เมื่อวันที่ 12 พ.ค.63 ตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.ให้ทุกหน่วยป้องกันปราบปรามคนร้ายที่ฉวยโอกาสก่อเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ของประชาชนในยามที่ประชาชนเดือดร้อนในช่วงการระบาดโรคโควิด-19 อันเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนนั้น ทาง พล.ต.ต.สำเริง สวนทอง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1(ผบก.น.1) กำชับการปฎิบัติ สน.ห้วยขวาง โดย พ.ต.อ.ภูริส จินตรานันท์ ผกก.สน.ห้วยขวาง นำกำลังฝ่ายสืบสวนและป้องกันปราบปราม จับกุมนายออมสิน กลางสาทร อายุ 31 ปี และ นายสมโพธิ พิทักษา อายุ 39 ปี โดยกล่าวหากับนายออมสิน ว่า“ ร่วมกันบุกรุกเคหสถานฯ, ร่วมกันทําให้เสียทรัพย์ฯ, ร่วมกันมีวิทยุสื่อสารโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานตํารวจซึ่งสั่งการให้ทําการตรวจหรือทดสอบว่ามีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่มีสารเสพติด ตามมาตรา 58/1 พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ” และนายสมโพธิ ว่า“ ร่วมกันบุกรุกเคหสถานฯ, ร่วมกันทําให้เสียทรัพย์ฯ, ร่วมกันมีวิทยุสื่อสารโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมของกลาง เตียงนอน จํานวน 2 ชุด อุปกรณ์การเสพยาไอซ์ จํานวน 3 อัน วิทยุสื่อสาร จำนวน 6 เครื่อง พร้อมเสารับส่งสัญญาณ พ.ต.อ.ภูริส กล่าวว่าก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตํารวจ สน.ห้วยขวาง ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย ว่ามีนายออมสิน พร้อมกลุ่มชายฉกรรจ์ จํานวนหลายคน บุกรุกเข้าไปภายในห้องพักเป็นคอนโดหรู ย่านใจกลางเมือง ถนนรัชดาภิเษก ซึ่ง เป็นห้องของผู้เสียหาย โดยนายออมสิน มีพฤติกรรมใช้กลอุบายขอจองและตรวจสอบห้องพัก ก่อนทําสัญญา เมื่อเข้าไป ภายในห้องแล้วกลับไม่ยอมออกมา โดยมีการเปลี่ยนรหัสล็อคจากด้านในประตูห้องพัก เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปในห้องได้ พร้อมทั้งนํากลุ่ม ชายฉกรรจ์ ใส่ชุดดํามาร่วมพักอาศัย เพื่อข่มขู่ให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว และไม่กล้าติดตามค่าเช่าห้อง พร้อมท้ังได้ใช้ห้องพักดังกล่าว เป็นสถานท่ีมั่วสุมยาเสพติด พ.ต.อ.ภูริส กล่าวอีกว่าเจ้าหน้าตํารวจ สน.ห้วยขวาง ผู้เสียหาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าท่ีนิติบุคคลอาคารฯ จึงเข้าไปตรวจสอบห้องพัก ดังกล่าว พบผู้ต้องหาทั้งสองอยู่ภายในห้อง โดยแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ และแสดงความบริสุทธิ์ใจ และขอตรวจสอบเอกสารการเช่า ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองไม่สามารถนํามาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ได้ พร้อมทั้งผู้เสียหายแสดงเอกสารกรรมสิทธิ์ในห้องพักดังกล่าว ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ ตํารวจ จึงแจ้งให้ผู้ถูกจับทั้ง 2 คน ทราบว่าไม่มีสิทธิเข้าไปพักอาศัยอยู่ภายในห้องดังกล่าว จากนั้นตรวจสอบภายในห้องพัก พบว่ามีวิทยุสื่อสารโทรคมนาคม พร้อมเสาวิทยุของกลางและพบอุปกรณ์เสพยา จากการสอบถามผู้ต้องหารับว่าไม่ได้รับอนญุาตให้มีหรือใช้วิทยุโทรคมนาคม นอกจากนี้ผู้เสียหายยังยืนยันความเสียหายภายในห้องพักพบเตียงนอนภายในห้องถูกรื้อทำลายจนได้รับความเสียหาย จึงนำส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ดําเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป พ.ต.อ.ภูริส กล่าวว่าจากการสืบสวน พบว่านายออมสิน มีพฤติกรรมเที่ยวกลางคืน ใช้เงินที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้อื่นให้ร่วมลงทุน ว่ามีผลตอบแทนสูงโดยเลือกจับเหยื่อ และตีสนิทตามสถานบริการเกรดเอ ยังเชื่อว่ามีผู้เสียหายที่ไม่ทราบตัวตนที่แท้จริงของนายออมสิน และหลงเชื่อว่าเป็นเศรษฐี เจ้าของธุรกิจ นักธุรกิจ ทายาทที่ได้รับมรดกมหาศาล ตามภาพลักษณ์ที่นายออมสิน ใช้หลอกเหยื่อให้ หลงเชื่อ ก่อนที่เหยื่อจะถูกยืมเงินหรือถูกหลอกให้เอาเงินมาฝากลงทุน ฯลฯ นอกจากนั้นนายออมสินฯ ยังมีพฤติกรรมแอบอ้า งบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยมักขอถ่ายภาพคู่ เมื่อมีโอกาส และใช้แสดงให้เหยื่อ หลงเชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีชาติตระกูลดี พ.ต.อ.ภูริส กล่าวอีกว่าจากการสอบถามประวัติครอบครัว ทราบว่านายออมสิน ถูกเลี้ยงดูแบบตามใจ ไม่ชอบเรียนหนังสือ และมีการศึกษาเพียง ป. 4 พบว่านายออมสิน ยังเคยถูกจับกุมดําเนินคดี และคดีอยู่ระหว่าง พิจารณา อีกจํานวนหลายคดี ดังนี้ เช่นเคยถูกจับกุมดําเนินคดี ข้อหา “ตัวการฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน” ที่ กก.5 บก.ปอศ. , เคยถูกจับกุมดําเนินคดี ข้อหา “ปล้นทรัพย์” ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จว.นนทบุรี ,เคยถูกจับกุมดําเนินคดี ข้อหา “ฉ้อโกงทรัพย์” ที่ สน.โคกคราม และ เคยถูกจับกุมดําเนินคดี ข้อหา “ครอบครองยาเสพติดเพื่อจําหน่ายฯ” ที่ สน.ห้วยขวาง แหล่งข่าวจากชุดจับกุมเปิดเผยว่าสำหรับนายออมสิน จะหลอกอุบายว่ามีโค้วต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลก่อนที่จะหลอกเอาเงินเหยื่อที่หลงเชื่อบางคนเป็นลูกอดีตนายตำรวจระดับสูง ที่เสียหาย นอกจากนี้นายออมสิน ยังเข้าไปตีสนิทกับนายตำรวจระดับสูงและข้าราชการระดับสูงเพื่อขอถ่ายภาพก่อนจะเก็บภาพถ่ายไว้ในโทรศัพท์มือถือเพื่อนำไปแอบอ้างหลอกผู้เสียหาย