ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต “เมื่อความเป็นชีวิตก้าวล่วงเข้าใกล้ห้วงเวลาของความตาย มิติของตัวตนจะรู้สึกถึงความปล่อยวางในทางสำนึกที่ครัดเคร่งที่เต็มไปอารมณ์ความรู้สึกแห่งแรงปรารถนาต่างๆนานา..ชีวิตอาจให้คำตอบกับตัวเองในบทตอนที่คล้ายดั่งเป็นการสิ้นสุดของชีวิตด้วยการตระหนักรู้และเข้าใจในวิถีอันเป็นสัจจะ...วิถีที่ตอกย้ำให้เราได้เห็นค่าความหมายของการปลดปลงและคลี่คลายอันยืนยง..แท้จริงสิ่งเหล่านี้ถูกเข้าใจว่ามันอยู่ห่างไกลจากตัวเรา..ทั้งๆที่มันคือเนื้อเดียวกับรากเหง้าของความเป็นชีวิตที่เราไม่เคยคิดคำนึงถึงมัน...เราต่างเน้นย้ำและพากันพนออัตตาให้แก่โลกปัจจุบันเสียเป็นส่วนใหญ่..คิดกันสั้นๆถึงภาวการณ์อันตีบตันเฉพาะหน้า...ไม่เคยมองโลกที่ไกลออกไปจากตัวเอง แม้จะเป็นการพินิจพิเคราะห์ถึงการดำรงอยู่และดำเนินไปของชีวิต สุดท้ายแล้วคนเราส่วนใหญ่ก็ไม่อาจได้รับบทเรียน..ไม่อาจได้รับตัวอย่างแห่งการสอนสั่งอันมาจากความลึกซึ้งแห่งแก่นแท้ของชีวิต ไม่ว่ามันจะเป็นจากความทุกข์หรือความสุขก็ตาม...เหตุนี้...เราจึงต่างเดินหน้าเข้าสู่ความตายด้วยบริบทแห่งท่าทีที่ขลาดเขลา ไม่รู้และสัมผัสถึงนัยเบื้องลึกแห่งจิตวิญญาณของเจตจำนง..อาจบางทีเราต้องตายไปอย่างไร้ค่า..ไม่มีความประทับใจแห่งความทรงจำใดๆเหลืออยู่...โลกแห่งชีวิตในวงจรของความว่างเปล่าและตีบตันดังกล่าวนี้ จึงถือเป็นจักรวาลอันกว้างใหญ่ของความเศร้า ที่เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจที่แสนจะมืดมน...” คำกล่าวอันชวนสั่นไหวและกระทบใจข้างต้น..คือเนื้อแท้แห่งการรับรู้ในรู้สึกจากหนังสือเล่มหนึ่ง...หนังสือที่เคยมีผู้แสดงความคิดเห็นว่า..มันชวนให้ผู้อ่านตกหลุมรักในข้อสงสัยแห่งชีวิตต่างๆนานา..ข้อสงสัยที่ชีวิตทั้งชีวิตอาจไม่เคยพบคำตอบ..จากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งหรือจากอดีต มาสู่ปัจจุบัน และอาจนับเนื่องไปไกลถึงอนาคต... “ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง” (Life Lessons)..สองผู้คลุกคลีอยู่กับความตายและภาวะใกล้ตาย.. “อลิซาเบธ คืบเลอร์-รอสส์” และ “เดวิด เคสเลอร์”..ทั้งคู่ได้รังสรรค์หนังสือเล่มนี้ขึ้นมา..ผ่านเรื่องราวของผู้ใกล้ตายหรือผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เจียนตาย...ด้วยมโนสำนึกแห่งการเขียนที่แสดงให้เห็นถึงเนื้อหาสาระที่ล้วนเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิต บทเรียนในการดำเนินชีวิต ตลอดจนการร่วมกัน ไขความลับเรื่องชีวิตและการใช้ชีวิต ทั้งนี้ก็เพราะตระหนักว่า..คนที่อยู่ปลายสุดของชีวิตนั้นย่อมเห็นชีวิตได้แจ่มชัดมากที่สุด...ดั่งที่ท่านพระ “ไพศาล วิสาโล.”..ได้ระบุไว้ในคำนำของหนังสือที่ชวนใคร่ครวญอย่างยิ่งว่า.... “..