ตำรวจภาค 5 แถลงจับกุม 3 คดี ดัง ยาเสพติด ,แก๊งค์ คอลเซ็นเตอร์,ชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ, รายสำคัญ ของกลางเกือบ 2 แสนเม็ด
วันที่ 3 ก.ค.60 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 พลตำรวจโทพูนทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 เป็นประธานแถลงข่าวการจับกุม 3 คดี ดังในพื้นที่จังหวัดลำปาง คดีแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจสบปราบ สภ.สบปราบ , เจ้าหน้าที่ทหาร ร.17 พัน 2 ได้ตรวจค้นรถยนต์โดยสารบริษัทสมบัติทัวร์ กรุงเทพ – เชียงใหม่ พร้อมจับกุมตัว นายนัฐสิต วงษาฝั้น อายุ 51 ปี ที่อยู่ 41/1 หมู่ที่ 3 ตำบลสันติสุข อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ และนายธนพงศ์ วงค์อินทร์ อายุ 23 ปี ที่อยู่ 153 หมู่ที่ 9 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัด พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 199,400 เม็ด สอบสวนรับสารภาพว่า ได้ร่วมกันรับจ้างลักลอบขนยาเสพติดในครั้งนี้จากนายโย่ง ( ไม่ทราบชื่อ นามสกุลจริง ) เป็นชาวเข้าเผ่ามูเซอ ผู้ว่าจ้างจากขนส่งอาเขต จังหวัดเชียงใหม่ ส่งพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อถึงกรุงเทพจะมีคนมารับยาบ้าอีกครั้งหนึ่ง ค่าจ้างจำนวน 140,000 บาท โดยให้นำไป แล้วจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารภายหลัง เบื้องต้นยังไม่ได้รับค่าจ้าง
คดีที่ 2จับกุมคนร้าย ก่อเหตุใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น สาขาโรงเรียนลำปางพาณิชยการ และสาขาป่าแลว อ.เมือง จว.ลำปาง จักกุมผู้ต้องหา .นายสมปาน หรือคม กาศสมบูรณ์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 227 ม.7 ต.เด่นชัย อ.เด่นชัย จว.แพร่ ก่เหตุแล้วหลบหนีไปซ่อนตัวที่ บ่อดินลูกรังเคแดง บ้านม่อนแสนศรี ต.น้ำโจ้ อ.แม่ทะ จังหวัดลำปาง ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ชิงทรัพย์ (เงินสดและโทรศัพท์มือถือ ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาโรงเรียนลำปางพาณิชยการ และสาขาป่าแลว) ในเวลากลางคืน โดยแปลงตัว หรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น หรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยมีหรือใช้อาวุธปืน และใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และมีอาวุธปืน (ลูกซองสั้นแบบไทยประดิษฐ์) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุอันควร”
คดีที่ 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค 5 และ สภ หางดง เชียงใหม่ได้ร่วมกันทำการสืบสวนติดตามจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีนายชิษณุพงษ์หรือเดี่ยว ทองทวี อายุ 35 ปี 3 3303 อยู่บ้านเลขที่ 96/2 หมู่ 3 ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายสุริยะหรือบ่าว นิระโส อายุ 38 ปี อยู่ บ้านเลขที่ 27/1 หมู่ 9 ต.ควนขนุน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง นายศตวรรษหรือวุฒิ สันติปาตี อายุ 47 ปี เลขประจำตัวประชาชน อยู่ บ้านเลขที่ 313 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 75 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร นายอนุรักษ์หรือแอน เทพประเมิน อายุ 32 ปีอยู่ บ้านเลขที่ 162/5 หมู่ 2 ต.บ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด ได้ที่บ้านเลขที่ 286/75 หมู่ 6 ต.สันผักหวาน อ.เมือง จว.เชียงใหม่ ของกลาง โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง รายชื่อและหมายเลขบัญชีธนาคารของผู้เสียหายซิมการ์ดโทรศัพท์มือถืออีกหลายรายการ
