เรื่อง : ชนิดา สระแก้ว ภาพ : พสุพล ชัยมงคลทรัพย์ “การมีศาสนาในใจทำให้ใจยอมรับการสูญเสียพ่อได้ เพราะคุณพ่อเป็นอะไรที่ยอมรับลำบาก คุณพ่อคือโลกทั้งใบของเรา เป็นทุกอย่างของชีวิต เมื่อก่อนนึกไม่ออกว่าวันไหนไม่มีคุณพ่อเราจะทำอย่างไร พอได้มีธรรมะทำให้เราปลงสังเวช มองกลับมาที่ตัวเองว่าที่สุด ทุกอย่างมีเกิดขึ้นดับไป ไม่จีรัง เพราะฉะนั้นชีวิตเราไม่รู้จะไปเมื่อไหร่ก็ต้องทำดีในทุกวัน อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง” “รื่นรมย์คนการเมือง” วันนี้จะพาหลบลมร้อนการเมือง แล้วลัดเลาะไปนั่งจิบกาแฟพูดคุยกับ “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา นักการเมืองหญิง แห่งพรรคชาติไทยพัฒนา ณ ที่ทำการพรรค อันร่มรื่น ซึ่งวันนี้กัญจนา บอกก่อนเลยว่า ของดเรื่องการเมือง เมื่อเอ่ยชื่อกัญจนา ต้องยอมรับว่าหลายคนรู้จักเธอในแง่มุมทางการเมือง มากกว่าเรื่องราวของชีวิต มุมมอง และแนวคิด ครั้งนี้ “รื่นรมย์คนการเมือง” ขอพาไปทำความรู้จักความเป็น “กัญจนา” ในมุมที่แตกต่างออกไป ซึ่งต้องบอกว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว กัญจนา หรือที่คนส่วนใหญ่มักเรียกว่า “หนูนา”นั้น เป็นบุตรสาวของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 “บรรหาร ศิลปอาชา” กัญจนา เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาต้องยุติบทบาททางการเมือง สืบเนื่องจากกรณียุบพรรคชาติไทย และในปัจจุบันยังเป็น ประธานมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย เป็นการทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคม มาอย่างต่อเนื่อง @ ไถ่ชีวิตช้าง10เชือก พี่นา บอกว่า แม้ไม่ได้เล่นการเมือง แต่ไม่เคยว่างเลย เพราะได้ทำงานที่ตัวเองชอบ คือการช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการไถ่ชีวิตช้าง ที่ช่วยมาก็ประมาณ 10 เชือกแล้ว อยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างจ.เชียงใหม่ และจ.กาญจนบุรี ส่วนใหญ่จะเป็นช้างที่อายุมากแล้ว ทำอะไรไม่ได้ เราจึง อยากไถ่ให้เขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ไม่ต้องถูกทรมานจนนาทีสุดท้าย ซึ่งราคาก็ประมาณ 7-8 แปดแสน แต่ถ้าเป็นลูกช้างถึง 1 ล้านบาทขึ้น นอกจากนี้ยังได้เขียนหนังสือเพื่อตีแผ่ให้ประชาชน และสังคมได้ทราบว่าชีวิตของช้าง การรักช้างที่ถูกต้องนั้นจะต้องทำอย่างไร การขี่ช้าง การไปดูการแสดงของช้าง เบื้องหลังช้างทุกข์ทรมานแค่ไหน และการถูกพรากจากแม่ตั้งแต่เยาววัยเป็นอย่างไร ถ้าสังคมรู้ความจริงก็จะตัดสินใจได้เองว่าควรจะรักช้างแบบไหน จะไปดูการแสดง ไปขี่เขาอีกไหม หรืออยากเห็นเขาอยู่ตามวิถีธรรมชาติ พี่นา บอกถึงความรู้สึกผูกพันกับช้างแม้จะเข้าไปช่วยเหลือไม่นานว่า ช้างเป็นสัตว์สังคมไม่ต่างจากคนเลย มีความผูกพันแบบครอบครัว แม่รักลูก ลูกรักแม่ ถ้าเป็นลูกสาวก็จะอยู่กับโขลง ที่มีพี่ ป้า น้า อา ช่วยกันดูแลชั่วชีวิต ถ้าลูกชายก็จะอยู่กับโขลงจนอายุ 9-10 ขวบก็จะแยกไป