วันนอร์ เปิดสัมมนาเรื่อง "ทรัพยากรน้ำ ย้ำ เป็นเรื่องสำคัญและน้ำกับการเมืองสัมพันธ์กันและพรรคประชาชาติ พร้อมผลักดัน 'การบริหารจัดการน้ำในภาคอีสาน' ให้เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562 นาย วันมูฮัมหมัดนอร์ (วันนอร์) มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติได้เดินทางไปปาฐกถาพิเศษและเปิดการสัมมนาเรื่อง "ทรัพยากรน้ำ การจัดการทรัพยากรน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ระหว่างเวลา 9.00 -15.00 น.และในโอกาสนี้ นาย วันนอร์ ได้แสดงปาฐกถา พร้อมทั้ง ชี้ให้เห็นว่าปัญหาภัยแล้งและปัญหาน้ำท่วมในภาคอีสานเป็นเรื่องที่สำคัญและปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจน สามารถนำมาประยุกต์และพัฒนาทำให้อีสานเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และคนพื้นที่หายจน หรือ ร่ำรวยได้ แต่รัฐบาลและ พรรคการเมืองต้องพร้อมใจกันสนับสนุนให้การบริหารและจัดการน้ำในภาคอีสานเป็นวาระแห่งชาติ และที่สำคัญรัฐบาลต้องตั้งสติและสนับสนุนอย่างจริงจัง แม้ต้องใช้ระยะเวลาเป็น 10 ปี ก็ต้องทำและแม้ว่าคนในปัจจุบันจะไม่ได้เห็นถึงความสำเร็จและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแต่ขอยืนยันว่าต้องทำและต้องผนึกกำลังกันเพื่อคนรุ่นลูก รุ่นหลานและรุ่นเหลน อนึ่ง ในระยะเวลาที่ผ่านมามีปูชนียบุคคลของชาวอีสานหลายคน เช่น นาย ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อดีต ส.ส อุบลราชธานีซึ่งเป็นคนที่ได้รับเกียรติและชาวอีสานยกย่อง แต่ถูกกล่าวหา หรือ เรียกขานจากคนบางจำพวก ว่า ลาวปลาร้า ไอ้ลาว หรือ ไอ้ลาวตาขาว ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของพ่อแม่พี่น้องชาวอีสาน ฯลฯ อีกทั้ง มี ปูชนียบุคคลและนักต่อสู้ที่เป็นคนอีสานปรากฏให้เห็นในทุกช่วงและตลอดระยะเวลาที่สำคัญๆในประวัติศาสตร์ไทย นอกจากนี้ ขุนวรสิษฐ์ดรุณเวทย์ (นารถ อินทุสมิต) อดีต ส .ส. หนองคายได้มีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำและการเมืองเรื่องน้ำไว้เมื่อการประชุมสภาผู้แทนราษฎรปี 2476 ว่าในยุคนั้นมีโครงการชลประทานแผนงาน 4 ปีของรัฐบาล แต่ไม่มีโครงการก่อสร้างชลประทานในภาคอีสานเลยแม้แต่นิดเดียวและเป็นเหตุให้มีการตั้งคำถามไว้ในสภาสรุปได้ไว้ว่า "ภูมิภาคในแถบอีสาน...เป็นที่ราบ...ปลูกพืชพันธุ์ได้ดี...แต่ว่าแถบนั้นอัตคัดน้ำเวลาฝนตกลงมาแล้วน้ำจะไหลลงไปสู่ที่ต่ำ...การทำนาของราษฎรอาศัยน้ำเป็นสำคัญปีใดฝนไม่ตก หรือ ตกน้อยการทำนาก็ไม่ได้ผลราษฎรถึงกับอดอยากทำให้ข้าวราคาสูง...กระทรวงเศรษฐการควรรำลึกถึงอีสานบ้าง" และถือว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นปฐมบทที่มีการปะทะกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐบาลในเรื่องน้ำและเป็นสิ่งที่ได้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ นาย แคล้ว นรปติ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น 7 สมัย ยังเป็นอีกคนหนึ่งที่ต่อสู้กับการเรียกร้องและสร้างความมั่งคั่ง หรือ ความอยู่ดีกินดีให้ภาคอีสาน แต่ในที่สุดก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่อย่างไรก็ตาม