เหตุการณ์ความรุนแรงในกลุ่มเยาวชนหญิงได้กลับมาเป็นประเด็นร้อนที่น่ากังวลอย่างยิ่งในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรายงานข่าวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี พ.ศ. 2568 กรณีแก๊งเด็กหญิงรุมทำร้ายเพื่อนร่วมรุ่นในพื้นที่ต่างๆ เช่น กาญจนบุรี และพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้เป็นเพียงการวิวาทธรรมดา แต่สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการใช้ความรุนแรงที่รุนแรงขึ้น มีการบันทึกภาพเพื่อประจาน และการท้าทายกฎหมายอย่างอุกอาจ
จากกรณีล่าสุดในจังหวัดกาญจนบุรี ที่มีการเผยแพร่คลิปการทำร้ายเด็กหญิงวัย 13 ปี ที่ท่าน้ำกลางเมือง ก่อนที่เรื่องจะขยายผล เมื่อ นายรพี ชำนาญเรือ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิและความเป็นธรรม ได้นำคลิปการทำร้าย “น้องพลอย” วัย 17 ปี ซึ่งเป็นเหยื่อรายที่สาม ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะ คลิปดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าน้องพลอยถูกหนึ่งในแก๊งใช้เท้ากระทืบหน้าและเตะแสกหน้า พร้อมคำพูดท้าทายกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว
เหตุการณ์เหล่านี้ได้กระตุ้นให้สังคมออนไลน์แสดงความกังวลอย่างมาก ขณะที่หน่วยงานภาครัฐได้เข้าดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยตำรวจได้สั่งการให้ชุดสืบสวนติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดมาสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพ เพราะผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเยาวชน ด้านสำนักงาน พม. จังหวัดกาญจนบุรี ได้เข้าให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อแล้ว
นอกจากคดีที่กาญจนบุรีแล้ว ในปี 2568 ยังมีคดีรุมทำร้ายในกลุ่มเยาวชนหญิงปรากฏเป็นข่าวใหญ่อีกอย่างน้อย 6 คดีทั่วประเทศ เช่น กรณี “แก๊งทะลุถุง” ในอยุธยาที่รุมทำร้ายเด็ก 13 ปี, คดีนักเรียนหญิงถูกเพื่อนทำร้ายในวิทยาลัยที่ชลบุรี และคดีนักเรียนหญิงถูกแก๊งลูกอดีตนักการเมืองรุมทำร้ายจนดั้งหักที่อุดรธานี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรูปแบบความรุนแรงที่คล้ายกันคือการรวมกลุ่ม การใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และการเผยแพร่คลิปเพื่อประจาน
ในมิติของสถิติอย่างเป็นทางการ ข้อมูลสถิติคดีเด็กและเยาวชนของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ตุลาคม 2567 ถึง มิถุนายน 2568) ชี้ให้เห็นว่า เยาวชนหญิงตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญารวม 1,113 คดี ในช่วงสามไตรมาสแรก (ต.ค. 67 - มิ.ย. 68) แม้ว่าจำนวนคดีส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชนชาย (9,010 คดี) แต่การที่เยาวชนหญิงเกี่ยวข้องกับคดีกว่าหนึ่งพันคดีนี้ บ่งชี้ว่าปัญหาความรุนแรงในกลุ่มเด็กผู้หญิงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และข้อมูลนี้ยังไม่รวมคดีทำร้ายร่างกายทั้งหมดที่ยุติด้วยการไกล่เกลี่ยหรือยังไม่ถึงกระบวนการทางศาล ซึ่งเน้นย้ำว่าปัญหาได้แพร่หลายและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ประเด็นนี้ผู้เขียนมองว่ามี 3 เสาหลักที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา
หนึ่ง ครอบครัวและผู้ปกครอง สิ่งสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ที่เปิดกว้าง เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกกล้าพูดคุย และต้องหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนของพฤติกรรมเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ หากบุตรหลานเป็นผู้ก่อเหตุ ผู้ปกครองต้องแสดงความรับผิดชอบและส่งเสริมให้เข้ารับการบำบัดพฤติกรรมเพื่อเรียนรู้ผลที่ตามมาของการกระทำ
สอง โรงเรียนและชุมชน ควรมีการจัดหาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยาโรงเรียนให้เพียงพอ และจัดทำโปรแกรมที่เน้นการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และทักษะการจัดการความขัดแย้งให้กับเยาวชนอย่างจริงจัง
และสาม ระดับนโยบาย ภาครัฐควรบูรณาการการทำงานของทีมสหวิชาชีพ ตำรวจ, พม., นักจิตวิทยา ในทุกคดีเยาวชนอย่างเข้มข้น และพิจารณามาตรการที่เหมาะสมเพื่อควบคุมเนื้อหาความรุนแรงบนโลกออนไลน์ รวมถึงการเน้นการฟื้นฟูผู้ก่อเหตุมากกว่าการลงโทษเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวงจรความรุนแรงซ้ำอีกในอนาคต
#เด็กหญิงรุมทำร้าย #ความรุนแรงเยาวชน #ข่าวสยามรัฐ #แก๊งทะลุถุง