หลังจากที่รัฐบาลโดย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ลงนามในข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 2) ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (เคอร์ฟิว) ที่ห้ามบุคคลใดทั่วราขอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกาถึง 04.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น เว้นแต่มีความจำเป็นฯ ผู้ใดฝ่าฝืนข้อนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2563 เป็นต้นไป อีกทั้งยังมีการประกาศจาก “สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย” (กพท.) “ห้ามอากาศยานทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว” (ฉบับที่ 2) อาทิ ห้ามอากาศยานขนส่งคนโดยสารทำการบินเข้ามายังท่าอากาศยานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2563 เวลา 00.01 น. จนถึงวันที่ 18 เม.ย.2563 เวลา 23.59 น. และผู้โดยสารบนอากาศยานที่ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานต้นทางก่อนประกาศนี้ใช้บังคับอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อและข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยต้องได้รับการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน เหตุผลหลักของการออกกฎระเบียบในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ใช้วิธีในการขอความร่วมมือจากประชาชน แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร ยังคงมีการระบาดเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งผลตอบรับของการควบคุมครั้งนี้ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดี ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้ความร่วมมือส่งผลให้ตัวเลขของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องยอมรับผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก ทั้งความเป็นอยู่ประจำวัน และรายได้ที่ใช้ในการดำรงชีพ ที่ไม่ทราบชะตากรรมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ล่าสุดจากผลการประชุมของ “คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน”(กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ,สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ประเมินถึงสภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2563 ว่าอาจถึงหลักล้านล้านบาท และกระทบการจ้างงานหลายล้านคน นอกจากนี้หากการระบาดของ COVID-19 สามารถยุติลงได้ภายในช่วงครึ่งปีแรก การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ สู่ภาวะปกติก็คงต้องใช้เวลา ทำให้ ณ วันนี้ ทุกคนต่างรอความหวังที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล! และการส่งความช่วยเหลือรัฐบาลในวันนี้ได้ มีหลายช่องทางในการให้ความช่วยเหลือ และที่เห็นได้ชัด คือการที่รัฐบาลได้ “มอบเงินช่วยเหลือให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนผ่านwww.เราไม่ทิ้งกัน.com ระยะเวลา 3 เดือน เดือนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,000 บาท” โดยใช้งบประมาณ 45,000 ล้านบาท ขณะที่ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” (ธปท.) ประกาศมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีเงินทุนและสภาพคล่องเพียงพอเพื่อดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงานต่อไปได้ โดยได้รับการตอบรับจากทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เริ่มที่ “ธนาคารกสิกรไทย” ประกาศพักชำระเงินต้น และดอกเบี้ยให้กับลูกค้าผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อ ไม่เกิน 100 ล้านบาท ระยะเวลา 6 เดือน เริ่ม 1 เมษายน 2563-30 กันยายน 2563 รวมถึงพร้อมให้เงินกู้เสริมสภาพคล่องลูกค้าผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยให้ลูกค้าสามารถกู้ได้ 20% ของยอดวงเงินเดิม คิดอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี และไม่คิดอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก “ธาคารไทยพาณิชย์” ประกาศพักชำระสินเชื่อทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้แก่ลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาททุกราย ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นต้นไป พร้อมทั้งช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยในระยะ 6 เดือนแรก “ธนาคารกรุงไทย” ประกาศพักชำระหนี้เงินต้น-ดอกเบี้ย 6 เดือน ให้กับลูกค้าธุรกิจที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาท เพื่อรับมือกับรายจ่ายที่จำเป็นของธุรกิจ เริ่มมีผลเดือนเมษายน-กันยายน 2563 รวมทั้งสนับสนุนสินเชื่อใหม่ (Soft Loan) เพื่อเสริมสภาพคล่องวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้าง ณ 31 ธันวาคม 2562 อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี โดยธนาคารไม่คิดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก และ “ธนาคารออมสิน” ดำเนินการพักชำระเงินต้น และดอกเบี้ย โดยอัตโนมัติทันที สำหรับลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.2563 ส่วน “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” (PEA) มีมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ 1.มาตรการค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ จากเดิม 50 หน่วยต่อเดือน เป็น 90 หน่วยต่อเดือน ตามใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนเมษายน - มิถุนายน 2563 (จำนวน 3 เดือน) ให้กับผู้ใช้ไฟจำนวน 6.2 ล้านราย วงเงิน 2,955 ล้านบาท และ 2.ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ และใช้ไฟฟ้าเกิน 90 หน่วยขึ้นไป แต่ไม่เกิน 150 หน่วยเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตามใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนเมษายน - มิถุนายน 2563 สำหรับ ให้กับผู้ใช้ไฟจำนวน 4.1 ล้านราย วงเงิน 6,045 ล้านบาท สำหรับ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” (กสทช.) ให้ประชาชนสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์เคลื่อนที่ เพิ่มฟรี 10 กิกะไบต์(GB)ต่อคนต่อผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เป็นเวลา 30 วัน นับจากวันที่ได้รับสิทธิ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเร็วอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ (เน็ตบ้าน) อีก100เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) โดยการลงทะเบียนรับอินเทอร์ผ่านซิมโทรศัพท์ ได้แก่ 1.กด *170* ตามด้วยหมายเลขบัตรประชาชน13หลักตามด้วยเครื่องหมาย#แล้วกดโทรออก (ใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการรับอินเตอร์เน็ตฟรี ในการดำเนินการ) ,2.รอระบบตรวจสอบสิทธิประมาณ3-5นาที และ3.รอSMS ยืนยันการรับสิทธิ์ ถ้าได้รับยืนยันเรียบร้อยแล้ว ก็จะสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ทันที ขณะที่อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์(เน็ตบ้าน)นั้น จะได้รับเน็ตฟรี 100 Mbps นั้น ไม่ต้องลงทะเบียนแต่อย่างใด เพราะผู้ให้บริการหรือโอเปอเรเตอร์จะเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2563 แต่สุดท้ายการได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นเพียงการช่วยต่อลมหายผู้ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น! เพราะตัวเราเองก็ต้องพร้อมที่จะสู้ และไม่ยอมแพ้กับปัญหาที่เกิดขึ้น!