นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ โพสต์ข้อความในเพตเฟซบุ๊ก Chaturon Chaisang ระบุว่า...
นมานายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญญาณที่ดีต่อการจะอาศัยภูมิปัญญาและการมีส่วนร่วมของสังคมอยู่บ้างจากการที่แถลงว่าพร้อมจะรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายและมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจจากทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการที่รัฐบาลทำงานอย่างขาดการวางแผน ไม่มีการบูรณาการและตีกรอบตัวเองจนขาดข้อมูลความรู้และภูมิปัญญาจากสังคมและการขาดการตรวจสอบถ่วงดุลจากทุกภาคส่วน
.
สภาพการทำงานที่รัฐบาลทำงานแบบตีกรอบตัวเองจนกลายเป็นความจำกัดทางภูมิปัญญานี้มีปัญหาและทางออกอยู่ใน 3 ด้านคือ
.
1.หยุดปิดกั้นขัดขวางการสะท้อนปัญหาและการแสดงความคิดเห็น
.
ยังมีการปิดกั้นขัดขวางการสะท้อนปัญหาและการเสนอความเห็นที่แตกต่างและการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงขั้นที่มีการข่มขู่ การคุกคามด้วยการดำเนินคดีที่เกินกว่าเหตุและไม่ชอบด้วยกฎหมาย การสร้างกระแสให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการแสดงความเห็นแตกต่างเป็นการขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ทั้งๆที่ที่ผ่านมา การเสนอความเห็นจำนวนมากเป็นความเห็นที่ดีและเป็นประโยชน์ซึ่งรัฐบาลก็มักต้องยอมรับไปใช้ในเวลาต่อมา
.
นายกฯควรจะทบทวนเรื่องนี้เสียใหม่และส่งสัญญาณให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจและแก้ปัญหานี้โดยเร็ว
.
2.จัดระบบการทำงานและจัดระดมความคิดระดมสมองผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จากทุกภาคส่วนเป็นประจำ
.
การทำงานของรัฐบาลยังแยกกันทำอย่างกระจัดกระจาย ต่างคนต่างทำ ไม่มีการบูรณาการ การแก้ปัญหาที่ตัดสินใจโดยแต่ละจังหวัดต่างๆกันไป จังหวัดมีอำนาจสั่งห้ามแต่ไม่มีอำนาจสั่งให้ความช่วยเหลือเยียวยา รัฐมนตรีและกระทรวงต่างๆไม่ได้ทำหน้าที่ที่พึงทำทั้งในการรับมือกับการแพร่ระบาดและการแก้ปัญหาของประเทศในภาพรวม รัฐบาลโดยรวมไม่มีช่องทางรับฟังความเห็นจากสังคมอย่างเป็นระบบ
.
รัฐบาลพึงตระหนักว่าการทำงานโดยตีกรอบตนเองอยู่ในวงแคบๆอย่างที่เป็นอยู่ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตได้แน่ เพื่อจะแก้ปัญหานี้นอกจากรัฐบาลควรจะวางระบบการทำงานเสียใหม่ให้เกิดการบูรการและใช้บุคลากรและกลไกต่างๆให้เต็มศักยภาพแล้ว
.
รัฐบาลควรจัดการให้มีการระดมความคิดเห็นจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาประเทศในด้านต่างๆ จากทุกภาคส่วนและครอบคลุมทุกมิติสำคัญของสังคม โดยเชิญบุคคลดังกล่าวมาประชุมหารือเป็นระยะๆ
.
3.ส่งเสริมให้รัฐสภาไทยกลับมามีบทบาทที่พึงมีตามระบอบประชาธิปไตย
.
สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปอย่างประหลาดคือการทำงานของรัฐสภา ในยามวิกฤตเช่นนี้รัฐสภาในประเทศต่างๆทำหน้าที่ในการสนับสนุนการทำงานของฝ่ายบริหารพร้อมกับตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อการทำงานมีประสิทธิภาพ ถุกทิศถูกทางและไม่เกิดการทุจริตคดโกง
.
แต่รัฐสภาของไทยกลับไม่มีบทบาทใดๆ ทั้งๆที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรก็ได้แสดงให้เห็นการทำงานที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนได้เป็นอย่างดี ขณะนี้รัฐบาลจะใช้งบประมาณและเงินมหาศาล แต่กลับไม่มีการตรวจสอบ การดำเนินมาตรการต่างๆล้วนกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสิ้น แต่ก็กลับไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากสภาฯหรือคณะกรรมาธิการต่างๆ
.
การใช้พรก.ฉุกเฉินที่ไม่มีเหตุจลาจลไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสภาฯ ส่วนความเสี่ยงต่อการติดเชื้อก็หาทางแก้ได้ด้วยการประชุมออนไลน์หรือจัดที่ประชุมให้เหมาะสม
.
การจะแก้ปัญหาการขาดหายไปของรัฐสภาไทยนี้จะต้องแก้โดยตัวรัฐสภาเองก็จริง แต่ถ้ารัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลไม่สนับสนุนหรือกระทั่งขัดขวางไว้ การแก้ปัญหาก็คงไม่เกิดขึ้น รัฐบาลจึงควรส่งเสริมบทบาทของรัฐสภาให้สมกับการที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาแล้ว
.
ผมขอย้ำว่าวิกฤตครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก นายกรัฐมนตรีและคณะที่ไม่เป็นเอกภาพอยู่ในขณะนี้จะไม่สามารถรับมือกับวิกฤตนี้ได้ หากยังแยกตัวเองออกจากสังคม ทำตัวเองอยู่เหนือสังคม ปฏิเสธการตรวจสอบถ่วงดุลและการมีส่วนร่วมของสังคม รัฐบาลควรมีความตระหนักและเชื่อมั่นว่าสังคมไทยมีภูมิปัญญาที่อุดมสมบูรณ์ที่ควรถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาทั้งสามข้อนี้โดยเร็วที่สุด