พวกเขาไม่เพียงแต่ประจักษ์แก่ใจว่าชีวิตนั้นไม่เที่ยง หากยังเห็นว่าอะไรคือคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต สำหรับคนที่ยังไกลโรค ไกลความตาย..แม้จะรู้ว่าชีวิตนั้นมีระยะที่จำกัด แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิด ยังไม่รู้สึกหรือรู้ซึ้งถึงใจ ..และบ่อยครั้งก็อาจจะหลงลืมเพราะมัวเพลิดเพลินกับความสุขสนุกสนาน หรือหาไม่ก็ง่วนอยู่กับการแสวงหาทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง และอำนาจ เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต..ต่อเมื่อใกล้ตายจึงรู้ความจริงว่า..สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้ คนที่ใกล้ตายนั้น ไม่มีใครสักคนที่ร้องว่า..*ขอให้ฉันเป็นผู้จัดการ(หรือรัฐมนตรี)นานกว่านี้*...หรือ*.ขอให้ฉันถูกรางวัลที่หนึ่งสักครั้งเถิด* บทวิเคราะห์จากคำนำดังกล่าวนี้ คือนัยเริ่มต้นแห่งการชี้ทางอันประเสริฐของการเข้าใจเจตจำนงของผู้เขียนที่มีต่อหนังสือเล่มนี้โดยรวมทั้งหมด..โดยเฉพาะกับประเด็นสำคัญที่ว่า..ความตายนอกจากจะบังคับให้เราหยุดไล่ล่าอนาคต..และหันมาเผชิญหน้ากับปัจจุบันแล้ว ยังอาจทำให้เราตื่นจากความหลง และพบว่า สิ่งพื้นๆอันเป็นสามัญนั้นทรงคุณค่าอย่างยิ่ง..ไม่ว่าจะเป็น..ความดี ความรัก ความเอื้ออาทร รวมทั้งการรู้จักตนเอง...ครั้นเมื่อภาวะแตกดับใกล้มาถึงสิ่งเหล่านี้ก็สามารถนำพาชีวิตที่เหลืออยู่ให้พบกับความสุข และประคองใจให้ไปถึงที่สุดอย่างสงบ... “ตลอดระยะเวลาที่เรียกว่าชีวิต...เราทุกคนล้วนมีบทเรียนนับไม่ถ้วน สิ่งนี้จะยิ่งแจ่มชัดขึ้นเมื่อได้ทำงานกับผู้ใกล้ตาย คนที่กำลังจะตายได้เรียนรู้อะไรมากมายในช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งก็มักจะสายเกินไป..หลังจากย้ายไปแถบทะเลทรายอะริโซนาเมื่อปี1995 ฉันกลายเป็นอัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบในวันแม่ สองสามปีหลังจากนั้น ฉันใช้ชีวิตอยู่บนริมขอบของความตาย บางครั้งฉันรู้สึกว่าความตายกำลังจะมาถึงในอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้า แต่หลายครั้งก็ต้องผิดหวังเพราะความตายมาไม่ถึงเสียที ทั้งๆที่ฉันพร้อมแล้ว แต่ฉันไม่ได้ล่วงลับเพราะฉันยังคงเรียนรู้บทเรียนของชีวิต เป็นบทเรียนสุดท้ายของฉัน บทเรียนเหล่านี้คือสัจจะสูงสุดของชีวิต เป็นความลับของชีวิตนั่นเอง” “อลิซาเบธ”...มีรากเหง้าที่แนบชิดกับความตายอันล้ำลึกเป็นสาระแห่งการนำมาสู่การก่อเกิดเป้าหมายแห่งการอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้..เธอเปรียบเทียบให้เห็นว่า..พวกเราทุกคนล้วนมีคานธีและฮิตเลอร์อยู่ในตัวทั้งนั้น...โดยนัยเฉพาะตัวของเธอ...คานธี..หมายถึง..สิ่งที่ดีที่สุดในตัวเรา ขณะที่ฮิตเลอร์ก็หมายถึง..สิ่งเลวร้ายที่สุดในตัวเรา..