นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 33 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 7 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยันในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 15 ราย และเจอในสถานที่กักตัวของรัฐใน จ.นราธิวาสที่เดินทางกลับจากอินโดนีเซียอีก 2 ราย ป่วยสะสม 2,551 ราย ใน 68 จังหวัด หายป่วยสะสม 1,218 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย เสียชีวิตสะสม 38 ราย นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตรายที่ 36 เป็นชายไทย อายุ 74 ปี มีโรคประจำตัว เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีประวัติไปตลาดนัด มีการรวมกลุ่มกันในบ้าน มีอาการป่วยตั้งแต่ 1 เม.ย. และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใน จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นวันที่ 7 เม.ย.เข้ารักษาตัวอีกรอบ มีไข้สูง 39.4 เสียดท้อง ถ่ายสีดำเพราะมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ผลตรวจออกมายืนยันเป็นโควิด-19 ต่อมาในวันที่ 8 เม.ย. อาการแย่ลงเรื่อยๆ และเสียชีวิตในวันที่ 11 เม.ย. รายที่ 37 เป็นหญิงไทย อายุ 65 ปี มีโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง มีประวัติเดินทางคือ วันที่ 20-26 มี.ค. ไปเยี่ยมญาติที่ชุมพร ส่วนวันที่ 27-31 มี.ค. เริ่มมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย เพลีย จากนั้นวันที่ 1 เม.ย.เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.ชุมพร และวันที่ 2 เม.ย.มีอาการหอบมากขึ้น รู้สึกตัวลดลง จึงกลับมารักษาที่โรงพยาบาลเดิม รายนี้ถือว่าเข้ารับการรักษาตัวช้า แพทย์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ผลตรวจออกมาเป็นวันโควิด-19 อาการแย่ลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิตในวันที่ 11 เม.ย. รายที่ 38 เป็นชายไทยอายุ 44 ปี ส่งตัวมาจากโรงพยาบาลเอกชนตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. มีอาการหนักตั้งแต่แรกรับ รักษาโดยใช้ยาหลายขนาน แพทย์พยายามดูแลทุกระบบในร่างกาย แต่อวัยวะล้มเหลวหลายส่วน ต้องล้างไตหลายครั้ง แต่ไม่ดีขึ้น และเสียชีวิตในเช้าวันที่ 12 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เมื่อเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ 33 ราย รู้สึกดีใจมาก ถือเป็นข่าวดีในเทศกาลปีใหม่ไทยที่ตัวเลขค่อยๆ ลดลง แต่สถานการณ์ทั่วโลกยังไม่น่าสบายใจ อยากให้ติดตามต่อไป แม้สถานการณ์เราดีขึ้น แต่ประเทศต่างๆ และรอบข้างเรายังน่ากังวลอยู่ เพราะขณะนี้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 1,780,314 ราย เสียชีวิต 108,827 ราย ทั้งนี้ ประเทศรอบข้างเราในกลุ่มอาเซียน ยังมีตัวเลขที่น่ากังวล โดยมาเลเซียมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 184 ราย ฟิลิปปินส์ 233 ราย สิงคโปร์ 191 ราย อินโดนีเซีย 330 ราย ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิต สิงคโปร์ 8 ราย อินโดนีเซีย 327 ราย ฟิลิปปินส์ 247 ราย มาเลเซีย 73 ราย ส่วนประเทศใหญ่ๆ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งสูงอยู่ ส่วนฝั่งเอเชีย อินเดียและญี่ปุ่นมีผู้ป่วยรายใหม่พุ่งขึ้นสูงมากๆ ส่วนเกาหลีใต้กราฟผู้ติดเชื้อไม่สูง เรากับเกาหลีใต้อยู่ในระนาบเดียวกัน ที่มีคำถามว่าเราจะเปิดประเทศและสนามบินเมื่อไรนั้น จึงต้องดูกราฟเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจด้วย จะดูแลคนในประเทศกับเศรษฐกิจอะไรต้องมาก่อนหลัง ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นตัวบอก “การ์ดเราจึงห้ามตก ภาษามวยใช้คำว่าต้องยกการ์ดเอาไว้อยู่ แม้จะดีใจทำคะแนนได้ดี 33 แต้ม แต่ต้องยืนระระยาว เพราะมันไม่ได้หมดยกพรุ่งนี้มะรืนนี้ ดังนั้น เราต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐ 90 เปอร์เซ็นต์และในระยะยาว”นพ.ทวีศิลป์ กล่าว นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า หากย้อนดูตัวเลขหลายๆ สัปดาห์ที่ผ่าน จะเห็นว่าสิ้นสุดสัปดาห์ล่าสุด มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 383 ราย ถือเป็นตัวเลขที่ดีเยี่ยมมากๆ เมื่อเรานำตัวเลขดังกล่าวมาศึกษาพบว่า ตั้งแต่ประกาศเคอร์ฟิวเมื่อวันที่ 3 เม.