้วางแนวทางไว้เพียงใดก็ตาม แต่โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะ “โลกโซเซียล” (Social Network) ท่ามกลางสังคมที่ผันผวนเปลี่ยนแปลง (Disruptive) รวดเร็วมาก ตามแทบไม่ทัน อาทิ กรณีพรรคการเมืองกลับหาเสียงช่วยผู้สมัคร อบจ.ได้ แต่ ส.ส.ส.ว. ช่วยผู้สมัครฯไม่ได้ กดไลค์เชียร์ในโซเชียลก็มีปัญหาทำไม่ได้ หรือ ป้ายโครงการหาเสียงป้ายเก่าป้ายเดิมในลักษณะหาเสียงที่ทำไว้ก่อนการคิดค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร อบจ. ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2563 ก็ต้องนำมาคิดรวม
(5) มีข้อสังเกตว่า กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นใหม่หลายมาตราอาจไม่สามารถปฏิบัติใช้บังคับได้ แม้จะให้อำนาจ กกต.มาก และบทลงโทษรุนแรงมาก ประกอบการมีรางวัลล่อใจ “สินบนนำจับ” ทุจริตเลือกตั้งที่แสนแพง นี่เป็นสาเหตุทำให้ผู้สมัคร ไม่ต้องหาเสียง แต่จ้องจับผิดคนอื่นดีกว่า แต่ประชาชนรอรับตังค์เหมือนเดิม กระแสการฟ้องร้อง ร้องเรียนกันอาจมีมากขึ้น
การซื้อเสียงวันนี้สร้างปัญหาวันหน้า
(1) ไม่ว่าเป็นปัญหาการซื้อเสียงขายเสียงจะนำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันใน อปท.ในระยะยาวในการถอนทุนคืน กอบโกยเพื่อลงทุนในอนาคต หรือเพื่ออื่นใดก็ตามที่ผิดหลักการประชาธิปไตย และสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม การเกิด “ปัญหาระบบอุปถัมภ์จากการให้คำมั่นสัญญา” ว่าจะให้ภายหลังจากการได้รับตำแหน่ง หากมิใช่การสร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ
(2) ที่พบเห็นบ่อยขอยกตัวอย่างคือ “การเปิดกรอบพนักงานจ้างลูกจ้างต่างๆ ใน อปท. เพื่อรับสมัครบุคคลที่ได้ตกลงกันไว้ให้มาปฏิบัติงานที่ อปท.นั้นๆ จึงส่งผลให้มีการเปิดกรอบพนักงานจ้างและลูกจ้างเหมา และจ้างงานดังกล่าวที่ไม่จำเป็นไว้เป็นจำนวนมาก ในหลายครั้งหลายกรณีระบบเส้นสายเหล่านี้ทำให้หน่วยงานขาดโอกาสได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับใช้ประชาชนในพื้นที่ด้วย
(3) ปัญหาตามมาก็คือ ปัญหาเด็กเส้น ทำงานเช้าชามเย็นชาม ขาดประสิทธิภาพ ไม่ได้งานเต็มที่เท่าพนักงานส่วนท้องถิ่นตำแหน่งอื่นๆ เกิดการเขม่นกันตามประสาคนถูกมองว่าเป็น “เด็กนายเด็กเส้น” ซ้ำร้ายใน อปท.บางแห่ง เกิดปัญหาเด็กนายกคนเก่ากับเด็กนายกคนใหม่ สร้างความแตกแยกในองค์กรเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงาน และในหลายกรณีนำมาสู่การร้องเรียนที่เข้าทางฝ่ายตรวจสอบ คือ สตง. และ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ได้