ความคิดแง่ลบและความคับแคบในจิตใจ ...เธอได้เน้นย้ำในเชิงประสบการณ์ว่า..บทเรียนในชีวิตของเรานั้นเกี่ยวข้องกับการจัดการกับความเห็นแก่ตัว ขจัดความเป็นปฏิปักษ์และค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเราและผู้อื่น..บทเรียนที่ว่านี้คือลมพายุแห่งชีวิต... “มันทำให้เรา.เป็นตัวเราที่แท้จริง พวกเราเกิดมาก็เพื่อจะเยียวยาซึ่งกันและกัน และบำบัดรักษาตัวเราเอง ซึ่งไม่ได้หมายถึงการฟื้นฟูในทางกายภาพ แต่เป็นการสมานรักษาในระดับที่ลึกกว่านั้นมาก...มันเป็นการเยียวยาจิตวิญญาณของเรานั่นเอง” สำหรับเดวิด..แรงดลใจและบทเรียนในการเขียนหนังสือเล่มนี้ของเขา..ก็เนื่องมาจากโอกาสในการใช้เวลาร่วมกับคนใกล้ตายมามาก...ภาวะเช่นนี้ทำให้ชีวิตของเขารุ่มรวยและมีค่าขึ้น ..เขาได้ระบุถึงว่า..เขามองเห็นพัฒนาการของตนเองทั้ง ทางจิตใจ อารมณ์ และวิญญาณ.จากการคลุกคลีกับผู้ใกล้ตาย “แม้ว่าผมจะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณกับคนเหล่านี้ที่ผมทำงานด้วยเป็นอย่างมาก..แต่บทเรียนของผมกลับไม่ได้เริ่มต้นขึ้นจากพวกเขา หากได้เริ่มมาก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายปีจากความตายของแม่และยังสืบเนื่องมเรื่อยๆ..เมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก..ผมเตรียมตัวเอ่ยลาอลิซาเบธ...ผู้เป็นทั้งครูที่ปรึกษาและเพื่อนที่รักยิ่ง ผมใช้เวลายาวนานกับเธอ และได้เรียนรู้บทเรียนสุดท้ายหลายบท เธอต้องเผชิญความตายด้วยตนเอง เธอแบ่งปันให้ผมรับรู้ถึงความรู้สึกของเธอ..ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นความเกรี้ยวโกรธ..และมุมมองต่อชีวิต..หลายต่อหลายครั้งช่างเป็นเรื่องยากที่ผมจะเดินออกจากบ้านของเธอ..เราเอ่ยลากันและกัน และต่างก็เชื่อว่า..นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เห็นหน้ากันอีก เราจึงแยกจากกันด้วยน้ำตา..ช่างเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะต้องสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก...แม้อลิซาเบธ จะบอกว่าเธอพร้อมแล้วก็ตาม..” เดวิด..ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นของการค้นพบแง่มุมสำคัญต่างๆของชีวิตผ่านประสบการณ์ของการรับรู้และเรียนรู้เบื้องต้นเอาไว้อย่างน่าใคร่ครวญว่า..เราต่างค้นพบหลายสิ่งหลายอย่างตลอดเส้นทางอันแปลกประหลาดและยาวนานที่เรามองว่าคือชีวิต..แต่ส่วนใหญ่แล้วมันก็คือการค้นพบตัวเอง...แท้จริงแล้วเราคือใครกันแน่..นั่นเป็นคำถามที่รบกวนจิตใจเราอย่างถึงที่สุด เราเรียนรู้จากช่วงเวลาที่ดีและที่ย่ำแย่ว่า..ความรักและความสัมพันธ์ที่แท้จริงคืออะไร...เราค้นพบความกล้าหาญในการก้าวผ่านความโกรธ ความทุกข์เศร้า และความหวาดกลัว..