วันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นวันสุดท้ายของการรับสมัครเลือกตั้งส.ส. ที่มีผู้สมัครมากเป็นประวัติการณ์ โดยข้อมูลสรุป ณวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ มีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 67 พรรค มีผู้สมัคร 8,248 คน และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 11 พรรค มีผู้สมัคร 703 คน คาดว่าตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 8 กุมภากันธ์จะมีจำนวนมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางผู้สมัครจำนวนมากนี้ มีผู้สมัครที่มีชื่อสมัครที่ชื่อ “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” เหมือนกัน โดยชื่อ “ทักษิณ” มีมากถึง12 คน และใช้ชื่อ “ยิ่งลักษณ์” หรือใกล้เคียงอีก 3 คน โดยเป็นการเปลี่ยนชื่อเจตนาให้คนจดจำได้ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ในหนังสือนิทานชาดก เล่มที่ 1 โดย “พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม” เรื่อง “ชื่อนั้นสำคัญไฉน” เล่าถึงสมัยหนึ่ง ที่พระพระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระภิกษุผู้หวังความสำเร็จโดยชื่อรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... “ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ อยู่ในเมืองตักกสิลา มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อว่า ปาปกะ (นายบาป) เขาคิดว่าชื่อของเขาไม่เป็นมงคล จึงเข้าไปหาอาจารย์ และขอให้อาจารย์ตั้งชื่อให้ใหม่ อาจารย์จึงบอกให้ไปเที่ยวแสวงหาชื่อที่ตนเองชอบใจมาแล้วจะทำพิธีเปลี่ยนชื่อให้ เขาได้ออกเดินทางไปแสวงหาชื่อใหม่ จนถึงเมืองหนึ่ง เดินผ่านขบวนญาติหามศพไปป่าช้า จึงถามถึงชื่อคนตาย พวกญาติจึงบอกชื่อว่า ชีวกะ(นายบุญรอด) เขาถามว่า “ชื่อชีวกะก็ตายหรือ ?” พวกญาติจึงกล่าวว่า “จะชื่ออะไร ๆ ก็ตายทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น” พอเดินเข้าไปในเมือง พบเห็นพวกนายทุนกำลังจับนางทาสีเฆี่ยนด้วยเชือกอยู่ จึงถามความนั้นทราบว่านางไม่ยอมให้ดอกเบี้ยจึงถูกลงโทษแทน ถามถึงชื่อนางทาสีนั้น ทราบว่าชื่อนางธนปาลี (นางรวย) จึงถามว่า " ชื่อรวย ยังไม่มีเงินดอกเบี้ยหรือ ? " พวกนายทุนจึงตอบว่า " จะชื่อรวยหรือจน เป็นคนยากจนได้ทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติเรียกกันเท่านั้น " เขาเริ่มรู้สึกเฉยๆ ในเรื่องชื่อยิ่งขึ้น เขาได้เดินทางออกจากเมืองไป ในระหว่างทางพบคนหลงทางคนหนึ่ง จึงถามชื่อ ทราบว่าชื่อ ปันถกะ(นายชำนาญทาง) จึงถามว่า “ขนาดชื่อชำนาญทางยังหลงทางอยู่หรือ ?” คนหลงทางจึงตอบว่า “จะชื่อชำนาญทางหรือไม่ชำนาญทาง ก็มีโอกาสหลงทางได้เท่ากัน เพราะชื่อเป็นบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น” เขาจึงวางเฉยในเรื่องชื่อ เดินทางกลับไปพบอาจารย์ แล้วเล่าเรื่องที่ตนพบเห็นมาให้ฟัง และขอให้ชื่อนายบาปเช่นเดิม อาจารย์จึงกล่าวคาถานี้ว่า " เพระเห็นคนชื่อเป็นได้ตายไป หญิงชื่อรวยกลับตกยาก และคนชื่อว่านักเดินทางแต่กลับหลงทางอยู่ในป่า นายปาปกะจึงได้กลับมา” อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับมาดูนักการเมืองที่เปลี่ยนชื่อให้เหมือนหรือพ้องกับคนดัง อาจถูกมองเป็นเพียงสีสันและสิทธิในการกระทำ แต่ที่น่าสนใจคือชัยชนะในการเลือกตั้งนั้นมันสำคัญกว่าตัวตนของพวกเขาเหล่านั้นถึงเพียงนี้เชียงหรือ และอาจจะมีการเล่นแร่แปรธาตุด้วยวิธีอื่นๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้อีก เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องกระเทาะกันต่อ