(4) ค่านิยมทางการเมืองที่มีจริยธรรม แท้จริงแล้วองค์กรสามารถสร้างได้ตลอดเวลา และสามารถสร้างปรากฏการณ์การเมืองใหม่ได้ในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่พึงตระหนักว่า ทุกตำนานมีจุดเริ่มต้นเสมอ การนิ่งเฉยย่อมไม่ต่างจากยอมรับ และการยอมรับการทุจริตในวันนี้ เป็นการสร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่ผิดๆ ต่ออนาคต ยิ่งมีการการทุจริตในระดับสูงมากเพียงใด ย่อมสะท้อนและแพร่กระจายการทุจริตคอร์รัปชั่นในระดับต่ำกว่าได้อย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็จะแพร่กระจายไปทั่วประเทศได้ง่าย เพราะการทุจริตคอร์รัปชั่นเมื่อแทรกซึมไปอยู่ในสังคมใดย่อมแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างทางสังคมนั้นได้
อิทธิพลบ้านใหญ่มีจริงหรือไม่
(1) มีปัญหาการหาเสียงท้องถิ่นด้วยอิทธิพลบารมีของ “บ้านใหญ่” อีกส่วนหนึ่งต่างหาก ประสบการณ์ที่ผ่านมา อปท.หลายแห่งเป็นเช่นนั้นจริง มีข้อสังเกตว่า นายก อบจ. บ้านใหญ่ บางแห่งเจ้าของตำแหน่งเดิม ไม่ลงสมัครในครั้งนี้ เบื้องหลังเช่น เพราะ ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล จึงถอนตัวละวางมือด้วยข้อกฎหมาย ลงสมัครไม่ได้ แต่ได้ส่งตัวแทนลง
(2) การเมืองใหญ่บ้านใหญ่ยังได้เปรียบอยู่ ปิดประตูการเมืองเล็กสู้ไม่ได้ ผู้สมัครอิสระ ตายกับตาย เพราะ ไม่เป็นมืออาชีพ กฎหมายใหม่ต้องมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประกบ คนเก่าคนเดิมจึงมีโอกาสได้รับการเลือกตั้งยกแผง ไม่มีอะไรเปลี่ยน
(3) มีสิ่งที่ “นักเลือกตั้งท้องถิ่น” ต้องมีได้แก่ (1) ทุนสังคม การได้การยอมรับจากสังคมว่าเป็นคนทำประโยชน์สังคม (2) ทรัพย์สิน สำหรับทำกิจกรรมทางการเมือง และ (3) เครือข่ายตรวจสอบนอกจากรู้กฎหมายแล้วต้องรู้กระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งฯ ด้วย ฉะนั้น แหล่งที่มาของ “ทรัพยากรสนับสนุนทางการเมือง” (ท้องถิ่น) และ การรับรองความชอบธรรมในการเลือกตั้งฯ จึงเป็นประเด็นที่น่าคิดวิเคราะห์ยิ่ง
(4) กระแส “คนรุ่นใหม่หัวใหม่หัวก้าวหน้า” จะสามารถทะลวงกำแพงบ้านใหญ่ ในเรื่องบารมีอิทธิพลต่างๆ โดยเฉพาะ “ทุนการหาเสียง” ได้เพียงใด โดยเฉพาะในเขตเมืองนั้น กระแสการโน้มน้าวด้วยการ “ซื้อสิทธิขายเสียง” นั้นมิอาจใช้กับคนรุ่นใหม่ หัวใหม่ รวมนิวโหวตเตอร์ (New Voters) ได้แน่นอน หากกลุ่มนี้มีจำนวนมากพวก ย่อมหมายถึง “ชัยชนะการเลือกตั้ง” ได้อย่างเห็นๆ นี่ยังไม่ได้พูดถึง “สีเสื้อสังกัด” และ “ท่อน้ำเลี้ยง” เงินสนับสนุนอื่นใด ที่อาจเป็นตัวแปรได้บ้างในเฉพาะบางพื้นที่
ฝากไว้เลย การลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันใน อปท.วันนี้อยู่ในมือของท่าน (ประชาชน) แล้ว ณ ก้าวแรกที่ “เริ่มมีการเลือกตั้งท้องถิ่น”