ส่วนพฤติการณ์ในการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนหลายหน่วยงานจนสืบทราบว่า คนร้ายกลุ่มแก็งค์Call Center กลุ่มของนายนายอนุรักษ์ หรือแอน เทพประเมิน, นายสุริยะ หรือบ่าว นิระโส, นายศตวรรษ หรือวุฒิ สันติปาตี, นายชิษณุพงษ์ หรือเดี่ยว ทองทวีและนายสงกรานต์ หรือเกียรติ เบ้าทุมมา ที่มีพฤติการณ์โทรศัพท์หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน ได้เข้ามาก่อเหตุหลอกลวงประชาชนและเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจากการตรวจสอบพบว่านายอนุรักษ์หรือแอน เทพประเมิน หนึ่งในสมาชิก ได้เช่าบ้านอยู่ที่ บ้านเลขที่ 286/75 หมู่ 6 ต.สันผักหวาน อ.เมือง จว.เชียงใหม่ จึงได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้มาโดยตลอด ต่อมาตรวจพบว่ากลุ่มดังกล่าวได้เข้ามาที่บ้านของนายอนุรักษ์ฯจริง จึงเชื่อว่า เป็นสถานที่ต้องสงสัยและมีการรวมกลุ่มเพื่อทำ Call Center อย่างแน่นอนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้น ผู้ต้องหาทั้ง 4 รับสารภาพว่า ได้รวมกลุ่มกันจำนวน 5 คน เพื่อทำการโทรศัพท์ไปหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อให้โอนเงินมาให้ โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน มีกระบวนการทำงานคือ โทรศัพท์สายแรก ดำเนินการเบื้องต้นจะทำหน้าที่หาข้อมูลโดยหาข้อมูลอินเตอร์เน็ต จากนั้น จึงได้ใช้โทรศัพท์โทรไปยังหมายเลขดังกล่าว เพื่อหลอกลวงโดยอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ แจ้งกับผู้เสียหายว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายน่าจะถูกปลอมแปลงทำบัญชีซ้อนขึ้นมา จะต้องไปตรวจสอบที่ตู้เอทีเอ็ม (นายอนุรักษ์หรือแอน เทพประเมิน, นายสุริยะหรือบ่าว นิระโส, นายศตวรรษหรือวุฒิ สันติปาตี เป็นผู้ทำหน้าที่สลับกัน) จะเข้าลักษณะวิธีการคือ พูดให้เชื่อ
โทรศัพท์สายที่สอง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อก็จะทำการส่งต่อให้นายชิษณุพงษ์หรือเดี่ยว ทองทวี รับช่วงต่อ(สาย๒) โดยรับบทบาทเป็นผู้กองเพื่อชักจูงให้ผู้เสียหายไปตรวจสอบบัญชีที่ตู้เอทีเอ็ม จะเข้าลักษณะวิธีการคือ ขู่ให้กลัวโทรศัพท์สายที่สาม จากนั้นจะส่งงานให้นายสงกรานต์หรือเกียรติ เบ้าทุมมา(สาย๓) สมาชิกในแก็งCall Center อีกคนซึ่งอยู่ที่จังหวัดกรุงเทพฯ เป็นคนรับบทเป็นสารวัตร ให้การช่วยเหลือตรวจสอบบัตรเอทีเอ็ม โดยทำการกดรหัสตามที่นายสงกรานต์ฯบอก ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นวิธีการหลอกให้โอนเงินไปที่บัญชีที่นายสงกรานต์ฯได้จัดเตรียมไว้ เมื่อโอนเงินสำเร็จ นายสงกรานต์หรือเกียรติ เบ้าทุมมา จะแจ้งให้สมาชิกที่มีหน้าที่กดเงิน กดเงินออกจากบัญชีที่เตรียมไว้เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับสมาชิกแต่ละคนในแก็งcall Center ต่อไป จะเข้าลักษณะวิธีการคือ หลอกให้ทำ จากการขยายผลโดยการตรวจโทรศัพท์ของกลาง พบว่า มีผู้เสียหาย นายอเนก กลิ่นฟุ้ง ถูกกลุ่ม Call Center โทรศัพท์ โดยใช้หมายเลข 062-9234749 โทรไปหลอกลวงให้โอนเงิน มีมูลค่าความเสียหาย ประมาณ 29,000 บาท และได้ส่งรายงานสืบสวนให้กับ พงส. ดำเนินคดี กระทำความผิดฐาน “สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเป็นซ่องโจรเพื่อร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯ และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เป็นอีก 1 คดี
ทั้งนี้วิธีป้องกัน เมื่อตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือมิจฉาชีพ หากได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่รู้จัก ควรทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า มีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนไม่โลภอย่าได้เงินรางวัลที่ไม่มีที่มา.ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลอื่น ถึงแม้ผู้ติดต่อจะอ้างตัวเป็นส่วนราชการ หรือสถาบันการเงิน เพราะส่วนราชการ และสถาบันการเงินไม่มีนโยบายสอบถามข้อมูลส่วนตัวลูกค้าผ่านโทรศัพท์ ไม่ทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม หรือเครื่องฝากเงินอัตโนมัติตามคำบอกของผู้ที่ติดต่อ.ควรสอบถามข้อเท็จจริงกับสถาบันการเงินที่ถูกอ้างถึงหรือใช้บริการ โดยติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า (Call Center).หากได้รับแจ้งว่า มีผู้โอนเงินผิดเข้าบัญชี ควรสอบถามสถาบันการเงินถึงที่มาของเงินดังกล่าว หากเป็นเงินที่มีการโอนผิดเข้ามาจริงต้องให้สถาบันการเงินเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินเท่านั้น และสิ่งที่ควรทำเมื่อตกเป็นเหยื่อรวบรวมหลักฐานและข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทำการอายัดบัญชีของคนร้ายโดยทันทีที่ผู้เสียหายรู้ตัว.