ความรักความผูกพันถ่ายทอดภูมิความรู้จากรุ่นสู่รุ่น มีความเสียใจ ทุกข์โศกเวลาญาติพี่น้องตายเหมือนคน แม่ช้างตั้งท้อง 24 เดือนมากกว่าคน เพราะฉะนั้นความผูกพันทางสายใยแม่ลูกเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น กว่าจะเลี้ยงลูกให้โต ลูกกินนมแม่ 3-4 ขวบ แต่คนพยายามพรากจากแม่ตั้งแต่ยังไม่หย่านม นำมาฝึกอย่างโหดเหี้ยมทารุณ นี่คือความทุกข์ยากของช้างที่พบเจอมา จึงอยากให้สังคมรู้ความจริงตรงนี้ ช้างมีความจำไม่มีวันลืม อายุยืนยาวไม่ต่างจากคน บางตัวมีอายุ 70-80 ปี ล่าสุดช้างชื่อแม่เงิน ที่จ.สุรินทร์ ล้มตอนอายุ 105 ปี เพราะฉะนั้นความทุกข์ยากใดๆที่เกิดกับชีวิตเขาจะยาวนานไม่เหมือนกับสุนัข หรือแมว คนไทยก็ชอบพูดเสมอว่าช้างเป็นสัตว์ที่มีคุณต่อแผ่นดิน แต่ทุกวันนี้ชีวิตช้างกลับไม่ได้สุขสบายเลย @ ทุ่มเททำงาน-ไม่หวั่นสร้างศัตรู พี่นา ฝากถึงคนที่ใช้ช้างทำมาหากินว่า ถ้าใช้เขาก็ต้องปฏิบัติต่อเขาอย่างดี อย่าพรากลูกจากแม่ตั้งแต่เยาว์วัยอย่างน้อยให้หย่านมก่อน อย่าฝึกอย่างโหดร้ายทารุณ ขอให้ใช้วิธีการฝึกในเชิงบวก ซึ่งมีการพิสูจน์มาแล้วทำได้ เช่น ทำถูก ทำดีให้รางวัล ให้ขนม หรือให้ของกิน ไม่ใช่ใช้ตะขอเหล็กทุบตี ควรมีสวัสดิการตอบแทนเขาที่เลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่ได้ เพราะไม่มีกระทรวงแรงงานดูแล หรือเรียกร้องอะไรไม่ได้ แต่อยู่ที่จิตสำนึกของคุณรู้ว่าควรจะทำอย่างไร หรือจัดชั่วโมงทำงานให้เขา ไม่ใช้ทั้งวัน เช่น ช่วงไฮน์ซีซั่นขี่ช้างทั้งวันแทบไม่ได้พักเลย รวมทั้งยังต้องคอยควบคุมน้ำหนักไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นเยอะมาก รวมทั้งช้างพิการ ตาบอด เจ็บป่วย หรือเพิ่งตกลูกก็อย่าเพิ่งใช้งาน เช่น ที่ไถ่ช้าง ชื่อแม่โม้ดี พอตกลูกมาไม่ถึง 2 สัปดาห์ถูกใช้จนมดลูกเน่าหลุดออกมา ทำให้ล้มอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น ทุกวันนี้มีช้างตาบอด ขาพิการยังก็ใช้งานกันอยู่เลย นอกจากนี้ควรให้อาหารที่มีคุณค่าหรือประโยชน์ด้วย จึงอยากเรียกร้องคนที่ทำมาหากินกับช้างต้องดูแลเขาให้ดี หรือใช้วิธีท่องเที่ยววิถีช้างธรรมชาติ ซึ่งมีหลายแห่งทำกันแล้ว พี่นา ยอมรับว่าที่สนใจทำเรื่องช้าง เพื่อสนับสนุนคนที่ทำดีอยู่แล้วมากกว่า แต่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ การทุ่มเททั้งชีวิต ลำพังตัวเองไม่มีศักยภาพพอ เป็นเรื่องใหญ่มาก สร้างศัตรูได้เยอะ รวมทั้งยังมองเราไม่ดีด้วย @ภารกิจสุดปลื้ม “ดูแลคุณแม่-ลูกบุญธรรม” วันนี้เมื่อไม่มีคุณพ่ออยู่ด้วยแล้ว พี่นา บอกว่า อยู่กับคุณแม่ คือคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ส่วนน้อง ๆก็แยกไปอยู่กับครอบครัว ตอนเช้าก็ใส่บาตรกับคุณแม่ทุกวัน พากันไปเที่ยวต่างประเทศทั้ง เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย อังกฤษ และล่าสุดไปที่ แคชเมียร์ คุณแม่ก็อายุมากแล้วเดินไม่ค่อยไหวก็จะนำรถเข็นไปด้วย และจะถามแม่ตลอดว่าอยากจะไปไหนก็จะพาไป ซึ่งเดือนพ.ค.