ย.จนถึงวันที่ 11 เม.ย. เป็นระยะเวลา 9 วัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เราลดลงชัดเจน มีเลขสามหลักแค่ 2 วัน คือ วันที่ 5 เม.ย.กับวันที่ 8 เม.ย. โดยในวันที่ 8 เม.ย.มีถึง 42 คน ที่เดินทางกลับมาจากอินโดนีเซีย จากนี้ต้องจับตาตัวเลขกันต่อไป และถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อวันที่ 27 มี.ค.สถานการณ์ดีขึ้น โดยสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มก้อนผู้ติดเชื้อจากสนามมวยเป็นศูนย์แล้ว เนื่องจากเราควบคุมได้จากมาตรการต่างๆ ที่ออกมา และประชาชนให้ความร่วมมือ จึงเกิดผลแบบนี้ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สำหรับผลการปฏิบัติงานของฝ่ายความมั่นคงในช่วงเคอร์ฟิวคืนวันที่ 11 เม.ย.ต่อเนื่องเช้าวันที่ 12 เม.ย. มีผู้ฝ่าฝืนออกจากเคหสถาน 926 คน ลดลงจากเมื่อวาน 139 คน ชุมนุม มั่วสุม 58 คน ลดลงจากเมื่อวาน 51 คน เป็นข้อมูลที่ชื่นใจ เพราะตัวเลขลดลง ซึ่งจะดีต่อสุขภาพท่านด้วย แต่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าความผิดส่วนใหญ่มีเรื่องดื่มสุราจำนวนมาก “เมื่อคืนวันที่ 11 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมได้เดินทางไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเคอร์ฟิว ไปรับฟังปัญหาและดูสภาพที่แท้จริง และอย่าว่าผมเลยว่าผมทำเกินหน้าที่ไปหรือเปล่า เพราะเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องแจ้งให้ทราบว่าแต่ละศูนย์ใน ศบค.ทำอะไรบ้าง และนายกฯในฐานะ ผอ.ศบค.ก็ทำภารกิจท่าน ทุกคนล้วนมีหน้าที่ ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ผมก็ทำหน้าที่ของผม ย้ำว่าในฐานะโฆษก ศบค.ต้องดูแลชุดข้อมูลที่มาจากศูนย์ต่างๆ ใน ศบค. ซึ่งมีศูนย์ย่อยหลายด้าน” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนสงสัยว่าในวันที่ 13 เม.ย.เป็นวันสงกรานต์ สามารถทำอะไรหรือห้ามทำอะไร นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ฝากประชาสัมพันธ์มาว่า การรดน้ำของพรผู้ใหญ่ การเล่นน้ำไม่ว่าจะกี่คน รวมถึงการเล่นน้ำในบ้านก็ไม่สามารถทำได้เลย เพราะการเล่นน้ำอาจนำพาเชื้อโรคจากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่งได้ สำหรับ 7 วันอันตรายที่เคยนับเป็นเรื่องอุบัติเหตุ ทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ได้ขีดเส้นตาย 7 วันอันตรายของการระบาดของโควิด-19 ด้วยเหมือนกัน ส่วนการสรงน้ำพระ ขอให้รักษาระยะห่าง ใช้ภาชนะหรือขันรดน้ำที่เป็นส่วนตัว เมื่อถามว่า เหตุใดจึงไม่ประกาศห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ส่วนตัวอยากให้เป็นอย่างนั้น โดยในการประชุมวงเล็กเช้าวันเดียวกัน (12 เม.ย.) ก็ได้สรุปตัวเลข ขณะนี้มี 73 จังหวัดที่ประกาศห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ส่วนจังหวัดอื่นๆ อยู่ในช่วงที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด กระทรวงมหาดไทย สธ.จะต้องพิจารณาหารือร่วมกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีประกาศแต่ก็ขอความร่วมมืออย่าไปตั้งวงก๊งเหล้า ขอให้ลดน้อยลง ท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยได้ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวปิดท้ายว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังทุกข์ใจกับยอดผู้เสียชีวิตเป็นหมื่นคน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราต้องเรียนรู้ หลายประเทศใช้วิธีรวมพลังให้เห็นความร่วมมือของประชาชน เป็นภาพที่เราประทับใจ อย่างเช่นประเทศจีนที่ก้าวผ่านมาได้แล้ว และกำลังไปช่วยประเทศอื่น ตนอยากเห็นภาพอย่างนี้ในประเทศไทยที่เราจะรวมพลังกันแล้วเราก้าวผ่าน จากตัวเลขลดลงที่เราเป็นอยู่ ตนเชื่อมั่นความเก่งในระดับจังหวัด ต่อไปก็จะมีภาพในระดับตำบล ชุมชน ครอบครัวต่างๆ ขึ้นมา และเนื่องในวันครอบครัว แม้เราจะห่างทางร่างกาย แต่ความผูกพันที่ดีของสังคมยังมี เป็นกำลังใจที่ดีเพื่อที่จะเราจะก้าวผ่านไป มันจะอยู่กับเรากี่เดือนไม่รู้ ตอนนี้เราไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ศัตรูร่วมมือกันของเราคือ เจ้าเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เราต้องต่อสู้ร่วมกัน และชนะมันที่สุด