ความลับของสิ่งเหล่านี้ได้มอบทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้ชีวิตของเราดำเนินต่อไปได้ เพื่อค้นพบความหฤหรรษ์..เหตุนี้..สิ่งที่ทำให้หัวใจของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายนั้น...หาใช่ชีวิตที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ หรือนิยายที่เขียนไว้ในหนังสือไม่..แต่มันคือการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง... “ผมโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตราวสองสามเดือนกับแม่ชีเทเรซา ก่อนที่ท่านจะถึงแก่กรรม ท่านบอกผมว่างานที่สำคัญที่สุดของท่านก็คือการได้ช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย..เพราะท่านคิดว่าชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่ามาก...ท่านได้บอกว่า..ชีวิตคือการบรรลุจุดมุ่งหมาย...และความตายก็คือบั้นปลายของการบรรลุนั้น..” ชีวิตให้บทเรียนแก่เรา สัจจะหนึ่งเดียวนั้นให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ..ความรัก ความกลัว กาลเวลา พลัง การสูญเสีย ความสุข ความสัมพันธ์ และความจริงแท้..เราไม่ได้ไร้ความสุขเพราะความสลับซับซ้อนของชีวิต แต่เราไม่มีความสุขเพราะเราหลงลืมความเรียบง่ายอันเป็นรากฐานไปเสีย สิ่งท้าทายอันแท้จริงก็คือ การค้นหาความหมายที่บริสุทธิ์ของบทเรียนเหล่านี้ พวกเราส่วนใหญ่ต่างคิดว่า..เราได้เรียนรู้ถึงความรัก กระนั้นเรากลับไม่รู้สึกว่าความรักทำให้เราอิ่มเต็ม เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ความรัก เป็นเพียงภาพเงาของความรักที่ถูกบดบังด้วยความหวาดกลัว ความรู้สึกไม่มั่นคง และความคาดหวัง เราต่างเดินไปบนโลกนี้ด้วยกัน แต่กลับรู้สึกอ้างว้าง ไร้ค่า และละอายใจ..” ที่สุดแล้ว...ก็มาถึงความจริงอันแท้จริงที่ว่า..ผู้ป่วยใกล้ตายได้สอนอะไรให้แก่เรามากมาย..ที่สำคัญที่สุดก็คือการให้อภัย..อันเป็นการให้อภัยอย่างแท้จริง...พวกเขาต่างไม่มัวมาคิดว่า.. “ฉันถูกเสมอ”...และการเป็นคนถูกทำให้ฉันเห็นว่าเธอผิดอย่างไร ด้วยความยิ่งใหญ่ของฉัน..ฉันจะให้อภัยเธอ..แต่อุปสรรคของการให้อภัยนั้นมีมากมายที่สำคัญก็คิอความรู้สึกว่า..การให้อภัยหมายถึงการยอมรับพฤติกรรมที่ทำร้ายเรา..การให้อภัยหมายถึงการที่เราปล่อยวางความเจ็บปวดเพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง..การให้อภัยไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้คนอื่นเหยียบย่ำตัวเราแต่เป็นการทำกุศลในความหมายที่ดีที่สุด... “ยามที่เราให้อภัย..เราจะระลึกอยู่เสมอว่า..คนบางคนไม่ได้อยู่ในภาวะที่ดีที่สุดเมื่อพวกเขาทำร้ายเรา เรารู้ว่าพวกเขาเป็นได้มากกว่าความผิดพลาดที่ก่อขึ้น พวกเขาเป็นปุถุชน ย่อมก่อความผิดพลาดบ้างและถูกทำร้ายบ้างเช่นเดียวกับเรา ท้ายที่สุด การให้อภัยจะอุบัติขึ้นในใจเรา เราอโหสิเพื่อเยียวยาตัวเอง การกระทำของคนอื่นก็เป็นเพียงการกระทำของคนคนนั้น”.