นี้ก็มีโปรแกรมจะพาตะเวนไหว้พระที่ภาคอีสานที่จ.สกลนคร อุดรธานี “ เราพยายามอยู่กับแม่ให้มากที่สุด ส่วนสุขภาพคุณแม่ดูแลตัวเองดีอยู่แล้ว มีปัญหาเรื่องกระดูกสะโพก ก็เป็นไปตามวัย แต่ไปตรวจประจำ และเชื่อฟังคุณหมอมาก ออกกำลังกายเดินในน้ำ ตอนนี้ก็ให้กำลังใจและดูแลกันให้ดีที่สุด” พี่นา เล่าถึงการดูแลตัวเองว่า ไม่มีวินัยในตัวเอง ชอบทานแป้งและน้ำตาลชอบมาก คุณหมอห้ามอะไรก็จะทานหมดทุกอย่าง อะไรหมอบอกดีไม่ค่อยทาน และปัจจุบันทานอาหารมังสวิรัติด้วยก็จะขาดโปรตีน พออายุมากกระดูกจะผุกร่อน เพราะไม่ทานเนื้อสัตว์ก็จะมีปัญหาตรงนี้ ตอนนี้เริ่มมีปัญหาปวดกล้ามเนื้อขา เพราะตั้งแต่วัยรุ่นใส่รองเท้าสนสูงมาตลอด ยิ่งสูงยิ่งชอบ สะสมมาเรื่อย ๆทำให้กล้ามเนื้อที่ขามีปัญหา เมื่อก่อนสมบุกสมบันมาก เคยเดินถึง 8-9 ชั่วโมง เรียกว่าเราค่อนข้างเดินเก่ง เดินเร็ว ส่วนการออกกำลังด้วยโยคะนั้นเคยเล่นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เนื่องจากบาดเจ็บที่ขาหรือเข่า และคุณหมอไม่อยากให้ก้มหน้า จึงหยุดมานานแล้ว ตอนนี้ออกกำลังเดินสายพานอย่างเดียว เริ่มทานเนื้อสัตว์ เพื่อดูแลเรื่องกระดูก อาการเจ็บปวดไม่มี แต่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อ พี่นา บอกว่า นอกจากดูแลคุณแม่แล้วยังดูแลลูกสาวบุตรธรรม 2 คน คือ “น้องแคท” น.ส.วันวิภา ถาดทอง เลี้ยงเขามาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ตอนนี้อายุ 22 ปีแล้ว ตอนเด็กๆก็หวังว่าจะให้เขาปกติช่วงบนก็ยังดี แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะสมองถูกทำลายเยอะ แต่เขาเป็นเด็กที่มีความสุขทางจิตใจมาก ร่าเริง แต่ว่าร่างกายจะทำอะไรไม่ได้ รับรู้ทุกอย่างหมด เราก็รักเขามาก แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด ทุกวันนี้น้องก็ยังทำกายภาพบำบัด ฝังเข็มและฝึกพูด เจ้าตัวยอมรับว่าแต่ก่อนเคยห่วงว่าถ้าเราไม่อยู่ใครจะดูแลเขา ตอนนี้เมื่อมีธรรมะแล้วไม่คิด แต่ทำทุกวันให้ดีที่สุด วางแผนไว้แล้วแต่ไม่ได้วิตกกังวล ส่วนน้องน.ส.โบว์ชมพู ถิ่นหาญวงษ์ เลี้ยงมาตั้งแต่ 4 ขวบ ตอนนี้อายุ 19 ปี เรียนที่ราชภัฏสวนดุสิต คนนี้ไม่ห่วงเพราะช่วยเหลือตัวเองได้ จะส่งเรียนให้สูงที่สุด และหางานให้ทำ @ ฝึกธรรมะทำใจผ่องใส-ปล่อยวาง พี่นา บอกว่าตั้งแต่ศึกษาธรรมะทำให้ชีวิตปล่อยวางมากขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าจงอย่าไปยึดถืออะไรมากนอกจากการพึ่งตน และพึ่งธรรมะ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคือพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อ่านหนังสือธรรมะมากมาย พยายามมีสติทุกอิริยาบถในสิ่งที่ทำ และพยายามอยู่ในปัจจุบันให้มาก แต่เรื่องนั่งสมาธิ สมถะ วิปัสสนา ยังทำไม่ได้ พระท่านบอกว่าจริงๆแล้วการปฏิบัติที่ถูกต้องไม่ใช่แค่เรื่องนั่งสมถะหรือวิปัสสนา แต่ต้องคุมสติในการปฏิบัติประจำวันให้ได้ ดังนั้นเป็นคนที่มีกำลังใจอยู่เสมอ และเป็นคนที่อยู่กับตัวเองได้ ถ้าเรามีธรรมะ และพึ่งตน เราอยู่กับตัวเองได้ ไม่เดือดร้อนไม่ทุกข์ร้อน ไม่ได้นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเพราะว่าความศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่การกระทำของเราทั้งนั้น ไม่มีใครมาดลบันดาลอะไรให้เราได้ ทุกอย่าง เราต้องทำเอง ถ้าเราทำดี มีจิตใจที่ผ่องใสก็เป็นสุข เพราะกุศลที่เกิดจากการทำดีของเรา พี่นา บอกว่าโชคดีที่ได้ศึกษาธรรมะมา 2ปีก่อนที่จะคุณพ่อจะจากไป ตอนที่ยังไม่ได้ศึกษาธรรมะจะทุกข์มาก เอาทุกชีวิตมาถมในชีวิตของเรา ความดันขึ้นสูง 160-170 นอนไม่หลับ พอมาศึกษาธรรมะอย่างแท้จริงก็รู้จักการละวาง เวลาพูดเรื่องพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต้องทำทุกอย่างให้เต็มที่ ช่วยให้จิตใจสงบ ตอนนี้ปล่อยวางมากกว่า “การมีศาสนาในใจทำให้ใจยอมรับการสูญเสียพ่อได้ เพราะคุณพ่อเป็นอะไรที่ยอมรับลำบาก คุณพ่อคือโลกทั้งใบของเรา เป็นทุกอย่างของชีวิต เมื่อก่อนนึกไม่ออกว่าวันไหนไม่มีคุณพ่อเราจะทำอย่างไร พอได้มีธรรมะทำให้เราปลงสังเวช มองกลับมาที่ตัวเองว่าที่สุด ทุกอย่างมีเกิดขึ้นดับไป ไม่จีรัง เพราะฉะนั้นชีวิตเราไม่รู้จะไปเมื่อไหร่ก็ต้องทำดีในทุกวัน อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง” @ ทำหน้าที่ “พี่สาว” ให้ดีที่สุด เมื่อเราถามว่าการเป็นลูกของนายบรรหารได้เรียนรู้อะไรมาจากท่านบ้าง พี่นา บอกว่า คุณพ่อเป็นคนเก่งมาก ชีวิตเริ่มจากศูนย์ แต่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา คิดว่าตัวเองเป็นคนกำหนดโชคชะตา ต่อสู้กับชีวิตพ่อชอบวางแผนล่วงหน้า เป็นคนไม่ประมาทในทุกเรื่อง ยอมรับว่าเราไม่เก่งเท่าพ่อ โดยเฉพาะการรู้เท่าทันคน แทบจะทำไม่ได้เลย อ่านคนไม่เป็นเหมือนพ่อ แต่มีสิ่งที่เหมือนกันคือทำอะไรทำจริง รับปากใครแล้วทำ ถ้าช่วยไม่ได้จะไม่รับปาก และทำถึงที่สุด และติดตามงาน เป็นคนมีความรับผิดชอบมาก เพราะบารมีคุณพ่อไม่ได้เกิดจากคำสั่งหรือพระเดช แต่เกิดจากพระคุณที่ได้ช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยากในทางที่เหมาะที่ถูกที่ควร ดังนั้นโครงการที่จังหวัดสุพรรณบุรีทั้งเรื่องสถานศึกษา และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆที่คุณพ่อทำได้ เราสองคนพี่น้อง(พี่นากับน้องท็อป)จะทำให้ดีที่สุด พี่นา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในอนาคตจะเล่นการเมืองต่อหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ แต่ “ท็อป”วราวุธ ศิลปอาชา น้องชาย เล่นแน่นอน ไม่ว่าจะลงมาเองหรือไม่ก็จะสนับสนุนพรรคชาติไทยพัฒนา เพราะการเมืองจะทำเล่นๆไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณพ่อไม่อยู่ด้วยแล้ว แต่ก่อนคุณพ่อเป็นคนคิดทุกอย่าง ลูก ๆเพียงแต่ทำตามเท่านั้น ดังนั้นจากนี้ไปน้องชายก็ต้องทำเอง พี่นาก็ต้องทำเอง คือต้องทำเองทั้งหมด เพราะฉะนั้นแม้วันนี้ไม่มีคุณพ่ออยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้อีกแล้วก็ตาม แต่พี่นา ยืนยันว่า ต้องอยู่ต่อไปได้อย่างแน่นอน /////////////