...”องค์การอนามัยโลก (WHO) จะเอาชีวิตผู้คนมาเสี่ยงทำไมเรื่องการแถลงว่าไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย”......” WHO รู้มั้ยว่าชีวิตคนไม่ใช่ผักปลา”...
คำถามนี้ดังก้องในความคิดผมตลอดหลายวันมานี้ จากสถิติผู้เสียชีวิตกลุ่มโลกตะวันตกและตะวันออกที่มีความแตกต่างชัดเจนอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณาสถิติ ณ วันที่ 3 เมษายน (06.00 น.) ผู้เสียชีวิตในกลุ่มประเทศตะวันตกรวมกันเท่ากับ 42,507 คน เทียบกับกลุ่มประเทศตะวันออกเท่ากับ 3,883 คน และเมื่อเทียบกับผู้เสียชีวิตทั่วโลกจำนวน 51,354 คน พบว่าผู้เสียชีวิตในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกามีจำนวนถึงร้อยละ 82.77 หรือมากกว่า 4 ใน 5 ของผู้เสียชีวิตทั้งโลก ขณะที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก-อาเซียน-รวมทั้งเอเชียใต้ คิดเป็นเพียงร้อยละ 7.56 หรือยังไม่ถึง 1 ใน 10 ของผู้เสียชีวิตทั่วโลก (อาจจะมีคนโต้แย้งว่าสถิติในกลุ่มเอเชียอาจต่ำกว่าความเป็นจริง แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะต่ำกว่าความเป็นจริงจากบางประเทศในเอเชียตามข้อสงสัย แต่ด้วยเทคโนโลยีข่าวสารปัจจุบันก็ไม่น่าจะมีความผิดพลาดทางตัวเลขมากเกินกว่าสถิติที่ปรากฏออกมาจากองค์การอนามัยโลกมากเกินไป) สถิติผู้เสียชีวิตในกลุ่มตะวันตกสูงกว่าภูมิภาคเอเชียมากถึง 11 เท่า นี่ยังไม่รวมถึงสถิติของผู้ติดเชื้อระหว่างสองภูมิภาคนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งแนวโน้มร้อยละของผู้ติดเชื้อเมื่อเทียบกันก็มีแนวโน้มไม่แตกต่างจากสถิติผู้เสียชีวิตดังกล่าว และจากการสังเกตพฤติกรรมเชิงประจักษ์ของนโยบายการป้องกันการติดเชื้อจากรัฐบาลทั้งสองภูมิภาค พบความแตกต่างชัดเจนในเรื่องนโยบายการสวม-ไม่สวมหน้ากากอนามัยป้องกัน กลุ่มประเทศทางเอเชียให้ความสำคัญสูงสุดกับการสวมหน้ากากป้องกัน ขณะที่กลุ่มประเทศตะวันตกให้ความสำคัญเรื่องนี้ในระดับต่ำ แม้ทั้งสองกลุ่มภูมิภาคจะให้ความสำคัญเรื่องการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing) เหมือนกัน ซึ่งตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อก็สะท้อนออกมาชัดเจนแล้วว่ากลุ่มประเทศเอเชียสูญเสียน้อยกว่ากลุ่มประเทศตะวันตกอย่างชัดเจนและมีนัยสำคัญทางสถิติ
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีคำถามใหญ่มาก ๆ ต่อแนวคิดในการจัดการป้องกันปัญหาโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเมื่อสถิติตัวเลขปรากฏชัดเจนถึงเพียงนี้ แต่ทำไม WHO ถึงยังยืนยันเสียงแข็งจนถึงวินาทีนี้ว่าหน้ากากอนามัยยังไม่เป็นสิ่งจำเป็นสูงสุดที่จะต้องสวมใส่ ทั้ง ๆ ที่สถิติบ่งชี้ชัดเจนว่าปัจจัยสำคัญของการลดการติดเชื้อและการสูญเสียมาจากนโยบายที่แข็งขันในการสวมหน้ากากอนามัย หรือว่าการยืนหยัดในความคิดเช่นนี้ของ WHO อาจจะเกิดมาจากความแตกต่างระหว่าง...
(1) วิธีคิดแบบตะวันตก vs วิธีคิดแบบตะวันออก ?
(2) วิธีคิดแบบเสรีภาพสุดโต่งในทุกสถานการณ์ vs วิธีคิดแบบกำกับควบคุมในบางสถานการณ์ ?
(3) โครงสร้างอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำ (elite) ที่ครอบงำ WHO ระหว่างกลุ่มโลกตะวันตกกับกลุ่มโลกตะวันออก ?
(4) มรดกทางความคิดบางส่วนที่ยังคงตกค้างของทัศนคติการเหยียดเชื้อชาติระหว่างกลุ่มโลกตะวันตกกับส่วนที่เหลือของโลก ?
(5) อีโก้ทางวิชาการ vs ความไม่เปิดกว้างทางใจของ WHO ?
คำถามทั้งหมดนี้ที่มีต่อองค์การอนามัยโลกจึงดูเสมือนว่านโยบายการรณรงค์ให้สวมหรือไม่สวมหน้ากากอนามัย จากที่เคยถูกมองว่าเป็นมาตรการทางสาธารณสุขทั่ว ๆ ไป กลับถูกยกระดับความสำคัญให้กลายมาเป็นประเด็นทางการเมือง (politicized) ระดับโลกไปเสียแล้ว ซึ่งไม่ว่า WHO จะคิดอย่างไรก็ตาม แต่ความจริงที่ผ่านมาปรากฏชัดเจนต่อผู้บริหาร WHO แล้วว่าสถิติผู้เสียชีวิตของสองกลุ่มภูมิภาคแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกวิ่งขึ้นบนหน้าปัทม์ดิจิทัลของจอภาพรายงานสถานการณ์ในออฟฟิศ WHO ทุกเสี้ยววินาที ความตายไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ความตายไม่ใช่เพียงสถิติบนหน้ากระดานบอร์ด แต่คือความสูญเสียในระดับมหันตภัยเจือกับความโศกเศร้าทุกหัวระแหง ...แล้วเพียงแค่การยืนยันในความคิดตนเองของ WHO ว่ายังไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยโดยเคร่งครัด แค่คำพูดเพียงไม่กี่พยางค์นี้ WHO รู้ตัวเองหรือยังว่ากำลังทำตัวให้เป็นภัยต่อความมั่นคงของโลก เป็นภัยคุกคามต่อมวลมนุษยชาติ และบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นคนของพลเมืองโลกใบนี้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
#เรียกร้องWHOแถลงการณ์ให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย
ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น เลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย และประธาน ทปสท.