เราไม่จำเป็นต้องยกโทษให้การกระทำ แต่จำเป็นต้องให้อภัยบุคคลคนนั้น..” นั่นหมายถึงว่า..เรากำลังเรียกพลังของชีวิตเรากลับคืนมา เพื่อจะมีขีวิตและงอกงามไปไกลกว่าเหตุการณ์ที่ทำให้ขุ่นใจและเจ็บปวด..การจมอยู่กับความเจ็บปวดนั้นทำให้เราตกเป็นเหยื่อไม่มีที่สิ้นสุด..เมื่อให้อภัยเราจึงก้าวพ้นความปวดร้าวนั้น เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับบาดแผลที่ใครหรืออะไรกระทำต่อเราตลอดไป การตระหนักรู้เช่นนี้ นับว่ามีพลังอันยิ่งใหญ่” โดยนัยสรุป..หนังสือเล่มนี้จะอธิบายหลายสิ่งที่ล้ำลึกให้กับเรา..ด้วยประสบการณ์ของผู้เขียนที่มีความตายอันหลากหลายเข้ามาเกี่ยวข้อง...มันคือผัสสะของชีวิตที่ทุกคนสะพรึงกลัวและไม่เคยคิดว่ามันจะก่อประโยชน์ในเชิงปัญญาขึ้นมาให้แก่โลกแห่งชีวิตได้..ในหลายๆแง่ หนังสือของโลกแห่งความหมาย นี้ก็ได้ยืนยันให้เราได้ประจักษ์ว่า.ความสูญเสียได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่มีค่า..ขณะที่ความรักสอนให้เรารู้ว่าเราคือใคร ? “ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง”(Life Lessons)คือผลงานแห่งการเขียนที่เขียนออกมาจากชีวิตและเขียนลงไปในชีวิตเพื่อการสร้างบทเรียนแห่งการกระตุ้นเร้าและความชื่นชมต่อสิ่งที่อยู่รายรอบชีวิตแต่ถูกมองข้ามผ่าน..ผู้เขียนทั้งสองเปรียบดั่งทูตของความเป็นสัจจะที่ตีแผ่ให้เห็นถึงสิ่งอันทรงคุณค่านี้ทั้งด้วยความแยบยลและจริงใจ..เช่นเดียวกับ “นุชจรีย์ ชลคุป”..ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวอันลึกซึ้งและยิ่งใหญ่นี้ออกมาเป็นภาษาไทย..ด้วยนัยแห่งอารมณ์ร่วมอันงดงาม..อารมณ์ร่วมที่ผสานเข้ากับความเป็นมาและประสบการณ์ส่วนบุคคลของผู้เขียนทั้งสอง ที่ต่างหยิบยกมาจากคำบรรยาย การฝึกอบรม และการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วย..กระทั่งผู้ที่แนบชิดกับความตายและกำลังตกอยู่ในห้วงยามสุดท้ายของความเป็นชีวิต... “เมื่อผู้คนถูกสาดซัดด้วยลมพายุที่โหมกระหน่ำอย่างไม่หยุดหย่อน และชีวิตเหมือนตกอยู่ในความหายนะ พวกเขาอาจสงสัยว่าเหตุใดตนจึงได้รับบททดสอบมากมายนัก และทำไมพระเจ้าจึงดูเหมือนไร้ความปรานี การฝ่าฟันอุปสรรคเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกคลื่นซัดสาด ตัวคุณถูกกระทบกระแทกให้กลิ้งไปกลิ้งมาจนน่วม แต่ขณะเดียวกันคุณก็ได้รับการขัดเกลาให้มีค่ากว่าแต่ก่อน..ถึงตอนนี้..คุณต่างได้เตรียมตัวสู่บทเรียนที่ใหญ่ขึ้น ท้าทายยิ่งขึ้น และชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม..ส่วนฝันร้ายในชีวิตทั้งหลายทั้งปวงก็จะแปรเปลี่ยนเป็นคำอวยพรและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีค่าไปในที่สุด.....”