อีสานต้องภาคภูมิใจเพราะ นาย แคล้ว นรปติ หรือ 'พ่อแคล้ว' เป็นคนอีสาน คนอีสานเลือกและประชาชนอุปถัมภ์ และเป็นอีกหนึ่งของความภูมิใจของบุคคลและอนุชนรุ่นหลัง เพราะ 'พ่อแคล้ว' มีแนวคิด หรือ เป็นบุคคลที่มีหัวก้าวหน้า นายวันนอร์ ยังชี้ให้เห็นว่าน้ำมีอยู่ทุกหนทุกแห่งทั้งในร่างกายมนุษย์และในธรรมชาติและที่สำคัญอีสานมิได้ขาดน้ำ แต่ยังไม่มีมาตรการ หรือ ขาดการบริหารจัดการน้ำที่ดี "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังได้ทรงตรัสไว้ว่า 'น้ำคือชีวิต' และชีวิตจะขาดน้ำไม่ได้ จึงขอยกตัวเลขที่น่าสนใจมาเล่าสู่กัน เช่น ปัจจุบันเราต้องซื้อน้ำดื่มและถ้าดื่มคนละ 10 บาท 70 ล้านคน เราต้องเสียเงินซื้อน้ำทั่วประเทศวันละ 700 ล้านบาท รวมเวลา 1 ปี หรือ 365 วัน เราต้องจ่ายเฉพาะค่าน้ำดื่มปีละ 255,500 ล้านบาทและ 10 ปีประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำดื่มประมาณ 2- 3 ล้านล้านบาทต่อปีและเหตุผลนี้จึงเป็นที่มาของธุรกิจผลิตน้ำดื่มในปัจจุบันและถ้ารัฐบาลสามารถทำให้น้ำประปาดื่มได้ดั่งอารยประเทศ คนไทยก็ไม่ต้องซื้อน้ำเป็นขวดมาบริโภค ภาคอีสานมีฝนตกมากและถ้าบริหารจัดการน้ำได้ดีจะทำให้ไม่ขาดแคลนทั้งน้ำดื่มและน้ำใช้ รวมถึง น้ำเพื่อการชลประทาน อีสานมีประชากรรวม 22 ล้านคนและเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศและสมมุติว่าประชากรอีสานทั้งที่ 22 ล้านคน ทำการเพาะปลูกแล้วจ่ายค่าน้ำวันละ 3 บาทต่อวัน แสดงว่าจะมีค่าใช้จ่ายวันละ 22 ล้านบาทซึ่งคำนวณได้ปีละ 24,000 ล้านบาทและ 10 ปีจะใช้เงิน 240,000 ล้านบาทและหากคิดเล่นๆ หรือ ลงทุนเรื่องน้ำในภาคอีสานสัก 250,000 ล้านบาทใช้เวลา 10 ปีโดยรัฐลงทุนไปก่อนและมีค่าเฉลี่ยต่อหัวประชากรคนละ 3 บาทต่อวัน รวมเวลา 10 ปี จะทำให้อีสานเป็นพื้นสีเขียวคนมีรายได้ มีผลตอบแทนและจะสูงกว่าวันละ 3 บาทต่อคนอย่างแน่นอน น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ตกมาจากฟ้าและปัจจุบันน่าจะมีคนจงใจทำให้น้ำใต้ดิน หรือ น้ำในแหล่งน้ำใหญ่เสียเพื่อจะได้ฟื้นฟูธุรกิจขายน้ำดื่มและบางส่วนพยายามทำให้อากาศเป็นพิษซึ่งเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในบางพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ฯลฯ เพื่อจะได้ขายอุปกรณ์ หรือ สินค้าเกี่ยวกับการปรับอากาศ ฟอกอากาศและธุรกิจต่างๆเกี่ยวกับการหายใจ อนึ่ง ภาคอีสานมีฝน หรือ น้ำมากพอ มีอากาศที่บริสุทธิ์ หากแต่ขาดการจัดการ ขาดการรู้เท่าทัน และไม่ตั้งใจจริงและถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน 'พรรคประชาชาติ' เป็นพรรคการเมืองเดียวและเป็นพรรคที่เริ่มต้นในการกระตุก หรือ กระตุ้นเตือนและเชิญชวนให้พรรคการเมือง ตลอดจนรัฐบาล ลุกขึ้นมาทบทวนและร่วมกันหาวิธีการ หรือ แนวทางในการจัดการน้ำในภาคอีสานขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมและต้องทำให้การแก้ปัญหาความแห้งแล้งและย้ำว่าต้องทำให้การบริหารจัดการน้ำในภาคอีสานเป็นวาระเร่งด่วน หรือ เป็นวาระแห่งชาติ" นายวันนอร์มูหะมัดนอร์ มะทา กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